ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5042/2549
พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครสวรรค์
โจทก์
นายวิจิตร ฤทธิ์สุทธิ์
จำเลย
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51, มาตรา 53
จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วจำเลยให้การปฏิเสธโดยจำเลยมิได้ถูกควบคุมตัวไว้ การเข้ามอบตัวของจำเลยดังกล่าวยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับกุม การฟ้องคดีจึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และมาตรา 53 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 83, 33 ริบของกลาง
ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วมีคำสั่งว่า คดีไม่ปรากฏว่ามีการผัดฟ้อง และไม่ได้รับอนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุดตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51, 53 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยรองอัยการสูงสุดรักษาราชการแทนอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "การฟ้องคดีอาญาที่เด็กหรือเยาวชนกระทำความผิดต่อศาลเยาวชนและครอบครัวนั้นพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 51 บัญญัติให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัวให้ทันภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เด็กหรือเยาวชนนั้นถูกจับกุม ถ้าฟ้องไม่ทันก็จะต้องมีการขอผัดฟ้องต่อศาลตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่กฎหมายมาตรานี้กำหนดไว้ หากพ้นกำหนดระยะเวลาตามมาตรา 51 พนักงานอัยการจะฟ้องคดีได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดตามที่มาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นบทบัญญัติของกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของเด็กหรือเยาวชนไว้เป็นพิเศษต่างหากจากการฟ้องคดีอาญาต่อผู้ใหญ่ โดยมีกรอบระยะเวลาในการฟ้องคดีกำหนดไว้ไม่ปล่อยให้พนักงานอัยการฟ้องคดีเด็กหรือเยาวชนเมื่อใดก็ได้ตามอำเภอใจ แต่จุดเริ่มของการนับระยะเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการจับกุมเด็กหรือเยาวชนแล้วเท่านั้น สำหรับคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วจำเลยให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2547 ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว เนื่องจากเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์การนับระยะเวลาตามมาตรา 51 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 จึงยังไม่เกิดขึ้น เพราะการเข้ามอบตัวของจำเลยต่อพนักงานสอบสวนยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับกุมตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การฟ้องคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 51 และมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 ซึ่งจะต้องผัดฟ้องและได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดให้ฟ้องคดี ที่ศาลล่างทั้งสองไม่ประทับฟ้องโจทก์นั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้นและคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้ศาลชั้นต้นประทับฟ้องโจทก์ไว้พิจารณาต่อไป
(อดิศักดิ์ ทิมมาศย์-วิชา มหาคุณ-สุรภพ ปัทมะสุคนธ์)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
มีข้อโต้เถียงกันว่าการที่ผู้ต้องหาทราบว่าถูกกล่าวหาหรือออกหมายจับ จึงเข้าพบพนักงานสอบสวน เช่นนี้ ถือเป็นการจับหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ได้วินิจฉัยว่า จำเลยเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วจำเลยให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยไปสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนฯ ระหว่างสอบสวนจำเลยไม่ถูกควบคุมตัว เนื่องจากเป็นการแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี การเข้ามอบตัวของจำเลยต่อพนักงานสอบสวนยังถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกจับกุม แม้คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จะวินิจฉัยถึงการจับกุมตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 51 และ 53 ก็ตาม แต่น่าถือเป็นบรรทัดฐานได้ว่าไม่เป็นการจับเช่นเดียวกับ ป.วิ.อ. การที่ผู้ต้องหาเข้าพบพนักงานสอบสวนนั้น จะเป็นการจับหรือไม่ จะต้องเป็นการพิจารณาถึงขั้นตอนการดำเนินงานของพนักงานสอบสวนด้วย ในหลักเบื้องต้นแล้ว การที่ผู้ต้องหาถูกเรียกหรือส่งตัวมา หรือเข้าหาพนักงานสอบสวนหรือปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าพนักงานสอบสวนเป็นผู้ต้องหายังไม่เป็นการจับจนกว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหา ทั้งนี้เพราะ ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคห้า ได้บัญญัติว่า เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายจับโดยทันที... จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการที่ผู้ต้องหามาพบพนักงานสอบสวนไม่ใช่ผู้ถูกจับเมื่อยังไม่มีการออกหมายจับ แม้พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อกล่าวหายังถือไม่ได้ว่าเป็นการจับเว้นแต่พนักงานสอบสวนจะเห็นว่าเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 66, 71 87 และ 88 จึงจะออกหมายขัง การที่พนักงานสอบสวนออกหมายขังน่าจะพอถือได้แล้วว่าเป็นการจับผู้ต้องหาหรือพนักงานสอบสวนอนุญาตให้ผู้ต้องหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวก็น่าจะถือได้เช่นเดียวกันว่าเป็นการจับแล้ว หากมิได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวก็น่าจะถือไม่ได้ว่าเป็นการจับ ผลแตกต่างระหว่างการถือว่าเป็นการจับกับถือไม่ได้ว่าเป็นการจับอยู่ที่ว่า หากถือว่าเป็นการจับและกรณีที่ออกหมายจับผู้ต้องหาไว้ หมายจับจะสิ้นผลตามมาตรา 68 และพนักงานสอบสวนจะควบคุมตัวผู้ถูกจับไว้ในระหว่างสอบสวนได้ตามความจำเป็นตามบทบัญญัติมาตรา 87 การที่จำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนจนพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้วจำเลยให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนส่งตัวจำเลยไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจึงน่าจะถือว่าเป็นการจับแล้ว แม้พนักงานสอบสวนจะไม่ได้ควบคุมตัวจำเลยไว้ แต่ได้ส่งตัวไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนฯ มิได้ปล่อยตัวไป ซึ่งเป็นขั้นตอนในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดีอาญาแก่ผู้กระทำซึ่งเป็นเยาวชน ซึ่งมีผลในทำนองเดียวกันกับการขังผู้ต้องหาซึ่งเป็นผู้ใหญ่ ศิริชัย วัฒนโยธิน