คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2549 ฉบับเต็ม

#268936
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2549 พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด โจทก์ นายพลเทพ สุ่มมาตย์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) การที่จำเลยนำเงินไปวางที่สำนักงานบังคับคดี และที่ศาลชั้นต้นเพื่อใช้ราคาทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหาย โดยผู้เสียหายไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย ย่อมเป็นแต่เพียงการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ไม่มีผลเป็นการยอมความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 52,500 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 52,500 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยได้นำเงินไปวางที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ดและที่ศาลชั้นต้นเพื่อใช้ราคาทรัพย์จำนวน 52,500 บาท แก้ผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว มูลเหตุในการฟ้องร้องดำเนินคดีสิ้นสุดลง สิทธิในการคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปนั้น เห็นว่า การที่จำเลยวางเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อใช้ราคาทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย ดังนั้น ย่อมเป็นแต่เพียงการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ไม่เป็นการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น ได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่าจำเลยเคยมีพฤติการณ์เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ตามร้านค้าต่างๆ มาแล้วหลายครั้งและในแต่ละครั้งจำเลยก็จะนำรถจักรยานยนต์ไปจำนำแก่บุคคลอื่นบ้าง นำไปซ่อนบ้างและไม่ยอมชำระค่าเช่าซื้อแก่เจ้าของรถจักรยานยนต์แต่อย่างใด เมื่อเจ้าของรถจักรยานยนต์ติดตามเร่งรัดจะดำเนินคดี จำเลยก็จะนำเงินไปชำระบ้างนำรถจักรยานยนต์มาคืนบ้าง พฤติการณ์แห่งคดีเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า เป็นการกระทำที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเรื่องร้ายแรง โทษศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดมาเหมาะสมแก่คดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข และไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (องอาจ โรจนสุพจน์-เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์-สถิตย์ อรรถบลยุคล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268936
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082022531"
    }
}
date
2549
deka_no
5131/2549
deka_running_no
5131
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "องอาจ โรจนสุพจน์",
    "เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์",
    "สถิตย์ อรรถบลยุคล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายพลเทพ สุ่มมาตย์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์จำนวน 52,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ จำนวน 52,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยได้นำเงินไปวางที่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ดและที่ศาลชั้นต้นเพื่อใช้ราคาทรัพย์จำนวน 52,500 บาท แก้ผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว มูลเหตุในการฟ้องร้องดำเนินคดีสิ้นสุดลง สิทธิในการคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ย่อมระงับไปนั้น เห็นว่า การที่จำเลยวางเงินจำนวนดังกล่าวเพื่อใช้ราคาทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหาย ผู้เสียหายไม่ได้ตกลงยินยอมด้วย ดังนั้น ย่อมเป็นแต่เพียงการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ไม่เป็นการยอมความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์จึงยังไม่ระงับไป ส่วนที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกนั้น ได้ความตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติว่าจำเลยเคยมีพฤติการณ์เช่าซื้อรถจักรยานยนต์ตามร้านค้าต่างๆ มาแล้วหลายครั้งและในแต่ละครั้งจำเลยก็จะนำรถจักรยานยนต์ไปจำนำแก่บุคคลอื่นบ้าง นำไปซ่อนบ้างและไม่ยอมชำระค่าเช่าซื้อแก่เจ้าของรถจักรยานยนต์แต่อย่างใด เมื่อเจ้าของรถจักรยานยนต์ติดตามเร่งรัดจะดำเนินคดี จำเลยก็จะนำเงินไปชำระบ้างนำรถจักรยานยนต์มาคืนบ้าง พฤติการณ์แห่งคดีเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า เป็นการกระทำที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า จึงเป็นเรื่องร้ายแรง โทษศาลอุทธรณ์ภาค 4 กำหนดมาเหมาะสมแก่คดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข และไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000735.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549