คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2549 ฉบับเต็ม

#268942
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5161/2549 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นายไกรวัล ชมกุล จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง, มาตรา 215 การที่โจทก์เป็นฝ่ายอุทธรณ์เพียงฝ่ายเดียวในปัญหาว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ และศาลอุทธรณ์จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวก็ตาม แต่หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นยังหนักเกินไป ก็ย่อมมีอำนาจแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 371 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งมีทะเบียนและมีเครื่องกระสุนปืน (ที่ถูกฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย) จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียววเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท ให้จำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 4,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขโทษของจำเลยให้เบาลงนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ร้องขอให้ไม่รอการลงโทษจึงมีประเด็นขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพียงประการเดียวว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขโทษของจำเลยให้เบาลง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้มีการยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาได้เช่นนั้น เห็นว่า การที่โจทก์เป็นฝ่ายอุทธรณ์ฝ่ายเดียวในปัญหาว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวก็ตาม แต่หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นยังหนักเกินไปก็ย่อมมมีอำนาจแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขโทษของจำเลยให้เบาลงนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์-สิทธิชัย รุ่งตระกูล-ธนัท วิรบุตร์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
268942
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082022442"
    }
}
date
2549
deka_no
5161/2549
deka_running_no
5161
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์",
    "สิทธิชัย รุ่งตระกูล",
    "ธนัท วิรบุตร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 185 วรรคสอง",
            "ม. 215"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไกรวัล ชมกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 371

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งมีทะเบียนและมีเครื่องกระสุนปืน (ที่ถูกฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย) จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียววเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 4,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 5,000 บาท ให้จำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท รวมจำคุก 12 เดือน และปรับ 4,000 บาท เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 2,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขโทษของจำเลยให้เบาลงนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คดีนี้โจทก์ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ร้องขอให้ไม่รอการลงโทษจึงมีประเด็นขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 เพียงประการเดียวว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขโทษของจำเลยให้เบาลง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้มีการยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ และไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาได้เช่นนั้น เห็นว่า การที่โจทก์เป็นฝ่ายอุทธรณ์ฝ่ายเดียวในปัญหาว่าสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 3 จะต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นดังกล่าวก็ตาม แต่หากศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้นยังหนักเกินไปก็ย่อมมมีอำนาจแก้ไขโทษเสียใหม่ให้เหมาะสมได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขโทษของจำเลยให้เบาลงนั้น จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000734.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549