คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4102/2549 ฉบับเต็ม

#268935
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4102/2549 ศาลจังหวัดเชียงใหม่ ผู้กล่าวหา นายเสกสงคราม แสงทอง ผู้ถูกกล่าวหา ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) การประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลซึ่งเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) นั้น จะต้องเกิดขึ้นในบริเวณศาล การที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนกล่าวหาว่า ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีตามหนังสือร้องเรียนมีพฤติการณ์ละเลยต่อหน้าที่ และด้อยประสบการณ์ในการพิจารณาพิพากษาคดี ฟังความโจทก์ข้างเดียว ตัดสินคดีผิดพลาดไม่ยุติธรรมและลงโทษผิดหลักมนุษยชาติกระทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายอย่างมากนั้น เป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนไปยังประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งขณะนั้นมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร โดยไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ร้องเรียนไปยังศาลชั้นต้นหรือได้ทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าวขึ้นในบริเวณศาลชั้นต้นแต่อย่างใด แม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นการก้าวร้าวและดูหมิ่นเสียดสีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นอย่างร้ายแรงโดยปราศจากความเคารพยำเกรงทำให้เสื่อมเสียต่อสถาบันศาลยุติธรรมและอาจทำให้ผู้พิพากษาดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน ซึ่งสมควรที่จะลงโทษให้หลาบจำมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไปก็ตามแต่เมื่อการกระทำของผู้ถูกกล่าวหามิได้เกิดขึ้นในบริเวณศาล กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 31 (1) จึงไม่อาจลงโทษผู้ถูกกล่าวหาฐานละเมิดอำนาจศาลได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องจากนางสาวดาริกา วัฒนวงศ์ และนายสุภัทร ดวงศรี เจ้าหน้าที่ประจำศาลชั้นต้นกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กล่าวพาดพิงถึงผู้พิพากษาและผู้พิพากษาหัวหน้าศาลว่ารับสินบนจากนายประกันและผู้มีอรรถคดีในศาล และผู้ถูกกล่าวหาได้ทำหนังสือร้องเรียนผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่าตัดสินคดีไม่เป็นธรรมศาลชั้นต้นผู้กล่าวหาจึงดำเนินคดีแก่ผู้ถูกกล่าวหาในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยกล่าวหาว่าผู้พิพากษารับสินบนหรือกระทำการโดยทุจริต เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับกฎหมายและศาล แต่ยอมรับว่าผู้ถูกกล่าวหารู้จักกับญาติของจำเลยในคดีที่ ว. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเป็นผู้ตัดสิน ด้วยความเห็นใจและสงสารญาติของจำเลยจึงได้ทำหนังสือฉบับดังกล่าวเพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่ญาติของจำเลยโดยไม่มีเจตนาจะทำให้กระทบกระเทือนถึงผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีแต่ประการใด ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 เป็นความผิดสองกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมเป็นจำคุก 2 เดือน ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกข้อกล่าวหาในกระทงที่กล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาพูดจาพาดพิงผู้พิพากษาและผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในเรื่องรับสินบนคงจำคุก 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าวหาว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีตามหนังสือร้องเรียนมีพฤติกรรมละเลยต่อหน้าที่ และด้อยประสบการณ์ในการพิจารณาพิพากษาคดี ฟังความโจทก์ข้างเดียว ตัดสินคดีผิดพลาดไม่ยุติธรรมและลงโทษหนักผิดหลักมนุษยชาติกระทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากนั้น เป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนไปยังประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งขณะนั้นมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครโดยตามทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ร้องเรียนไปยังศาลชั้นต้นหรือได้ทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าวขึ้นในบริเวณศาลชั้นต้นแต่อย่างใด แม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นการก้าวร้าวและดูหมิ่นเสียดสีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นอย่างร้ายแรงโดยปราศจากความเครพยำเกรง ทำให้เลื่อมเสียต่อสถาบันศาลยุติธรรมและอาจทำให้ผู้พิพากษาดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน ซึ่งสมควรที่จะลงโทษให้หลาบจำมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไปก็ตาม แต่เมื่อการกระทำของผู้ถูกกล่าวหามิได้เกิดขึ้นในบริเวณศาล กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) จึงไม่อาจลงโทษผู้ถูกกล่าวหาฐานละเมิดอำนาจศาลได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และกรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาอีกต่อไป" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกข้อกล่าวหาในกระทงที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ทำหนังสือร้องเรียนผู้พิพากษาศาลชั้นต้นด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 (สุรศักดิ์ สุวรรณประกร-สมคักดิ์ เนตรมัย-สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ มีข้อน่าสังเกตและต้องพิจารณาในคดีนี้คือการใช้ชื่อคู่ความ ในคดีนี้ผู้กล่าวหา คือศาลจังหวัดเชียงใหม่ การใช้ชื่อศาลเป็นคู่ความ โดยศาลทำหน้าที่ตัดสินคดีนี้ด้วยจะน่าดูหรือไม่ จะชวนให้เกิดความเข้าใจผิดหรือไม่ จะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า เท่าที่ผู้เขียนค้นพบคำพิพากษาฎีกา ในเรื่องละเมิดอำนาจศาลนี้ มีการใช้ชื่อคู่ความ ดังนี้ (1) ฎีกาที่ 3016/2522 ใช้ว่า นายสุธีร์ แสงแจ่ม ผู้ถูกกล่าวหา แนวนี้มีฎีกาที่ 1578/2524, 2059/2532, 2594/2535, 824/2537, 901/2542, 1286/2544 (2) ฎีกาที่ 3720/2528 ใช้ว่า พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายนิตย์ ประเสริฐดี กับพวก จำเลย นายเสลภูมิ บุตรเนียร ผู้ถูกกล่าวหา แนวนี้มีฎีกาที่ 4681 - 4682/2528, 3809/2532, 4113/2532, 2126/2533, 3818/2533, 7093/2542 บางทีก็มีการใช้ชื่อผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปด้วย เช่นฎีกาที่ 3227/2542 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นางทัศนีย์ ดวงมาลา ผู้กล่าวหานายจินดา สุขสมศรี กับพวก ผู้ถูกกล่าวหา นายมนตรี พันธุ์แดง จำเลย แนวนี้มีฎีกาที่ 4113/2532, 6444/2540 (3) ฎีกาที่ 547/2537 ใช้ว่า นางลำพึง สายทอง ผู้กล่าวหา นายวัฒนชัย ซ่อมประดิษฐ์ ผู้ถูกกล่าวหา และฎีกาที่ 2977/2540 ใช้ว่า จ่าศาลจังหวัดชลบุรีผู้กล่าวหา นายภิญโญ ฉันทะ กับพวก ผู้ถูกกล่าวหา ทางปฏิบัติในกรณีเกิดเหตุอันเป็นการละเมิดอำนาจศาลที่มิใช่กรณีที่เกิดขึ้นต่อหน้าศาลขณะทำการพิจารณาพิพากษาคดี เจ้าหน้าที่ศาลจะทำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอศาลหรือผู้พิพากษาทราบ จากนั้นศาลหรือผู้พิพากษา (ป.วิ.พ. มาตรา 1 (1)) จะต้องดำเนินการพิจารณาหรือไต่สวนเพื่อมีคำสั่งต่อไป ดังที่ปรากฏในตอนต้นของคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ ทางปฏิบัติที่ถูกต้องผู้กล่าวหาต้องเป็นเจ้าหน้าที่ศาล เช่นจ่าศาล (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นผู้อำนวยการฯ) ตามฎีกาที่ 2977/2540 หรือเกิดการกระทำผิดอาญาขึ้นในศาล ศาลหรือผู้พิพากษาเป็นผู้เสียหาย การแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษก็ต้องทำโดยเจ้าหน้าที่ศาล มิใช่ศาลหรือผู้พิพากษาจะไปดำเนินการเสียเองเพราะจะกลายเป็นตัวความไป หากศาลหรือผู้พิพากษากลายเป็นตัวความไปเสียแล้วและตัดสินคดีโดยศาลนั้นเองด้วย คงจะเกิดเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่น่าดู การตั้งชื่อคู่ความคดีนี้จึงน่าจะคลาดเคลื่อนไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่เกิดบรรทัดฐานผิดๆ ไม่ควรใช้ชื่อศาลจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้กล่าวหา ทั้งๆ ที่ในเนื้อหาตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ เจ้าหน้าที่ศาลเป็นผู้รายงานเหตุที่เกิดขึ้นต่อศาล มีฎีกาที่ 4113/2532 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร โจทก์นางคำใหม่ ทานะมัย ผู้กล่าวหา นายคะแนน วรปรีชาพันธุ์ กับพวก ผู้ถูกกล่าวหา นายณรงค์ เณรพรม จำเลย วินิจฉัย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เรียกและรับเงินจากผู้กล่าวหาโดยอ้างว่าจะนำไปให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเพื่อช่วยจำเลย แม้จะเรียกและรับเงินนอกบริเวณศาล แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้ให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เข้ามาในบริเวณศาลเพื่อติดต่อกับผู้พิพากษาเพื่อประโยชน์ในการเรียกและรับเงิน การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของการเรียกและรับเงินจากผู้กล่าวหา ถือได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ด้วยความเคารพ เจตนาของผู้ถูกกล่าวหาคดีนี้คือต้องการให้ข้อความในหนังสือที่ว่าร้ายผู้พิพากษาไปปรากฏในศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้นตามวิถีทางสายการบังคับบัญชา เช่นหากผู้มีอำนาจเหนือให้ผู้ถูกว่าร้ายชี้แจง ผลจึงเป็นไปตามที่ผู้กระทำประสงค์แล้ว ข้อที่ว่าเป็นการทำนอกศาล แต่เนื้อหาในหนังสือดังกล่าวบ่งชี้เจตนาได้ชัดว่าต้องการให้ไปปรากฏในศาล พฤติการณ์ดังกล่าวน่าจะถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลได้แล้ว มิฉะนั้นแล้วข้อที่ว่ามิได้กระทำในศาล (เช่น การทำหนังสือว่าร้ายผู้พิพากษา) จะกลายเป็นข้อแก้ตัวอย่างดีไป ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268935
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082023404"
    }
}
date
2549
deka_no
4102/2549
deka_running_no
4102
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร",
    "สมคักดิ์ เนตรมัย",
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 31 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้กล่าวหา",
        "name": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่"
    },
    {
        "role": "ผู้ถูกกล่าวหา",
        "name": "นายเสกสงคราม แสงทอง"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากนางสาวดาริกา วัฒนวงศ์ และนายสุภัทร ดวงศรี เจ้าหน้าที่ประจำศาลชั้นต้นกล่าวหาว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้กล่าวพาดพิงถึงผู้พิพากษาและผู้พิพากษาหัวหน้าศาลว่ารับสินบนจากนายประกันและผู้มีอรรถคดีในศาล และผู้ถูกกล่าวหาได้ทำหนังสือร้องเรียนผู้พิพากษาศาลชั้นต้นว่าตัดสินคดีไม่เป็นธรรมศาลชั้นต้นผู้กล่าวหาจึงดำเนินคดีแก่ผู้ถูกกล่าวหาในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล

ผู้ถูกกล่าวหายื่นคำร้องว่า ผู้ถูกกล่าวหาไม่เคยกล่าวหาว่าผู้พิพากษารับสินบนหรือกระทำการโดยทุจริต เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับกฎหมายและศาล แต่ยอมรับว่าผู้ถูกกล่าวหารู้จักกับญาติของจำเลยในคดีที่ ว. ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเป็นผู้ตัดสิน ด้วยความเห็นใจและสงสารญาติของจำเลยจึงได้ทำหนังสือฉบับดังกล่าวเพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่ญาติของจำเลยโดยไม่มีเจตนาจะทำให้กระทบกระเทือนถึงผู้พิพากษาที่ตัดสินคดีแต่ประการใด

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล ถือว่ากระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1), 33 เป็นความผิดสองกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 1 เดือน รวมเป็นจำคุก 2 เดือน

ผู้ถูกกล่าวหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกข้อกล่าวหาในกระทงที่กล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหาพูดจาพาดพิงผู้พิพากษาและผู้พิพากษาหัวหน้าศาลในเรื่องรับสินบนคงจำคุก 1 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ผู้ถูกกล่าวหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยในเบื้องต้นเสียก่อนว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรมไปยังประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล อันเป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ เห็นว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าวหาว่าผู้พิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีตามหนังสือร้องเรียนมีพฤติกรรมละเลยต่อหน้าที่ และด้อยประสบการณ์ในการพิจารณาพิพากษาคดี ฟังความโจทก์ข้างเดียว ตัดสินคดีผิดพลาดไม่ยุติธรรมและลงโทษหนักผิดหลักมนุษยชาติกระทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากนั้น เป็นกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาทำหนังสือร้องเรียนไปยังประธานศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งขณะนั้นมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานครโดยตามทางไต่สวนไม่ปรากฏว่าผู้ถูกกล่าวหาได้ร้องเรียนไปยังศาลชั้นต้นหรือได้ทำหนังสือร้องเรียนดังกล่าวขึ้นในบริเวณศาลชั้นต้นแต่อย่างใด แม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นการก้าวร้าวและดูหมิ่นเสียดสีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นอย่างร้ายแรงโดยปราศจากความเครพยำเกรง ทำให้เลื่อมเสียต่อสถาบันศาลยุติธรรมและอาจทำให้ผู้พิพากษาดังกล่าวได้รับความเดือดร้อน ซึ่งสมควรที่จะลงโทษให้หลาบจำมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไปก็ตาม แต่เมื่อการกระทำของผู้ถูกกล่าวหามิได้เกิดขึ้นในบริเวณศาล กรณีถือไม่ได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 31 (1) จึงไม่อาจลงโทษผู้ถูกกล่าวหาฐานละเมิดอำนาจศาลได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษผู้ถูกกล่าวหามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และกรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้ถูกกล่าวหาอีกต่อไป"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกข้อกล่าวหาในกระทงที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ทำหนังสือร้องเรียนผู้พิพากษาศาลชั้นต้นด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
มีข้อน่าสังเกตและต้องพิจารณาในคดีนี้คือการใช้ชื่อคู่ความ ในคดีนี้ผู้กล่าวหา คือศาลจังหวัดเชียงใหม่ การใช้ชื่อศาลเป็นคู่ความ โดยศาลทำหน้าที่ตัดสินคดีนี้ด้วยจะน่าดูหรือไม่ จะชวนให้เกิดความเข้าใจผิดหรือไม่ จะได้กล่าวต่อไปข้างหน้า เท่าที่ผู้เขียนค้นพบคำพิพากษาฎีกา ในเรื่องละเมิดอำนาจศาลนี้ มีการใช้ชื่อคู่ความ ดังนี้ (1) ฎีกาที่ 3016/2522 ใช้ว่า นายสุธีร์ แสงแจ่ม ผู้ถูกกล่าวหา แนวนี้มีฎีกาที่ 1578/2524, 2059/2532, 2594/2535, 824/2537, 901/2542, 1286/2544 (2) ฎีกาที่ 3720/2528 ใช้ว่า พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายนิตย์ ประเสริฐดี กับพวก จำเลย นายเสลภูมิ บุตรเนียร ผู้ถูกกล่าวหา แนวนี้มีฎีกาที่ 4681 - 4682/2528, 3809/2532, 4113/2532, 2126/2533, 3818/2533, 7093/2542 บางทีก็มีการใช้ชื่อผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปด้วย เช่นฎีกาที่ 3227/2542 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นางทัศนีย์ ดวงมาลา ผู้กล่าวหานายจินดา สุขสมศรี กับพวก ผู้ถูกกล่าวหา นายมนตรี พันธุ์แดง จำเลย แนวนี้มีฎีกาที่ 4113/2532, 6444/2540 (3) ฎีกาที่ 547/2537 ใช้ว่า นางลำพึง สายทอง ผู้กล่าวหา นายวัฒนชัย ซ่อมประดิษฐ์ ผู้ถูกกล่าวหา และฎีกาที่ 2977/2540 ใช้ว่า จ่าศาลจังหวัดชลบุรีผู้กล่าวหา นายภิญโญ ฉันทะ กับพวก ผู้ถูกกล่าวหา ทางปฏิบัติในกรณีเกิดเหตุอันเป็นการละเมิดอำนาจศาลที่มิใช่กรณีที่เกิดขึ้นต่อหน้าศาลขณะทำการพิจารณาพิพากษาคดี เจ้าหน้าที่ศาลจะทำรายงานเจ้าหน้าที่เสนอศาลหรือผู้พิพากษาทราบ จากนั้นศาลหรือผู้พิพากษา (ป.วิ.พ. มาตรา 1 (1)) จะต้องดำเนินการพิจารณาหรือไต่สวนเพื่อมีคำสั่งต่อไป ดังที่ปรากฏในตอนต้นของคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ ทางปฏิบัติที่ถูกต้องผู้กล่าวหาต้องเป็นเจ้าหน้าที่ศาล เช่นจ่าศาล (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นผู้อำนวยการฯ) ตามฎีกาที่ 2977/2540 หรือเกิดการกระทำผิดอาญาขึ้นในศาล ศาลหรือผู้พิพากษาเป็นผู้เสียหาย การแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษก็ต้องทำโดยเจ้าหน้าที่ศาล มิใช่ศาลหรือผู้พิพากษาจะไปดำเนินการเสียเองเพราะจะกลายเป็นตัวความไป หากศาลหรือผู้พิพากษากลายเป็นตัวความไปเสียแล้วและตัดสินคดีโดยศาลนั้นเองด้วย คงจะเกิดเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่น่าดู การตั้งชื่อคู่ความคดีนี้จึงน่าจะคลาดเคลื่อนไป เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่เกิดบรรทัดฐานผิดๆ ไม่ควรใช้ชื่อศาลจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้กล่าวหา ทั้งๆ ที่ในเนื้อหาตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ เจ้าหน้าที่ศาลเป็นผู้รายงานเหตุที่เกิดขึ้นต่อศาล มีฎีกาที่ 4113/2532 ระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดกำแพงเพชร โจทก์นางคำใหม่ ทานะมัย ผู้กล่าวหา นายคะแนน วรปรีชาพันธุ์ กับพวก ผู้ถูกกล่าวหา นายณรงค์ เณรพรม จำเลย วินิจฉัย ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 เรียกและรับเงินจากผู้กล่าวหาโดยอ้างว่าจะนำไปให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเพื่อช่วยจำเลย แม้จะเรียกและรับเงินนอกบริเวณศาล แต่ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ใช้ให้ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 เข้ามาในบริเวณศาลเพื่อติดต่อกับผู้พิพากษาเพื่อประโยชน์ในการเรียกและรับเงิน การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อเนื่องและเป็นส่วนหนึ่งของการเรียกและรับเงินจากผู้กล่าวหา ถือได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล เป็นความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ด้วยความเคารพ เจตนาของผู้ถูกกล่าวหาคดีนี้คือต้องการให้ข้อความในหนังสือที่ว่าร้ายผู้พิพากษาไปปรากฏในศาล ไม่ว่าจะเป็นศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้นตามวิถีทางสายการบังคับบัญชา เช่นหากผู้มีอำนาจเหนือให้ผู้ถูกว่าร้ายชี้แจง ผลจึงเป็นไปตามที่ผู้กระทำประสงค์แล้ว ข้อที่ว่าเป็นการทำนอกศาล แต่เนื้อหาในหนังสือดังกล่าวบ่งชี้เจตนาได้ชัดว่าต้องการให้ไปปรากฏในศาล พฤติการณ์ดังกล่าวน่าจะถือได้ว่าเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาลได้แล้ว มิฉะนั้นแล้วข้อที่ว่ามิได้กระทำในศาล (เช่น การทำหนังสือว่าร้ายผู้พิพากษา) จะกลายเป็นข้อแก้ตัวอย่างดีไป ประทีป อ่าววิจิตรกุล
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000743.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549