คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2549 ฉบับเต็ม

#268938
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5149/2549 นางหัทยา ภาสุกาญจน์ หรือสุวรรณลิขิต โจทก์ หรือเหวียนสี นายณัฐวุฒิ สุวรรณลิขิต จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 7 (1) เมื่อโจทก์ซึ่งจดทะเบียนหย่ากับจำเลยแล้ว ได้ฟ้องขอแบ่งสินสมรส หากมีสินสมรสอยู่ที่โจทก์ จำเลยก็ชอบที่จะฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้เช่นเดียวกัน แม้สินสมรสที่จำเลยฟ้องแย้งจะเป็นสินสมรสที่อยู่นอกเขตศาลชั้นต้นก็ตาม ทั้งนี้โจทก์เป็นฝ่ายเริ่มต้นคดีโดยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นก่อน จึงเป็นกรณีที่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 7 (1) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่า โดยไม่ได้บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรสไว้ โจทก์เคยติดต่อให้จำเลยจัดการแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่งแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 859 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินออกประมูลขายระหว่างโจทก์กับจำเลย จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า นอกจากที่ดินตามฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วยังมีสินสมรสอื่นอีก ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์แบ่งสินสมรสแก่จำเลยครึ่งหนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำให้การของจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำลย เห็นว่า ทรัพย์สินตามฟ้องแย้งมีที่ตั้งอยู่นอกเขตอำนาจศาลชั้นต้น ประกอบกับคู่ความมีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตอำนาจศาลชั้นต้นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ทรัพย์สินตามฟ้องแย้งบางส่วนเป็นทรัพย์สินส่วนตัว คดีตามฟ้องแย้งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงไม่รับฟ้องแย้ง ให้คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้งทั้งหมด จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่าจำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสอื่นนอกจากสินสมรสที่โจทก์ระบุในคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 กำหนดให้จัดการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเมื่อมีการหย่า ไม่ว่าจะเป็นการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือหย่าโดยคำพิพากษาของศาล โดยมีจุดมุ่งหมายให้มีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่คู่หย่าจะแยกจากกันไปตั้งครอบครัวของตนขึ้นใหม่ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งจดทะเบียนหย่ากับจำเลยแล้วได้ฟ้องขอแบ่งสินสมรส จำเลยก็ชอบที่จะฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้เช่นเดียวกัน แม้สินสมรสที่จำเลยฟ้องแย้งจะเป็นสินสมรสอื่นที่อยู่นอกเขตศาลชั้นต้นก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้ปัญหาการแบ่งสินสมรสเป็นอันยุติไปพร้อมกับการสิ้นสุดแห่งการสมรสด้วยการหย่าประกอบกับโจทก์เป็นฝ่ายเริ่มต้นคดีโดยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นก่อน จึงเป็นกรณีที่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (1) ซึ่งเป็นบทบัญญัติยกเว้นมาตรา 4 (1) และมาตรา 4 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาดำเนินการต่อไป (เรวัตร อิศราภรณ์-ศิริชัย จิระบุญศรี-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268938
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082022444"
    }
}
date
2549
deka_no
5149/2549
deka_running_no
5149
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ศิริชัย จิระบุญศรี",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 7 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางหัทยา ภาสุกาญจน์ หรือสุวรรณลิขิต"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "หรือเหวียนสี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายณัฐวุฒิ สุวรรณลิขิต"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนหย่า โดยไม่ได้บันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับสินสมรสไว้ โจทก์เคยติดต่อให้จำเลยจัดการแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่งแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 859 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำที่ดินออกประมูลขายระหว่างโจทก์กับจำเลย

จำเลยให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งว่า นอกจากที่ดินตามฟ้องเป็นส่วนหนึ่งของสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยแล้วยังมีสินสมรสอื่นอีก ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์แบ่งสินสมรสแก่จำเลยครึ่งหนึ่ง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับคำให้การของจำเลย ส่วนฟ้องแย้งของจำลย เห็นว่า ทรัพย์สินตามฟ้องแย้งมีที่ตั้งอยู่นอกเขตอำนาจศาลชั้นต้น ประกอบกับคู่ความมีภูมิลำเนาอยู่นอกเขตอำนาจศาลชั้นต้นเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ทรัพย์สินตามฟ้องแย้งบางส่วนเป็นทรัพย์สินส่วนตัว คดีตามฟ้องแย้งไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงไม่รับฟ้องแย้ง ให้คืนค่าขึ้นศาลสำหรับฟ้องแย้งทั้งหมด

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยมีว่าจำเลยมีสิทธิฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสอื่นนอกจากสินสมรสที่โจทก์ระบุในคำฟ้องต่อศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 กำหนดให้จัดการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาเมื่อมีการหย่า ไม่ว่าจะเป็นการหย่าโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หรือหย่าโดยคำพิพากษาของศาล โดยมีจุดมุ่งหมายให้มีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาให้เสร็จเรียบร้อยก่อนที่คู่หย่าจะแยกจากกันไปตั้งครอบครัวของตนขึ้นใหม่ ฉะนั้น เมื่อโจทก์ซึ่งจดทะเบียนหย่ากับจำเลยแล้วได้ฟ้องขอแบ่งสินสมรส จำเลยก็ชอบที่จะฟ้องแย้งขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้เช่นเดียวกัน แม้สินสมรสที่จำเลยฟ้องแย้งจะเป็นสินสมรสอื่นที่อยู่นอกเขตศาลชั้นต้นก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้ปัญหาการแบ่งสินสมรสเป็นอันยุติไปพร้อมกับการสิ้นสุดแห่งการสมรสด้วยการหย่าประกอบกับโจทก์เป็นฝ่ายเริ่มต้นคดีโดยฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นก่อน จึงเป็นกรณีที่มีคดีค้างพิจารณาอยู่ในศาลชั้นต้นแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิฟ้องแย้งต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอแบ่งสินสมรสกับโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 7 (1) ซึ่งเป็นบทบัญญัติยกเว้นมาตรา 4 (1) และมาตรา 4 ทวิ ที่ศาลชั้นต้นไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้รับฟ้องแย้งของจำเลยไว้พิจารณาดำเนินการต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000734.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549