คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8077 -ที่ 8078/2549 ฉบับเต็ม

#269025
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8077 - 8078/2549 นายอะโนทัย ชัยตระกูล กับพวก โจทก์ ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2), มาตรา 88, มาตรา 225 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม, มาตรา 119 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง ให้อำนาจศาลแรงงานเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เอง และตามข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน (ฉบับที่ 3) ข้อ 6 ได้กำหนดวิธีการยื่นบัญชีระบุพยานของศาลแรงงานเป็นการเฉพาะแล้ว จึงไม่อาจนำ ป.วิ.พ. มาตรา 87 (2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้ในการดำเนินคดีแรงงาน ส่วนบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ใช้บังคับแก่กรณีที่นายจ้างซึ่งเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง หากไม่ได้ระบุเหตุผลที่อ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดที่จะเป็นไปตามกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 (1) ถึง (6) ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบแล้ว จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้เท่านั้น ไม่บังคับรวมถึงการนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีที่จะเกินกว่าที่พยานนั้นเคยให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนแต่อย่างใด ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหาย และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชย และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์ทั้งสองเป็นพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ที่ 1 มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นรักษาการเจ้าหน้าที่บังคับบัญชา 11 ฝ่ายอำนวยการสาขาและรักษาการผู้จัดการสาขาจันทบุรี ส่วนโจทก์ที่ 2 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ 7 ฝ่ายอำนวยการสาขา และดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อ 7 สาขาจันทบุรีด้วย ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสือร้องเรียนว่า พนักงานในสาขาจันทบุรีร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากลูกค้าสินเชื่อรายที่ขอปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่าโจทก์ทั้งสองกระทำผิดแล้วเสนอคณะกรรมการพิจารณาโทษทางวินัย ต่อมาได้มีมติให้โจทก์ทั้งสองออกจากงาน ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ต่อมาจำเลยรับโอนกิจการ สินทรัพย์ หนี้สินรวมทั้งภาระผูกพันของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ที่มีอยู่มาเป็นของจำเลย ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทำนองเดียวกันว่า จำเลยนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีเกินกว่าที่ให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวน เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ทนายจำเลยมิได้นำส่งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่แถลงต่อศาลแรงงานกลาง คำเบิกความพยานจึงรับฟังไม่ได้ ทนายจำเลยเบิกความโดยไม่ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจให้เบิกความแทนและไม่ได้ระบุให้หนังสือมอบอำนาจเป็นพยานในบัญชีระบุพยาน ทนายจำเลยไม่ได้เป็นผู้ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความที่เบิกความต่อศาลด้วยตนเองโดยตรง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) มาตรา 88 มาตรา 95 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และตามข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน (ฉบับที่ 3) ข้อ 6 ได้กำหนดวิธีการยื่นบัญชีระบุพยานของศาลแรงงาน จึงเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นการเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้แก่การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ได้ ส่วนบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ใช้บังคับแก่กรณีที่นายจ้างซึ่งเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง หากไม่ได้ระบุเหตุผลที่อ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดที่จะเป็นไปตามกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 (1) ถึง (6) ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบแล้ว จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ได้เท่านั้น ไม่รวมถึงการนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีที่จะเกินกว่าที่พยานนั้นเคยให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด ส่วนการรับฟังคำเบิกความของทนายจำเลยนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางมีอำนาจที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองหรือกำหนดให้คู่ความนำพยานหลักฐานมาสืบโดยจะให้ยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่ก็ได้ หรือหากเห็นว่าพยานบุคคลใดยังไม่อาจให้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้ว ศาลแรงงานกลางก็ยังเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองดังที่กล่าวมา การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานบุคคลและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น... พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง (รัตน กองแก้ว-พิชิต คำแฝง-วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์) ศาลแรงงานกลาง - นายนพรัตน์ รุพันธ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269025
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายนพรัตน์ รุพันธ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082020441"
    }
}
date
2549
deka_no
8078/2549
deka_running_no
8078
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "รัตน กองแก้ว",
    "พิชิต คำแฝง",
    "วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 87 (2)",
            "ม. 88",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 45 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 17 วรรคสาม",
            "ม. 119"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอะโนทัย ชัยตระกูล กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลแรงงานกลางสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยเรียกโจทก์ตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 เรียกจำเลยทั้งสองสำนวนว่าจำเลย

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าเสียหาย และเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี สำหรับค่าชดเชย และอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี สำหรับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสอง

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เดิมโจทก์ทั้งสองเป็นพนักงานของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ที่ 1 มีตำแหน่งสุดท้ายเป็นรักษาการเจ้าหน้าที่บังคับบัญชา 11 ฝ่ายอำนวยการสาขาและรักษาการผู้จัดการสาขาจันทบุรี ส่วนโจทก์ที่ 2 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ 7 ฝ่ายอำนวยการสาขา และดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่สินเชื่อ 7 สาขาจันทบุรีด้วย ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสือร้องเรียนว่า พนักงานในสาขาจันทบุรีร่วมกันแสวงหาประโยชน์จากลูกค้าสินเชื่อรายที่ขอปรับโครงสร้างหนี้ ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่าโจทก์ทั้งสองกระทำผิดแล้วเสนอคณะกรรมการพิจารณาโทษทางวินัย ต่อมาได้มีมติให้โจทก์ทั้งสองออกจากงาน ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) จึงมีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์ทั้งสอง ต่อมาจำเลยรับโอนกิจการ สินทรัพย์ หนี้สินรวมทั้งภาระผูกพันของธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) ที่มีอยู่มาเป็นของจำเลย

ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ทำนองเดียวกันว่า จำเลยนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีเกินกว่าที่ให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวน เป็นการต้องห้ามตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ทนายจำเลยมิได้นำส่งคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่แถลงต่อศาลแรงงานกลาง คำเบิกความพยานจึงรับฟังไม่ได้ ทนายจำเลยเบิกความโดยไม่ส่งต้นฉบับหนังสือมอบอำนาจให้เบิกความแทนและไม่ได้ระบุให้หนังสือมอบอำนาจเป็นพยานในบัญชีระบุพยาน ทนายจำเลยไม่ได้เป็นผู้ได้เห็น ได้ยิน หรือทราบข้อความที่เบิกความต่อศาลด้วยตนเองโดยตรง จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) มาตรา 88 มาตรา 95 นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 45 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมในอันที่จะให้ได้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดี ให้ศาลแรงงานมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควร" บทบัญญัติดังกล่าวให้อำนาจศาลแรงงานที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองตามที่เห็นสมควรและเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม และตามข้อกำหนดศาลแรงงานว่าด้วยการดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลแรงงาน (ฉบับที่ 3) ข้อ 6 ได้กำหนดวิธีการยื่นบัญชีระบุพยานของศาลแรงงาน จึงเป็นกรณีที่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีแรงงานเป็นการเฉพาะแล้ว ไม่อาจนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 (2) และมาตรา 88 มาอนุโลมใช้แก่การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีในศาลแรงงานตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ได้ ส่วนบทบัญญัติตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสาม ใช้บังคับแก่กรณีที่นายจ้างซึ่งเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้าง หากไม่ได้ระบุเหตุผลที่อ้างว่าลูกจ้างกระทำความผิดที่จะเป็นไปตามกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา 119 (1) ถึง (6) ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างให้ลูกจ้างทราบแล้ว จะยกเหตุดังกล่าวขึ้นอ้างในภายหลังเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่ได้เท่านั้น ไม่รวมถึงการนำพยานมาเบิกความในชั้นพิจารณาคดีที่จะเกินกว่าที่พยานนั้นเคยให้ถ้อยคำในชั้นสอบสวนตามที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์แต่อย่างใด ส่วนการรับฟังคำเบิกความของทนายจำเลยนั้น เมื่อศาลแรงงานกลางมีอำนาจที่จะเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองหรือกำหนดให้คู่ความนำพยานหลักฐานมาสืบโดยจะให้ยื่นบัญชีระบุพยานหรือไม่ก็ได้ หรือหากเห็นว่าพยานบุคคลใดยังไม่อาจให้ความแจ้งชัดในข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้ว ศาลแรงงานกลางก็ยังเรียกพยานหลักฐานมาสืบได้เองดังที่กล่าวมา การที่ศาลแรงงานกลางรับฟังพยานบุคคลและรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์โจทก์ทั้งสองจึงฟังไม่ขึ้น...

พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสอง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000716.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8077 -
year
2549