คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2549 ฉบับเต็ม

#269018
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2549 นางศรีสุดา กิจพานิชหรือลี้ถาวร โจทก์ บริษัทพอนเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5 ป.พ.พ. มาตรา 575 จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานให้แก่โจทก์โดยจ่ายในนามของโจทก์เดือนละ 47,000 บาท และจ่ายในนามของมารดาโจทก์เดือนละ 73,730 บาท โดยมารดาโจทก์ไม่ได้มาปฏิบัติงานให้แก่จำเลยที่ 1 การที่ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ในนามของมารดาโจทก์ ก็โดยมีเจตนาเพื่อทำให้รายได้พึงประเมินของโจทก์ที่ใช้เป็นฐานคำนวณและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตาม ป.รัษฎากร ของโจทก์ลดลงไปจากที่ได้รับจริง ดังนี้ สัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ แม้มีข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินค่าจ้างอันมีผลทำให้รัฐจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ได้ลดน้อยลงถือได้ว่าเป็นการไม่สุจริต แต่ข้อตกลงดังกล่าวก็หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับค่าจ้างในส่วนนี้ได้ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือค่าบำเหน็จจากการขาย 9,720,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าตอบแทนจากกองทุนเกษียณอายุ 1,380,155 บาท และค่าจ้างค้าง 80,229 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับค่าคอมมิชชั่นหรือค่าบำเหน็จจากการขายและค่าตอบแทนกองทุนเกษียณอายุนับแต่วันฟ้อง และในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองออกใบสำคัญการทำงานหรือหนังสือรับรองการทำงาน (ใบผ่านงาน) ให้แก่โจทก์ด้วย จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างค้างจำนวน 26,634 บาท และจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างค้างจำนวน 11,815 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทั้งสอง ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยทั้งสองมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์...มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระแก่โจทก์ในส่วนที่จ่ายในนามของมารดาโจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานให้แก่โจทก์โดยจ่ายในนามของโจทก์เดือนละ 47,000 บาท และจ่ายในนามของมารดาโจทก์เดือนละ 73,730 บาท โดยมารดาโจทก์ไม่ได้มาปฏิบัติงานให้แก่จำเลยที่ 1 การที่ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ในนามของมารดาโจทก์ก็โดยมีเจตนาเพื่อทำให้รายได้พึงประเมินของโจทก์ที่ใช้เป็นฐานคำนวณและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรของโจทก์ลดลงไปจากที่ได้รับจริง เห็นว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์นั้น แม้มีข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินค่าจ้างอันมีผลทำให้รัฐจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ได้ลดน้อยลง ถือได้ว่าเป็นการไม่สุจริต แต่ข้อตกลงการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ของจำเลยที่ 1 ก็หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์จึงมีสิทธิรับค่าจ้างในส่วนนี้ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าจ้างแก่โจทก์ระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2544 คิดเป็นเงิน 41,780.33 บาท โจทก์จึงชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายเงินจำนวนนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างจำนวน 68,414.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง (พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์-วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-สถิตย์ อรรถบลยุคล) ศาลแรงงานกลาง - นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269018
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายพงษ์รัตน์ เครือกลิ่น"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021473"
    }
}
date
2549
deka_no
6433/2549
deka_running_no
6433
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์",
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "สถิตย์ อรรถบลยุคล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 5"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 575"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางศรีสุดา กิจพานิชหรือลี้ถาวร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทพอนเท็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายค่าคอมมิชชั่นหรือค่าบำเหน็จจากการขาย 9,720,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าตอบแทนจากกองทุนเกษียณอายุ 1,380,155 บาท และค่าจ้างค้าง 80,229 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับค่าคอมมิชชั่นหรือค่าบำเหน็จจากการขายและค่าตอบแทนกองทุนเกษียณอายุนับแต่วันฟ้อง และในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าจ้างค้างจ่ายนับแต่วันที่ 7 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองออกใบสำคัญการทำงานหรือหนังสือรับรองการทำงาน (ใบผ่านงาน) ให้แก่โจทก์ด้วย

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างค้างจำนวน 26,634 บาท และจำเลยที่ 2 จ่ายค่าจ้างค้างจำนวน 11,815 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกเสีย

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างจำเลยทั้งสอง ครั้งสุดท้ายทำหน้าที่เป็นกรรมการผู้จัดการ จำเลยทั้งสองมีหนังสือเลิกจ้างโจทก์...มีปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบังคับให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างที่ค้างชำระแก่โจทก์ในส่วนที่จ่ายในนามของมารดาโจทก์หรือไม่ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 ตกลงจ่ายค่าจ้างตอบแทนการทำงานให้แก่โจทก์โดยจ่ายในนามของโจทก์เดือนละ 47,000 บาท และจ่ายในนามของมารดาโจทก์เดือนละ 73,730 บาท โดยมารดาโจทก์ไม่ได้มาปฏิบัติงานให้แก่จำเลยที่ 1 การที่ตกลงจ่ายค่าตอบแทนให้โจทก์ในนามของมารดาโจทก์ก็โดยมีเจตนาเพื่อทำให้รายได้พึงประเมินของโจทก์ที่ใช้เป็นฐานคำนวณและเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามประมวลรัษฎากรของโจทก์ลดลงไปจากที่ได้รับจริง เห็นว่า สัญญาจ้างแรงงานระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์นั้น แม้มีข้อตกลงเกี่ยวกับวิธีการจ่ายเงินค่าจ้างอันมีผลทำให้รัฐจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากโจทก์ได้ลดน้อยลง ถือได้ว่าเป็นการไม่สุจริต แต่ข้อตกลงการจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ของจำเลยที่ 1 ก็หาตกเป็นโมฆะไม่ โจทก์จึงมีสิทธิรับค่าจ้างในส่วนนี้ได้ ซึ่งจำเลยที่ 1 ค้างชำระค่าจ้างแก่โจทก์ระหว่างวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 ถึงวันที่ 6 มิถุนายน 2544 คิดเป็นเงิน 41,780.33 บาท โจทก์จึงชอบที่จะขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จ่ายเงินจำนวนนี้พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ได้ อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 จ่ายค่าจ้างจำนวน 68,414.33 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 มิถุนายน 2544 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000725.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549