คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3534/2549 ฉบับเต็ม

#268921
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3534/2549 นายสุชัยหรืออภิวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ โดยนางสาวสุภารัตน์ วัฒนกุลเจริญ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน โจทก์ นายวุฒิชัย วัฒนกุลเจริญ หรือรัตนอุดมพล จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง ป.วิ.พ. มาตรา 142, มาตรา 142 (5), มาตรา 177 วรรคสอง, มาตรา 246, มาตรา 247, มาตรา 249 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกให้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ตามส่วน จำเลยให้การต่อสู้คดีในเรื่องอายุความแต่เพียงว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการจัดการมรดกเกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง จึงไม่อาจฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยได้เท่านั้น โดยจำเลยมิได้แสดงให้ชัดแจ้งในคำให้การว่าการจัดการมรดกสิ้นสุดลงเมื่อใด หรือต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใด คำให้การของจำเลยจึงไม่ได้กล่าวแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้วินิจฉัยให้ ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาต่อมาได้ เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยนำสิทธิการเช่าบ้านและที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกอันดับที่ 7 ไปโอนขายแก่บุคคลภายนอก จึงขอแบ่งเงินจากการขายสิทธิและค่าเช่าบ้านดังกล่าวด้วย ไม่ได้ขอแบ่งทรัพย์มรดกอันดับที่ 7 สิทธิการเช่าบ้านและที่ดิน กับอาวุธ และสิทธิการเช่าโทรศัพท์ ทรัพย์มรดกอันดับที่ 5 และที่ 6 แต่จำเลยไม่ได้ขายสิทธิการเช่าบ้านและที่ดินดังกล่าว และไม่ได้นำออกให้บุคคลอื่นเช่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้แบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงเป็นการพิพากษาให้สิ่งใดๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับที่ 1 ถึง 4 ให้แก่โจทก์และทายาทอื่นคนละ 173,378.91 บาท ซึ่งจำเลยยังไม่ยอมแบ่งและนำสิทธิการเช่าบ้านและที่ดินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับที่ 7 ไปโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกเป็นเงิน 600,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับ 85,714 บาท นอกจากนี้จำเลยยังเก็บค่าเช่าบ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2530 ถึงปี 2540 โจทก์มีสิทธิได้รับ 34,285 บาท รวมเป็นเงินทรัพย์มรดกที่จำเลยต้องแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 293,377.91 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 293,377.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2530 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้ว 11 ปีเศษ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ทั้งโจทก์ในฐานะทายาทนำคดีมาฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกเกี่ยวกับการจัดการมรดกเกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง จึงไม่อาจฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยได้ จำเลยไม่เคยนำสิทธิการเช่าบ้านและที่ดินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับที่ 7 ไปขายให้แก่บุคคลภายนอก และไม่เคยให้บุคคลใดเช่าบ้านและที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวสุภารัตน์ วัฒนกุลเจริญ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งมรดกส่วนที่เป็นเงินตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 1 ถึง 4 ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 173,378.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2541) จนกว่าจะแบ่งเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วน ให้ทายาทร่วมกันตีราคาแล้วแบ่งโดยวิธีทดแทนกันเป็นเงิน ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจทำได้ ให้แบ่งโดยการประมูลราคากันในระหว่างทายาท หรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ตามส่วน คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับอายุความว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง อันเป็นกำหนดอายุความที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกให้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ตามส่วน จำเลยให้การต่อสู้คดีในเรื่องอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าวแต่เพียงว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการจัดการมรดกเกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง จึงไม่อาจฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยได้เท่านั้น โดยจำเลยมิได้แสดงให้ชัดแจ้งในคำให้การว่า การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเมื่อใด หรือต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใด คำให้การของจำเลยจึงไม่ได้กล่าวแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้วินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาต่อมาได้ เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทายาทร่วมกันตีราคาแล้วแบ่ง โดยวิธีทดแทนกันเป็นเงิน ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจทำได้ให้แบ่งโดยการประมูลราคากันในระหว่างทายาทหรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ตามส่วน และศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพิ่มเติมในส่วนคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวว่า "ที่ถูก ส่วนมรดกตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 นั้น" แล้วพิพากษายืนนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยนำสิทธิการเช่าบ้านและที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกอันดับที่ 7 ไปโอนขายแก่บุคคลภายนอก จึงขอแบ่งเงินจากการขายสิทธิดังกล่าวและค่าเช่าบ้านดังกล่าวด้วย ไม่ได้ขอแบ่งทรัพย์มรดกอันดับที่ 7 สิทธิการเช่าบ้านและที่ดิน กับอาวุธปืน 1 กระบอก และสิทธิการเช่าโทรศัพท์ 1 เครื่อง ทรัพย์มรดกอันดับที่ 5 และที่ 6 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ขายสิทธิการเช่าบ้านและที่ดินดังกล่าว และไม่ได้นำออกให้บุคคลอื่นเช่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้แบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงเป็นการพิพากษาให้สิ่งใดๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247" พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนที่เกี่ยวกับมรดกตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกฎีกาของจำเลย (ชัชลิต ละเอียด-สมชัย จึงประเสริฐ-บุญรอด ตันประเสริฐ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268921
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082023961"
    }
}
date
2549
deka_no
3534/2549
deka_running_no
3534
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ชัชลิต ละเอียด",
    "สมชัย จึงประเสริฐ",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1733 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142",
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 177 วรรคสอง",
            "ม. 246",
            "ม. 247",
            "ม. 249 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นายสุชัยหรืออภิวัฒน์ วัฒนกุลเจริญ"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยนางสาวสุภารัตน์ วัฒนกุลเจริญ"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวุฒิชัย วัฒนกุลเจริญ หรือรัตนอุดมพล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำเลยแบ่งเงินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับที่ 1 ถึง 4 ให้แก่โจทก์และทายาทอื่นคนละ 173,378.91 บาท ซึ่งจำเลยยังไม่ยอมแบ่งและนำสิทธิการเช่าบ้านและที่ดินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับที่ 7 ไปโอนขายให้แก่บุคคลภายนอกเป็นเงิน 600,000 บาท โจทก์มีสิทธิได้รับ 85,714 บาท นอกจากนี้จำเลยยังเก็บค่าเช่าบ้านดังกล่าวตั้งแต่ปี 2530 ถึงปี 2540 โจทก์มีสิทธิได้รับ 34,285 บาท รวมเป็นเงินทรัพย์มรดกที่จำเลยต้องแบ่งให้แก่โจทก์ทั้งสิ้น 293,377.91 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 293,377.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า เจ้ามรดกถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2530 แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2541 หลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปแล้ว 11 ปีเศษ ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ทั้งโจทก์ในฐานะทายาทนำคดีมาฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกเกี่ยวกับการจัดการมรดกเกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง จึงไม่อาจฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยได้ จำเลยไม่เคยนำสิทธิการเช่าบ้านและที่ดินตามบัญชีทรัพย์ท้ายฟ้องอันดับที่ 7 ไปขายให้แก่บุคคลภายนอก และไม่เคยให้บุคคลใดเช่าบ้านและที่ดินดังกล่าว โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่ง ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ถึงแก่ความตาย นางสาวสุภารัตน์ วัฒนกุลเจริญ ทายาทของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกแบ่งมรดกส่วนที่เป็นเงินตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 1 ถึง 4 ให้แก่โจทก์เป็นเงิน 173,378.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2541) จนกว่าจะแบ่งเงินให้แก่โจทก์ครบถ้วน ให้ทายาทร่วมกันตีราคาแล้วแบ่งโดยวิธีทดแทนกันเป็นเงิน ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจทำได้ ให้แบ่งโดยการประมูลราคากันในระหว่างทายาท หรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ตามส่วน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาในปัญหาเกี่ยวกับอายุความว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความ เนื่องจากโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง อันเป็นกำหนดอายุความที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกให้แบ่งทรัพย์มรดกให้แก่โจทก์ตามส่วน จำเลยให้การต่อสู้คดีในเรื่องอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าวแต่เพียงว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการจัดการมรดกเกินกว่า 5 ปี นับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง จึงไม่อาจฟ้องบังคับเอาแก่จำเลยได้เท่านั้น โดยจำเลยมิได้แสดงให้ชัดแจ้งในคำให้การว่า การจัดการมรดกสิ้นสุดลงเมื่อใด หรือต้องเริ่มนับอายุความตั้งแต่เมื่อใด คำให้การของจำเลยจึงไม่ได้กล่าวแสดงเหตุแห่งการขาดอายุความ เป็นคำให้การที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสอง จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องอายุความตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น แม้ศาลล่างทั้งสองจะได้วินิจฉัยให้ก็เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่จำเลยที่จะฎีกาต่อมาได้ เพราะถือว่าเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทายาทร่วมกันตีราคาแล้วแบ่ง โดยวิธีทดแทนกันเป็นเงิน ถ้าการแบ่งเช่นนี้ไม่อาจทำได้ให้แบ่งโดยการประมูลราคากันในระหว่างทายาทหรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ตามส่วน และศาลอุทธรณ์ภาค 7 เพิ่มเติมในส่วนคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าวว่า "ที่ถูก ส่วนมรดกตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 นั้น" แล้วพิพากษายืนนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยนำสิทธิการเช่าบ้านและที่ดินซึ่งเป็นทรัพย์มรดกอันดับที่ 7 ไปโอนขายแก่บุคคลภายนอก จึงขอแบ่งเงินจากการขายสิทธิดังกล่าวและค่าเช่าบ้านดังกล่าวด้วย ไม่ได้ขอแบ่งทรัพย์มรดกอันดับที่ 7 สิทธิการเช่าบ้านและที่ดิน กับอาวุธปืน 1 กระบอก และสิทธิการเช่าโทรศัพท์ 1 เครื่อง ทรัพย์มรดกอันดับที่ 5 และที่ 6 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยไม่ได้ขายสิทธิการเช่าบ้านและที่ดินดังกล่าว และไม่ได้นำออกให้บุคคลอื่นเช่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้แบ่งทรัพย์มรดกดังกล่าวจึงเป็นการพิพากษาให้สิ่งใดๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ฎีกา ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247"

พิพากษาแก้เป็นว่า ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในส่วนที่เกี่ยวกับมรดกตามบัญชีทรัพย์อันดับที่ 5 ที่ 6 และที่ 7 นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ยกฎีกาของจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000748.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549