คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4917 -ที่ 4918/2549 ฉบับเต็ม

#268919
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4917 - 4918/2549 นางฉลวย ป้านสุวรรณ กับพวก โจทก์ นางซกเจ็ง จิวมงคลชัย กับพวก จำเลย บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 420 ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 142 (5), มาตรา 224 วรรคหนึ่ง, มาตรา 242 (1), มาตรา 248, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงผู้เดียว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่ฟังว่า ย. ลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย อุทธรณ์ของจำเลยร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง เมื่อทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในสำนวนที่ 2 มีเพียงคนละไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 242 (1) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ได้ และสมควรแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ถูกต้อง เหตุที่รถยนต์บรรทุกที่ ย. ขับเสียหลักแล่นไปชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ที่ 1 เป็นเพราะผู้ตายขับรถยนต์เก๋งแล่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้าไปชนรถยนต์บรรทุกก่อน ดังนั้น ย. จึงไม่ได้ขับรถประมาท เหตุที่รถยนต์ชนกันเกิดความประมาทเลินเล่อของผู้ตายฝ่ายเดียว มิใช่เป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการที่ ย. ขับรถด้วยความเร็วสูง หรือขับรถยนต์บรรทุกที่บรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดแต่อย่างใด โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนแรก และโจทก์ที่ 2 ถึงโจทก์ที่ 4 ที่เป็นโจทก์ในสำนวนที่สองบรรยายฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์เก๋งรับผิดในฐานะเป็นตัวการรับผิดร่วมกับผู้ตายซึ่งเป็นบุตรและเป็นตัวแทนขับรถไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสี่มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายที่กระทำละเมิด แม้โจทก์ที่ 1 จะแก้ไขคำฟ้องโดยระบุชื่อจำเลยที่ 2 ว่าในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทของ อ. แต่ในคำฟ้องก็มิได้ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะทายาทด้วย การที่ศาลล่างพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของ อ. ผู้ตาย จึงเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวมาในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ ___________________________ คดีสองสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 147/2541 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ทั้งสามในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในคดีทั้งสองสำนวนและจำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 147/2541 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นสำนวนที่สามว่าจำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 และเรียกจำเลยร่วมของทั้งสองสำนวนและโจทก์ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 147/2541 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยร่วม แต่คดีสำนวนหมายเลขแดงที่ 147/2541 ของศาลชั้นต้นยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะสองสำนวนนี้ สำนวนแรก โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 8861 ราชบุรี มีนายยิ้วซวง เซียงฉิน ลูกจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ก-5024 ราชบุรี มีนายอนันต์ชัย อยู่ชมบุญ บุตรจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับ ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2534 นายยิ้วซวงและนายอนันต์ชัยขับรถยนต์ดังกล่าวโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้พุ่งเข้าชนรถยนต์โดยสารหมายทะเบียน 10-0473 เพชรบุรี ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอให้เรียกบริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง สำนวนที่สอง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า ผู้ขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ก-5024 ราชบุรี และผู้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-8861 ราชบุรี ได้ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันชนกัน ทำให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งโดยสารมาในรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-0473 เพชรบุรี ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 694,287 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 664,368 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 669,857 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัย อยู่ชมบุญ ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 156,525 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 281,624.25 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 273,242.25 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 278,388.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องในแต่ละสำนวนจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 52,175 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 93,878.75 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 91,080.75 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 92,796.25 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันฟ้องในแต่ละสำนวนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 จะร้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ โดยรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ไม่เกิน 250,000 บาท รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่เกินคนละ 50,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัยชำระเงินแก่จำเลยร่วมจำนวน 223,110 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องในสำนวนที่สามจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมของทุกฝ่ายให้เป็นพับ จำเลยร่วมสำนวนที่หนึ่งและที่สองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัย อยู่ชมบุญ ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 208,700 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 375,499 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 364,323 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 371,185 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันฟ้องในแต่ละสำนวนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัยชำระเงินแก่จำเลยร่วมจำนวน 297,480 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องในสำนวนที่สามเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง นายยิ้วซวงลูกจ้างจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-8861 ราชบุรี ซึ่งจำเลยที่ 1 เอาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วม แล่นไปตามถนนพระราม 2 (สายธนบุรี-ปากท่อ) มุ่งหน้าไปจังหวัดสมุทรสาคร นายอนันต์ชัยผู้ตายซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ก-5024 ราชบุรี ของจำเลยที่ 2 แล่นสวนทางมา โจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-0473 เพชรบุรี ของโจทก์ที่ 1 แล่นมาทางเดียวกันกับผู้ตาย เมื่อรถยนต์ดังกล่าวแล่นมาถึงตำบลบางขันแตก อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุดสงคราม ผู้ตายขับรถโดยประมาทเลินเล่อแซงรถคันอื่นแล่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุก เป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งและรถยนต์บรรทุกชนกันและรถยนต์บรรทุกเสียหลักแล่นไปชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย เช่นนี้ การที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงฝ่ายเดียว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่ฟังว่า นายยิ้วซวงลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย อุทธรณ์ของจำเลยร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในสำนวนที่ 2 มีเพียงคนละไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึง 4 ได้ และสมควรแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ถูกต้อง คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า นายยิ้วซวงขับรถโดยประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่รถยนต์บรรทุกที่นายยิ้วซวงขับเสียหลักแล่นไปชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ที่ 1 เป็นเพราะผู้ตายขับรถยนต์เก๋งแล่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้าไปชนรถยนต์บรรทุกก่อน ทั้งนายยิ้วซวงก็ได้เบิกความว่าเมื่อเห็นรถยนต์เก๋งแล่นแซงรถคันอื่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้ามาในช่องเดินรถของตนนั้น รถยนต์เก๋งอยู่ห่างจากรถยนต์ของตนประมาณ 10 เมตร คำเบิกความของนายยิ้วซวงสอดคล้องกับแผนที่สังเขปประกอบคดีเอกสารหมาย ป.จ.2 (ศาลจังหวัดเพชรบุรี) ที่พนักงานสอบสวนจัดทำไว้ โดยแผนที่ดังกล่าวได้แสดงแนวเดินรถของรถยนต์ที่ผู้ตายขับแล่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้ามาในระยะกระชั้นชิดซึ่งระยะห่างเพียงเท่านี้รถยนต์บรรทุกย่อมไม่อาจห้ามล้อได้ทัน ผู้ตายขับรถยนต์เก๋งเข้าไปชนรถยนต์บรรทุกที่นายยิ้วซวงขับโดยกระทันหัน นายยิ้วซวงจึงไม่ได้ขับรถประมาท เหตุที่รถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ตายฝ่ายเดียว มิใช่เป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการที่นายยิ้วซวงขับรถด้วยความเร็วสูง หรือขับรถยนต์บรรทุกที่บรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดตามที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัย อยู่ชมบุญ ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนแรกและโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ที่เป็นโจทก์ในสำนวนที่สองบรรยายฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน ก-5024 ราชบุรี รับผิดในฐานะเป็นตัวการรับผิดร่วมกับผู้ตายซึ่งเป็นบุตรและเป็นตัวแทนขับรถไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสี่มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายที่กระทำละเมิดแต่อย่างใด แม้โจทก์ที่ 1 จะแก้ไขคำฟ้องโดยระบุชื่อจำเลยที่ 2 ว่าในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทของนายอนันต์ชัย แต่ในคำฟ้องก็มิได้ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะทายาทด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอนันต์ชัย ผู้ตาย จึงเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวมาในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม โดยมิได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 นั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมและให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำหรับจำเลยที่ 2 กับให้ยกอุทธรณ์จำเลยร่วมสำหรับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และให้ยกฎีกาโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้บังคับคดีระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเฉพาะที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้แก่จำเลยร่วมและโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนในส่วนนี้ให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม และระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 (สถิตย์ ทาวุฒิ-สุรพล เจียมจูไร-สมศักดิ์ เนตรมัย) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268919
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082022752"
    }
}
date
2549
deka_no
4918/2549
deka_running_no
4918
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "สุรพล เจียมจูไร",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 224 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 242 (1)",
            "ม. 248",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางฉลวย ป้านสุวรรณ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางซกเจ็ง จิวมงคลชัย กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด"
    }
]
long_text
คดีสองสำนวนนี้เดิมศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณากับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 147/2541 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ทั้งสามในสำนวนที่สองว่า โจทก์ที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 ตามลำดับ เรียกจำเลยที่ 1 ในคดีทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 2 ในคดีทั้งสองสำนวนและจำเลยที่ 1 ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 147/2541 ของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นสำนวนที่สามว่าจำเลยที่ 2 เรียกจำเลยที่ 2 ในสำนวนที่สามว่า จำเลยที่ 3 และเรียกจำเลยร่วมของทั้งสองสำนวนและโจทก์ในสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 147/2541 ของศาลชั้นต้นว่า จำเลยร่วม แต่คดีสำนวนหมายเลขแดงที่ 147/2541 ของศาลชั้นต้นยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะสองสำนวนนี้

สำนวนแรก โจทก์ที่ 1 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80 - 8861 ราชบุรี มีนายยิ้วซวง เซียงฉิน ลูกจ้างจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับรถยนต์คันดังกล่าว จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ก-5024 ราชบุรี มีนายอนันต์ชัย อยู่ชมบุญ บุตรจำเลยที่ 2 เป็นผู้ขับ ตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2534 นายยิ้วซวงและนายอนันต์ชัยขับรถยนต์ดังกล่าวโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้พุ่งเข้าชนรถยนต์โดยสารหมายทะเบียน 10-0473 เพชรบุรี ของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ขอให้เรียกบริษัทพิพัทธ์ประกันภัย จำกัด เข้าเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

สำนวนที่สอง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า ผู้ขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ก-5024 ราชบุรี และผู้ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-8861 ราชบุรี ได้ขับรถด้วยความประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้รถยนต์ทั้งสองคันชนกัน ทำให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งโดยสารมาในรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-0473 เพชรบุรี ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 จำนวน 694,287 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 664,368 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 669,857 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 ถึงแก่กรรม โจทก์ทั้งสี่ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นภริยาของจำเลยที่ 2 เข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัย อยู่ชมบุญ ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 156,525 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 281,624.25 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 273,242.25 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 278,388.75 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องในแต่ละสำนวนจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 52,175 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 93,878.75 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 91,080.75 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 92,796.25 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันฟ้องในแต่ละสำนวนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยร่วมร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในส่วนที่จำเลยที่ 1 จะร้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ โดยรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ไม่เกิน 250,000 บาท รับผิดต่อโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไม่เกินคนละ 50,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัยชำระเงินแก่จำเลยร่วมจำนวน 223,110 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องในสำนวนที่สามจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมของทุกฝ่ายให้เป็นพับ

จำเลยร่วมสำนวนที่หนึ่งและที่สองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัย อยู่ชมบุญ ชำระเงินให้แก่โจทก์ที่ 1 จำนวน 208,700 บาท โจทก์ที่ 2 จำนวน 375,499 บาท โจทก์ที่ 3 จำนวน 364,323 บาท และโจทก์ที่ 4 จำนวน 371,185 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงินดังกล่าวตามลำดับนับแต่วันฟ้องในแต่ละสำนวนเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัยชำระเงินแก่จำเลยร่วมจำนวน 297,480 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องในสำนวนที่สามเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ในวันและเวลาเกิดเหตุตามฟ้อง นายยิ้วซวงลูกจ้างจำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-8861 ราชบุรี ซึ่งจำเลยที่ 1 เอาประกันภัยไว้กับจำเลยร่วม แล่นไปตามถนนพระราม 2 (สายธนบุรี-ปากท่อ) มุ่งหน้าไปจังหวัดสมุทรสาคร นายอนันต์ชัยผู้ตายซึ่งเป็นบุตรจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ขับรถยนต์เก๋งหมายเลขทะเบียน ก-5024 ราชบุรี ของจำเลยที่ 2 แล่นสวนทางมา โจทก์ที่ 1 ขับรถยนต์โดยสารหมายเลขทะเบียน 10-0473 เพชรบุรี ของโจทก์ที่ 1 แล่นมาทางเดียวกันกับผู้ตาย เมื่อรถยนต์ดังกล่าวแล่นมาถึงตำบลบางขันแตก อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุดสงคราม ผู้ตายขับรถโดยประมาทเลินเล่อแซงรถคันอื่นแล่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้าไปในช่องเดินรถของรถยนต์บรรทุก เป็นเหตุให้รถยนต์เก๋งและรถยนต์บรรทุกชนกันและรถยนต์บรรทุกเสียหลักแล่นไปชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ที่ 1 ได้รับความเสียหาย เช่นนี้ การที่จำเลยร่วมอุทธรณ์ว่า ผู้ตายเป็นผู้ขับรถโดยประมาทเลินเล่อแต่เพียงฝ่ายเดียว เป็นอุทธรณ์โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้นที่ฟังว่า นายยิ้วซวงลูกจ้างจำเลยที่ 1 มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย อุทธรณ์ของจำเลยร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์สำหรับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ในสำนวนที่ 2 มีเพียงคนละไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยร่วมในส่วนที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้เป็นการไม่ชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242 (1) และถือไม่ได้ว่าเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 จึงไม่มีสิทธิฎีกา แม้ผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นจะรับรองให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาก็ไม่อาจพิจารณาฎีกาของโจทก์ที่ 2 ถึง 4 ได้ และสมควรแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้ถูกต้อง คงมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ว่า นายยิ้วซวงขับรถโดยประมาทเลินเล่อด้วยหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่รถยนต์บรรทุกที่นายยิ้วซวงขับเสียหลักแล่นไปชนรถยนต์โดยสารของโจทก์ที่ 1 เป็นเพราะผู้ตายขับรถยนต์เก๋งแล่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้าไปชนรถยนต์บรรทุกก่อน ทั้งนายยิ้วซวงก็ได้เบิกความว่าเมื่อเห็นรถยนต์เก๋งแล่นแซงรถคันอื่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้ามาในช่องเดินรถของตนนั้น รถยนต์เก๋งอยู่ห่างจากรถยนต์ของตนประมาณ 10 เมตร คำเบิกความของนายยิ้วซวงสอดคล้องกับแผนที่สังเขปประกอบคดีเอกสารหมาย ป.จ.2 (ศาลจังหวัดเพชรบุรี) ที่พนักงานสอบสวนจัดทำไว้ โดยแผนที่ดังกล่าวได้แสดงแนวเดินรถของรถยนต์ที่ผู้ตายขับแล่นล้ำเส้นกึ่งกลางของทางเดินรถเข้ามาในระยะกระชั้นชิดซึ่งระยะห่างเพียงเท่านี้รถยนต์บรรทุกย่อมไม่อาจห้ามล้อได้ทัน ผู้ตายขับรถยนต์เก๋งเข้าไปชนรถยนต์บรรทุกที่นายยิ้วซวงขับโดยกระทันหัน นายยิ้วซวงจึงไม่ได้ขับรถประมาท เหตุที่รถยนต์ชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของผู้ตายฝ่ายเดียว มิใช่เป็นผลโดยตรงที่เกิดจากการที่นายยิ้วซวงขับรถด้วยความเร็วสูง หรือขับรถยนต์บรรทุกที่บรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดตามที่โจทก์ที่ 1 ฎีกาแต่อย่างใด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนในฐานะทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของนายอนันต์ชัย อยู่ชมบุญ ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งสี่นั้น เห็นว่า โจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นโจทก์ในสำนวนแรกและโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ที่เป็นโจทก์ในสำนวนที่สองบรรยายฟ้องขอให้จำเลยที่ 2 ในฐานะเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์เก๋ง หมายเลขทะเบียน ก-5024 ราชบุรี รับผิดในฐานะเป็นตัวการรับผิดร่วมกับผู้ตายซึ่งเป็นบุตรและเป็นตัวแทนขับรถไปตามคำสั่งของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ทั้งสี่มิได้ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะทายาทโดยธรรมของผู้ตายที่กระทำละเมิดแต่อย่างใด แม้โจทก์ที่ 1 จะแก้ไขคำฟ้องโดยระบุชื่อจำเลยที่ 2 ว่าในฐานะส่วนตัวและในฐานะทายาทของนายอนันต์ชัย แต่ในคำฟ้องก็มิได้ขอให้จำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะทายาทด้วย การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 3 ผู้เข้าเป็นคู่ความแทนรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนายอนันต์ชัย ผู้ตาย จึงเป็นการพิพากษาเกินกว่าที่กล่าวมาในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 2 ไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม โดยมิได้พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 นั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาเห็นควรแก้ไขเสียด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 สำหรับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมและให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำหรับจำเลยที่ 2 กับให้ยกอุทธรณ์จำเลยร่วมสำหรับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 และให้ยกฎีกาโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้บังคับคดีระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเฉพาะที่เกี่ยวกับโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ให้แก่จำเลยร่วมและโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 ค่าฤชาธรรมเนียมนอกจากที่สั่งคืนในส่วนนี้ให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วม และระหว่างโจทก์ทั้งสี่กับจำเลยที่ 2 ทั้งสามศาลให้เป็นพับ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกานอกจากนี้ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000737.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4917 -
year
2549