คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2549 ฉบับเต็ม

#268924
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2549 พนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์ นางสาวมณจีรา สิลมัฐ จำเลย ป.อ. มาตรา 264, มาตรา 265, มาตรา 268 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (2), มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (3) จำเลยถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากฉบับที่แท้จริงซึ่งเป็นเอกสารราชการแล้วแก้ไขในช่องชื่อ ชื่อสกุล วันออกบัตร วันหมดอายุ และนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวไปถ่ายสำเนาเอกสารอีก เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวมีข้อความตรงกับต้นฉบับและน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน เป็นการทำปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับ แม้จำเลยจะมิได้แก้ไขในเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการและฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการปลอมตาม ป.อ. มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (2) (3) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 91 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 91 ฐานปลอมเอกสารราชการ จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานปลอมและใช้เอกสารเท็จ เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้จึงให้ลงโทษฐานปลอมจำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 4,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน และปรับ 16,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานปลอมเอกสารราชการจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานปลอมและใช้เอกสารเท็จอีก 3 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) (3) วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (2) (3)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการ และใช้บัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้บัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการที่จำเลยเป็นผู้ปลอม ให้ลงโทษฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (3) ประกอบมาตรา 14 (2) ตามมาตรา 14 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชนฉบับที่แท้จริง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมบัตรประชาชนอันเป็นเอกสารราชการและใช้บัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการปลอม แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากฉบับที่แท้จริงซึ่งเป็นเอกสารราชการแล้วจำเลยแก้ไขในช่องชื่อ ชื่อสกุล วันออกบัตร วันหมดอายุ แล้วนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวไปถ่ายสำเนาเอกสารอีก เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวมีข้อความตรงกับต้นฉบับและน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนเป็นการทำปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับ แม้จำเลยจะมิได้แก้ไขในเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการและฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (2) (3) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการที่ออกให้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการแสดงตนของบุคคล การที่จำเลยปลอมบัตรประจำตัวประชาชนของนายอุบล สถาปน์เงิน แล้วนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนจำนองและขายฝากที่ดินของนางอุบล เป็นการกระทำที่กระทบต่อความเชื่อถือของประชาชนผู้สุจริตโดยทั่วไปในการใช้บัตรประจำตัวประชาชนเป็นหลักฐาน ทั้งเป็นการกระทำที่มุ่งถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดแก่ทางราชการ เจ้าของที่ดิน ผู้รับจำนอง และผู้รับซื้อฝาก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยได้คืนเงินให้แก่ผู้รับจำนอง และบิดาจำเลยได้คืนเงินให้แก่ผู้รับซื้อฝากจนไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย ก็ยังไม่เป็นเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดมานั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ เพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดี" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (สมคักดิ์ เนตรมัย-สุภิญโญ ชยารักษ์-ประทีป ปิติสันต์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268924
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082025557"
    }
}
date
2549
deka_no
1572/2549
deka_running_no
1572
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สมคักดิ์ เนตรมัย",
    "สุภิญโญ ชยารักษ์",
    "ประทีป ปิติสันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 264",
            "ม. 265",
            "ม. 268 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526",
        "sections": [
            "ม. 14 วรรคหนึ่ง (2)",
            "ม. 14 วรรคหนึ่ง (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดระยอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวมณจีรา สิลมัฐ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 91 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268, 91 ฐานปลอมเอกสารราชการ จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท ฐานปลอมและใช้เอกสารเท็จ เนื่องจากจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้จึงให้ลงโทษฐานปลอมจำคุกกระทงละ 6 เดือน และปรับกระทงละ 4,000 บาท รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน และปรับ 16,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานปลอมเอกสารราชการจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานปลอมและใช้เอกสารเท็จอีก 3 กระทง จำคุกกระทงละ 3 เดือน และปรับกระทงละ 2,000 บาท รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือนต่อครั้ง เป็นเวลา 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265) พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) (3) วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 14 วรรคหนึ่ง (2) (3)) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการ และใช้บัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการจำเลยเป็นผู้ปลอมและใช้บัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการที่จำเลยเป็นผู้ปลอม ให้ลงโทษฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (3) ประกอบมาตรา 14 (2) ตามมาตรา 14 วรรคสอง แต่กระทงเดียว จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมิได้ปลอมบัตรประจำตัวประชาชนฉบับที่แท้จริง จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานปลอมบัตรประชาชนอันเป็นเอกสารราชการและใช้บัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการปลอม แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264 นั้น เห็นว่า การที่จำเลยถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนจากฉบับที่แท้จริงซึ่งเป็นเอกสารราชการแล้วจำเลยแก้ไขในช่องชื่อ ชื่อสกุล วันออกบัตร วันหมดอายุ แล้วนำสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนดังกล่าวไปถ่ายสำเนาเอกสารอีก เพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าสำเนาเอกสารดังกล่าวมีข้อความตรงกับต้นฉบับและน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนเป็นการทำปลอมเอกสารขึ้นทั้งฉบับ แม้จำเลยจะมิได้แก้ไขในเอกสารที่แท้จริง การกระทำของจำเลยก็เป็นความผิดฐานปลอมบัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการและฐานใช้บัตรประจำตัวประชาชนอันเป็นเอกสารราชการปลอมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265, 268 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 265 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (2) (3) แล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า บัตรประจำตัวประชาชนเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการที่ออกให้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในการแสดงตนของบุคคล การที่จำเลยปลอมบัตรประจำตัวประชาชนของนายอุบล สถาปน์เงิน แล้วนำบัตรประจำตัวประชาชนปลอมดังกล่าวไปใช้แสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อจดทะเบียนจำนองและขายฝากที่ดินของนางอุบล เป็นการกระทำที่กระทบต่อความเชื่อถือของประชาชนผู้สุจริตโดยทั่วไปในการใช้บัตรประจำตัวประชาชนเป็นหลักฐาน ทั้งเป็นการกระทำที่มุ่งถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดแก่ทางราชการ เจ้าของที่ดิน ผู้รับจำนอง และผู้รับซื้อฝาก พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยได้คืนเงินให้แก่ผู้รับจำนอง และบิดาจำเลยได้คืนเงินให้แก่ผู้รับซื้อฝากจนไม่ติดใจเอาความแก่จำเลย ก็ยังไม่เป็นเหตุอันควรปรานีที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน แต่โทษจำคุกที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดมานั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียใหม่ เพื่อให้เหมาะสมแก่รูปคดี"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 3 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000763.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549