คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6354/2549 ฉบับเต็ม

#269016
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6354/2549 พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี โจทก์ นายสมาน แสงสังข์ จำเลย ป.อ. มาตรา 339 วรรคสอง การที่จำเลยใช้อาวุธมีดจี้ที่เอวด้านหลังของผู้เสียหาย เป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ครบองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 339 วรรคสองแล้ว หาจำต้องมีการประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายแต่อย่างใดไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 92, 339, 340 ตรี, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 371 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 9 ปี ฐานพาอาวุธมีดปรับ 90 บาท รวมจำคุก 9 ปี และปรับ 90 บาท เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามมาตรา 92 เป็นจำคุก 12 ปี และปรับ 120 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี และปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29 ริบอาวุธมีดของกลาง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 15 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 20 ปี ไม่เพิ่มโทษฐานพาอาวุธ รวมความผิดสองกระทงเป็นจำคุก 20 ปี และปรับ 90 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และปรับ 45 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง หรือไม่ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายเดินอยู่ จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดถามทางไปวัดบางสะแกแล้วจำเลยลงจากรถจักรยานยนต์เดินตามหลังผู้เสียหาย ผู้เสียหายเดินหนีจะเข้าบ้าน จำเลยวิ่งไล่ตามใช้มือจับหัวไหล่ทั้งสองข้างและใช้อาวุธมีดจี้ที่เอวด้านหลังของผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยดึงสร้อยคอของผู้เสียหาย และวิ่งกลับไปที่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ผู้เสียหายร้องเรียกให้บุตรช่วย นายอาทิตย์ ก้านทอง บุตรของผู้เสียหายกับพวกและเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจำเลยไปทันกันที่คอสะพานหก รถจักรยานยนต์ของจำเลยตกลงไปข้างทาง จำเลยวิ่งหลบหนีและถูกจับกุมได้พร้อมของกลาง เห็นว่า จำเลยได้ใช้มีดเป็นอาวุธในการกระทำความผิด หลังจากได้ทรัพย์ของผู้เสียหายแล้ว จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการหลบหนีเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้ใช้อาวุธมีดประทุษร้ายร่างกาย ผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธมีดจี้ที่เอวด้านหลังของผู้เสียหาย เป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ครบองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสองแล้ว หาจำต้องมีการประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-สมศักดิ์ เนตรมัย-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า การขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายในความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสองนั้น ไม่จำต้องมีการประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายแต่อย่างใด ซึ่งเท่ากับศาลฎีกาเห็นว่าสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานชิงทรัพย์นั้นไม่ใช่ความปลอดภัยของร่างกายอย่างในกรณีของความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เพราะมิฉะนั้นแล้วการกระทำของจำเลยก็ไม่อาจที่จะเป็นความผิดสำเร็จได้ จะเป็นได้ก็แต่ความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์เท่านั้น เพราะตามข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุตินั้นผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายแก่กายแต่อย่างใด ปัญหาว่าที่ศาลฎีกาตัดสินอย่างนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายในเรื่องความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ การที่จะตอบคำถามดังกล่าวได้ก็ต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานชิงทรัพย์ ในทางตำราของไทยนั้น ศ.ดร. คณิต ณ นคร เห็นต่างจากศาลฎีกาในประเด็นนี้โดย ศ.ดร. คณิต ณ นคร เห็นว่าสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานชิงทรัพย์ นอกจากกรรมสิทธิ์ การครอบครอง (ทั้งสองสิ่งไม่ใช่ประเด็นที่ผู้เขียนหมายเหตุประสงค์จะวิจารณ์) แล้วก็ยังมีความปลอดภัยของร่างกาย (คณิต ณ นคร, กฎหมายอาญาภาคความผิด, พิมพ์ครั้งที่ 8, 2545, หน้า 243) รศ.ดร. สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล ก็เห็นไปในทำนองเดียวกัน (สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒกุล, คำอธิบายความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา, พิมพ์ครั้งที่ 3, 2546, หน้า 90) ซึ่งถ้าเห็นตาม ศ.ดร. คณิต ณ นคร และ รศ.ดร. สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล จำเลยในคดีนี้ก็น่าจะต้องรับผิดฐานพยายามชิงทรัพย์เท่านั้น เพราะการกระทำของจำเลยไม่ได้ก่อให้เกิดผลอันเป็นความเสียหายแก่ร่างกายของผู้เสียหายแต่อย่างใด ปัญหาว่าสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานชิงทรัพย์ นอกจากกรรมสิทธิ์ การครอบครองแล้วยังรวมถึงความปลอดภัยของร่างกายด้วยหรือไม่นั้น เป็นกุญแจที่จะไขคำถามว่าตามข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสำเร็จหรือเพียงแค่พยายามชิงทรัพย์ ตามกฎหมายเยอรมัน ความผิดฐานชิงทรัพย์บัญญัติไว้ในมาตรา 249 ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน (รายละเอียดดูใน สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์, ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 249 (1) ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน, ดุลพาห เล่ม 1 ปีที่ 52 มกราคม - เมษายน 2548, หน้า 164 - 176) ส่วนสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองฐานชิงทรัพย์คือ กรรมสิทธิ์ การครอบครองและเสรีภาพในการที่จะตัดสินใจและกระทำการตามที่ตัดสินใจ (vgl. Otto, Grundkurs Strafrecht : Die einzelnen Delikte, 5. Auflage 1998, บทที่ 26, หัวข้อ 1 ; Lackner, StGB, 22. Auflage 1997, มาตรา 249, หัวข้อ 1 ; Dreher/Troendle, StGB, 47. Auflage 1995, มาตรา 249, หัวข้อ 1a ; Wessels, Strafrecht : Besonderer : Teil/2, 19. Auflage 1996, บทที่ 1, หัวข้อ 312 ; Brodag, Strafrecht BT, 8. Auflage 1998, มาตรา 249, หัวข้อ 1 ; Eser, Strafrecht IV, 4. Auflage 1983, หน้า 78 ; Schroth, Strafrecht Besonderer Teil, 2. Auflage 1998, หน้า 109 ; Hohmann/Sander, Strafrecht Besonderer Teil I, 1998, บทที่ 5, หัวข้อ 1 ; Schoenk/Schroeder, StGB, 26. Auflage 2001, มาตรา 249, หัวข้อ 1 ; Sander, Muenchener Kommentar zum Strafgesetzbuch, Band 3, 2003, มาตรา 249, หัวข้อ 2) เหตุผลเพราะถือว่าความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่ประกอบไปด้วยความผิดฐานลักทรัพย์และความผิดฐานข่มขืนใจให้กระทำการใดๆ (Noetigung) ตามมาตรา 240 ประมวลกฎหมายเยอรมัน ด้วยเหตุนี้ ตามกฎหมายเยอรมันสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานชิงทรัพย์นอกจากกรรมสิทธิ์ การครอบครองแล้วจึงเป็นเสรีภาพในการที่จะตัดสินใจและกระทำการตามที่ตัดสินใจและไม่ใช่ความปลอดภัยของร่างกายในตำรากฎหมายเยอรมันเองเท่าที่ผู้เขียนหมายเหตุตรวจสอบดูก็ไม่พบว่ามีตำรากฎหมายเล่มใดที่เห็นว่าสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานชิงทรัพย์คือความปลอดภัยของร่างกาย ถ้าเราพิจารณาจากถ้อยคำในประมวลกฎหมายอาญาของไทยแล้วราจะเห็นได้ว่าไม่มีข้อความตอนใดเลยที่จะแสดงให้เห็นว่าในความผิดฐานชิงทรัพย์ ฝ่ายนิติบัญญัติประสงค์จะให้ความคุ้มครองความปลอดภัยของร่างกาย ส่วนถ้อยคำที่ว่า "ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย" ก็ไม่ได้แสดงนัยว่าประสงค์จะให้ความคุ้มครองความปลอดภัยของร่างกายเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม หากพิจารณาประกอบกับมูลเหตุจูงใจตามอนุมาตรา (1) - (5) กลับส่อไปในทางที่ว่าการใช้กำลังประทุษร้ายดังกล่าวเป็นการทำให้เสรีภาพในการที่จะตัดสินใจและกระทำการตามที่ตัดสินใจของผู้เสียหายต้องเสียไป ด้วยเหตุนี้คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้จึงตัดสินไปในแนวทางเดียวกันกับหลักกฎหมายเยอรมัน ซึ่งผู้เขียนหมายเหตุเองก็เห็นพ้องด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วการจะเป็นความผิดสำเร็จฐานชิงทรัพย์ต้องเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายที่ก่อให้เกิดผลที่เป็นอันตรายแก่กายของผู้เสียหายเท่านั้น หากไม่มีผลที่เป็นอันตรายแก่กายดังกล่าวตามข้อเท็จจริงของคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุฉบับนี้ การกระทำของจำเลยก็เป็นได้แค่ความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ การตีความดังกล่าวน่าจะเป็นการตีความที่แคบจนเกินไป สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269016
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021573"
    }
}
date
2549
deka_no
6354/2549
deka_running_no
6354
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 339 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดปทุมธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมาน แสงสังข์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 92, 339, 340 ตรี, 371 ริบอาวุธมีดของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี, 371 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันเรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์ จำคุก 9 ปี ฐานพาอาวุธมีดปรับ 90 บาท รวมจำคุก 9 ปี และปรับ 90 บาท เพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามมาตรา 92 เป็นจำคุก 12 ปี และปรับ 120 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 ปี และปรับ 60 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29 ริบอาวุธมีดของกลาง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี จำคุก 15 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 20 ปี ไม่เพิ่มโทษฐานพาอาวุธ รวมความผิดสองกระทงเป็นจำคุก 20 ปี และปรับ 90 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี และปรับ 45 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ในเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง หรือไม่ คดีนี้จำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุขณะที่ผู้เสียหายเดินอยู่ จำเลยขับรถจักรยานยนต์มาจอดถามทางไปวัดบางสะแกแล้วจำเลยลงจากรถจักรยานยนต์เดินตามหลังผู้เสียหาย ผู้เสียหายเดินหนีจะเข้าบ้าน จำเลยวิ่งไล่ตามใช้มือจับหัวไหล่ทั้งสองข้างและใช้อาวุธมีดจี้ที่เอวด้านหลังของผู้เสียหาย จากนั้นจำเลยดึงสร้อยคอของผู้เสียหาย และวิ่งกลับไปที่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ผู้เสียหายร้องเรียกให้บุตรช่วย นายอาทิตย์ ก้านทอง บุตรของผู้เสียหายกับพวกและเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจำเลยไปทันกันที่คอสะพานหก รถจักรยานยนต์ของจำเลยตกลงไปข้างทาง จำเลยวิ่งหลบหนีและถูกจับกุมได้พร้อมของกลาง เห็นว่า จำเลยได้ใช้มีดเป็นอาวุธในการกระทำความผิด หลังจากได้ทรัพย์ของผู้เสียหายแล้ว จำเลยใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะในการหลบหนีเพื่อให้พ้นการจับกุม จำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้ใช้อาวุธมีดประทุษร้ายร่างกาย ผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายนั้น เห็นว่า การที่จำเลยใช้อาวุธมีดจี้ที่เอวด้านหลังของผู้เสียหาย เป็นการขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป ครบองค์ประกอบความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสองแล้ว หาจำต้องมีการประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ศาลฎีกาวางหลักไว้ว่า การขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้ายในความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 339 วรรคสองนั้น ไม่จำต้องมีการประทุษร้ายร่างกายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายแต่อย่างใด ซึ่งเท่ากับศาลฎีกาเห็นว่าสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานชิงทรัพย์นั้นไม่ใช่ความปลอดภัยของร่างกายอย่างในกรณีของความผิดฐานทำร้ายร่างกาย เพราะมิฉะนั้นแล้วการกระทำของจำเลยก็ไม่อาจที่จะเป็นความผิดสำเร็จได้ จะเป็นได้ก็แต่ความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์เท่านั้น เพราะตามข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุตินั้นผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายแก่กายแต่อย่างใด ปัญหาว่าที่ศาลฎีกาตัดสินอย่างนี้เป็นไปตามหลักกฎหมายในเรื่องความผิดฐานชิงทรัพย์หรือไม่ การที่จะตอบคำถามดังกล่าวได้ก็ต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานชิงทรัพย์ ในทางตำราของไทยนั้น ศ.ดร. คณิต ณ นคร เห็นต่างจากศาลฎีกาในประเด็นนี้โดย ศ.ดร. คณิต ณ นคร เห็นว่าสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานชิงทรัพย์ นอกจากกรรมสิทธิ์ การครอบครอง (ทั้งสองสิ่งไม่ใช่ประเด็นที่ผู้เขียนหมายเหตุประสงค์จะวิจารณ์) แล้วก็ยังมีความปลอดภัยของร่างกาย (คณิต ณ นคร, กฎหมายอาญาภาคความผิด, พิมพ์ครั้งที่ 8, 2545, หน้า 243) รศ.ดร. สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล ก็เห็นไปในทำนองเดียวกัน (สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒกุล, คำอธิบายความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา, พิมพ์ครั้งที่ 3, 2546, หน้า 90) ซึ่งถ้าเห็นตาม ศ.ดร. คณิต ณ นคร และ รศ.ดร. สุรศักดิ์ ลิขสิทธิ์วัฒนกุล จำเลยในคดีนี้ก็น่าจะต้องรับผิดฐานพยายามชิงทรัพย์เท่านั้น เพราะการกระทำของจำเลยไม่ได้ก่อให้เกิดผลอันเป็นความเสียหายแก่ร่างกายของผู้เสียหายแต่อย่างใด ปัญหาว่าสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานชิงทรัพย์ นอกจากกรรมสิทธิ์ การครอบครองแล้วยังรวมถึงความปลอดภัยของร่างกายด้วยหรือไม่นั้น เป็นกุญแจที่จะไขคำถามว่าตามข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสำเร็จหรือเพียงแค่พยายามชิงทรัพย์ ตามกฎหมายเยอรมัน ความผิดฐานชิงทรัพย์บัญญัติไว้ในมาตรา 249 ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน (รายละเอียดดูใน สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์, ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา 249 (1) ประมวลกฎหมายอาญาเยอรมัน, ดุลพาห เล่ม 1 ปีที่ 52 มกราคม - เมษายน 2548, หน้า 164 - 176) ส่วนสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองฐานชิงทรัพย์คือ กรรมสิทธิ์ การครอบครองและเสรีภาพในการที่จะตัดสินใจและกระทำการตามที่ตัดสินใจ (vgl. Otto, Grundkurs Strafrecht : Die einzelnen Delikte, 5. Auflage 1998, บทที่ 26, หัวข้อ 1 ; Lackner, StGB, 22. Auflage 1997, มาตรา 249, หัวข้อ 1 ; Dreher/Troendle, StGB, 47. Auflage 1995, มาตรา 249, หัวข้อ 1a ; Wessels, Strafrecht : Besonderer : Teil/2, 19. Auflage 1996, บทที่ 1, หัวข้อ 312 ; Brodag, Strafrecht BT, 8. Auflage 1998, มาตรา 249, หัวข้อ 1 ; Eser, Strafrecht IV, 4. Auflage 1983, หน้า 78 ; Schroth, Strafrecht Besonderer Teil, 2. Auflage 1998, หน้า 109 ; Hohmann/Sander, Strafrecht Besonderer Teil I, 1998, บทที่ 5, หัวข้อ 1 ; Schoenk/Schroeder, StGB, 26. Auflage 2001, มาตรา 249, หัวข้อ 1 ; Sander, Muenchener Kommentar zum Strafgesetzbuch, Band 3, 2003, มาตรา 249, หัวข้อ 2) เหตุผลเพราะถือว่าความผิดฐานชิงทรัพย์เป็นความผิดที่ประกอบไปด้วยความผิดฐานลักทรัพย์และความผิดฐานข่มขืนใจให้กระทำการใดๆ (Noetigung) ตามมาตรา 240 ประมวลกฎหมายเยอรมัน ด้วยเหตุนี้ ตามกฎหมายเยอรมันสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานชิงทรัพย์นอกจากกรรมสิทธิ์ การครอบครองแล้วจึงเป็นเสรีภาพในการที่จะตัดสินใจและกระทำการตามที่ตัดสินใจและไม่ใช่ความปลอดภัยของร่างกายในตำรากฎหมายเยอรมันเองเท่าที่ผู้เขียนหมายเหตุตรวจสอบดูก็ไม่พบว่ามีตำรากฎหมายเล่มใดที่เห็นว่าสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในความผิดฐานชิงทรัพย์คือความปลอดภัยของร่างกาย ถ้าเราพิจารณาจากถ้อยคำในประมวลกฎหมายอาญาของไทยแล้วราจะเห็นได้ว่าไม่มีข้อความตอนใดเลยที่จะแสดงให้เห็นว่าในความผิดฐานชิงทรัพย์ ฝ่ายนิติบัญญัติประสงค์จะให้ความคุ้มครองความปลอดภัยของร่างกาย ส่วนถ้อยคำที่ว่า "ใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย" ก็ไม่ได้แสดงนัยว่าประสงค์จะให้ความคุ้มครองความปลอดภัยของร่างกายเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม หากพิจารณาประกอบกับมูลเหตุจูงใจตามอนุมาตรา (1) - (5) กลับส่อไปในทางที่ว่าการใช้กำลังประทุษร้ายดังกล่าวเป็นการทำให้เสรีภาพในการที่จะตัดสินใจและกระทำการตามที่ตัดสินใจของผู้เสียหายต้องเสียไป ด้วยเหตุนี้คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้จึงตัดสินไปในแนวทางเดียวกันกับหลักกฎหมายเยอรมัน ซึ่งผู้เขียนหมายเหตุเองก็เห็นพ้องด้วย เพราะมิฉะนั้นแล้วการจะเป็นความผิดสำเร็จฐานชิงทรัพย์ต้องเป็นการใช้กำลังประทุษร้ายที่ก่อให้เกิดผลที่เป็นอันตรายแก่กายของผู้เสียหายเท่านั้น หากไม่มีผลที่เป็นอันตรายแก่กายดังกล่าวตามข้อเท็จจริงของคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุฉบับนี้ การกระทำของจำเลยก็เป็นได้แค่ความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ การตีความดังกล่าวน่าจะเป็นการตีความที่แคบจนเกินไป สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000726.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549