คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5074/2549 ฉบับเต็ม

#269028
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5074/2549 กองทัพบก โจทก์ นางเพ็ชรรินทร์ ศิริไพศาล กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 180 การขอแก้ไขคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 180 จำเลยจะต้องทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อย ดังนั้น เมื่อศาลชั้นต้นชี้สองสถานไปแล้วต่อมาระหว่างสืบพยานโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขคำให้การเดิมโดยอ้างเพิ่มเติมว่า สัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องไม่มีผลผูกพันจำเลย เนื่องจากขณะที่ทำสัญญาดังกล่าวจำเลยมีอายุเพียง 17 ปี ยังเป็นผู้เยาว์กระทำนิติกรรมโดยมิได้รับความเห็นชอบหรือความยินยอมจากมารดาซึ่งเป็นผู้ปกครอง จึงมีผลเป็นโมฆียะกรรม และขอถือเอาคำให้การที่ขอแก้ไขนี้เป็นการบอกล้างโมฆียกรรมประกอบกับจำเลยได้บอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว ดังนั้นคำให้การที่ขอแก้ไขดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่จำเลยหยิบยกเรื่องความเป็นโมฆียะกรรมของสัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องขึ้นโต้เถียงโจทก์ซึ่งการกล่าวอ้างว่านิติกรรมที่ทำเป็นโมฆียะกรรมโดยจะบอกล้างหรือไม่ก็ตามมิใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันจะอยู่ในข้อยกเว้นที่พึงอนุญาตให้จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การภายหลังล่วงพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายดังกล่าว ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีล่วงเลยระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว ประกอบกับทนายโจทก์คัดค้าน จึงไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 5 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ จำเลยที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อย" คดีนี้โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำให้การ โดยในวันที่ 17 สิงหาคม 2543 ศาลชั้นต้นได้ทำการชี้สองสถานไปแล้ว ต่อมาระหว่างศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 5 เพิ่งยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ อันเป็นกรณียื่นคำร้องเข้ามาภายหลังการชี้สองสถานล่วงพ้นกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 5 อ้างในฎีกาว่า เป็นกรณีการขอแก้ไขคำให้การในเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งมิได้ทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 5 ขอแก้ไขคำให้การเดิมโดยอ้างเพิ่มเติมว่า สัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 5 เนื่องจากขณะที่ทำสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ 5 มีอายุเพียง 17 ปี ยังเป็นผู้เยาว์ กระทำนิติกรรมโดยมิได้รับความเห็นชอบหรือความยินยอมจากมารดาซึ่งเป็นผู้ปกครองจึงมีผลเป็นโมฆียะกรรม และขอถือเอาคำให้การที่ขอแก้ไขนี้เป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม ประกอบกับจำเลยที่ 5 ได้บอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว ดังนั้น คำให้การที่ขอแก้ไขดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 5 หยิบยกเรื่องความเป็นโมฆียะกรรมของสัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องขึ้นโต้เถียงโจทก์ซึ่งการกล่าวอ้างว่านิติกรรมที่ทำเป็นโมฆียะกรรมโดยจะบอกล้างหรือไม่ก็ตามมิใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันจะอยู่ในข้อยกเว้นที่พึงอนุญาตให้จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำการภายหลังล่วงพ้นกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการอนุญาตให้แก้ไขจะทำให้โจทก์เสียเปรียบหรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 5 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ศิริชัย จิระบุญศรี-เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269028
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082022536"
    }
}
date
2549
deka_no
5074/2549
deka_running_no
5074
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ศิริชัย จิระบุญศรี",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 180"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กองทัพบก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางเพ็ชรรินทร์ ศิริไพศาล กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่ากรณีล่วงเลยระยะเวลาตามกฎหมายแล้ว ประกอบกับทนายโจทก์คัดค้าน จึงไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 5 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ

จำเลยที่ 5 อุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 5 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180 บัญญัติว่า "การแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การที่คู่ความเสนอต่อศาลไว้แล้วให้ทำเป็นคำร้องยื่นต่อศาลก่อนวันชี้สองสถาน หรือก่อนวันนัดสืบพยานไม่น้อยกว่าเจ็ดวันในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน เว้นแต่มีเหตุอันสมควรที่ไม่อาจยื่นคำร้องได้ก่อนนั้นหรือเป็นการขอแก้ไขในเรื่องที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นการแก้ไขข้อผิดพลาดเล็กน้อย หรือข้อผิดหลงเล็กน้อย" คดีนี้โจทก์ฟ้องและจำเลยทั้งเจ็ดยื่นคำให้การ โดยในวันที่ 17 สิงหาคม 2543 ศาลชั้นต้นได้ทำการชี้สองสถานไปแล้ว ต่อมาระหว่างศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 5 เพิ่งยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ อันเป็นกรณียื่นคำร้องเข้ามาภายหลังการชี้สองสถานล่วงพ้นกำหนดเวลาตามบทบัญญัติดังกล่าว ซึ่งจำเลยที่ 5 อ้างในฎีกาว่า เป็นกรณีการขอแก้ไขคำให้การในเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ทั้งมิได้ทำให้โจทก์เสียเปรียบนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 5 ขอแก้ไขคำให้การเดิมโดยอ้างเพิ่มเติมว่า สัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องไม่มีผลผูกพันจำเลยที่ 5 เนื่องจากขณะที่ทำสัญญาดังกล่าวจำเลยที่ 5 มีอายุเพียง 17 ปี ยังเป็นผู้เยาว์ กระทำนิติกรรมโดยมิได้รับความเห็นชอบหรือความยินยอมจากมารดาซึ่งเป็นผู้ปกครองจึงมีผลเป็นโมฆียะกรรม และขอถือเอาคำให้การที่ขอแก้ไขนี้เป็นการบอกล้างโมฆียะกรรม ประกอบกับจำเลยที่ 5 ได้บอกล้างโมฆียะกรรมแล้ว ดังนั้น คำให้การที่ขอแก้ไขดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 5 หยิบยกเรื่องความเป็นโมฆียะกรรมของสัญญาประนีประนอมยอมความตามฟ้องขึ้นโต้เถียงโจทก์ซึ่งการกล่าวอ้างว่านิติกรรมที่ทำเป็นโมฆียะกรรมโดยจะบอกล้างหรือไม่ก็ตามมิใช่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนอันจะอยู่ในข้อยกเว้นที่พึงอนุญาตให้จำเลยที่ 5 ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำการภายหลังล่วงพ้นกำหนดเวลาตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไปว่าการอนุญาตให้แก้ไขจะทำให้โจทก์เสียเปรียบหรือไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 5 แก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 5 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000735.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549