คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5725/2550 ฉบับเต็ม

#269042
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5725/2550 บริษัทเอ็ม.วี.พี. มาร์เก็ตติ้ง จำกัด โจทก์ บริษัทคอน-ไซน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 311, มาตรา 312 เมื่อศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจอายัดเงินที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิจะได้รับจากบุคคลภายนอกได้ ดังนั้น เมื่อธนาคาร ท. ได้รับหนังสืออายัดเงินฝากบัญชีของจำเลยทั้งสองจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วไม่คัดค้าน ถือว่าการอายัดมีผลเป็นการอายัดเงินฝากของจำเลยทั้งสองที่ฝากอยู่ที่ธนาคาร ท. ทุกสาขาและทุกบัญชี ธนาคาร ท. จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดโดยการอายัดและส่งเงินที่มีอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองทุกบัญชีที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิเบิกจากธนาคารซึ่งรวมทั้งที่มีชื่อในบัญชีร่วมกับบุคคลอื่นด้วยให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 311 วรรคท้าย การที่ธนาคาร ท. ไม่อายัดและส่งเงินฝากที่จำเลยที่ 2 มีชื่อร่วมกับบุคคลอื่นจนได้รับหนังสือยืนยันการอายัดและส่งเงินที่เหลือในบัญชีหลังจากได้รับหนังสืออายัดครั้งแรกเป็นเวลาถึง 4 เดือน นั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามหนังสือแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนโดยอ้างว่าผู้แทนโจทก์แถลงว่า ขณะที่ธนาคาร ท. ได้รับหนังสืออายัด จำเลยที่ 2 มีเงินอยู่ในบัญชีประมาณ 2,000,000 บาท ซี่งหากเป็นความจริงธนาคาร ท. จะต้องส่งเงินตามหนังสืออายัดจนครบจำนวนที่อายัดไว้จำนวน 1,038,609 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี หรือถ้าได้ข้อเท็จจริงเป็นประการอื่นก็ให้มีคำสั่งไปตามรูปคดี เช่นนี้ การที่ศาลชั้นต้นไม่ไต่สวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏชัดว่า ขณะธนาคาร ท. ได้รับหนังสือแจ้งอายัด จำเลยทั้งสองมีเงินฝากอยู่ในบัญชีเงินฝากที่ธนาคารจำนวนเท่าใดและเป็นความจริงดังที่โจทก์แถลงหรือไม่ก่อน กลับด่วนวินิจฉัยว่า ธนาคาร ท. ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดแล้ว ให้ยกคำขอของเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นไม่ชอบ จึงเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นไต่สวนว่าเป็นความจริงดังที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างหรือไม่ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 794,740.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 730,465.97 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสืออายัดเงินฝากของจำเลยทั้งสองที่อยู่ในบัญชีเงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นเงินจำนวน 1,038,609 บาท ตามหนังสือลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 เมื่อธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสืออายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วแจ้งว่ามีบัญชีเงินฝากออกทรัพย์และบัญชีเงินฝากเดินสะพัดชื่อบัญชีจำเลยที่ 2 อยู่ที่สาขาพระราม 9 รวม 2 บัญชี และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพระราม 9 ได้แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ที่สาขาพระราม 9 คงเหลือเงินจำนวน 692.14 บาท แล้วส่งเงินดังกล่าวมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ส่วนบัญชีเงินฝากที่จำเลยที่ 2 มีชื่อร่วมกับบุคคลอื่นธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) แจ้งว่าไม่ได้อายัด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือยืนยันขอให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) อายัดเงินฝากที่จำเลยทั้งสองมีชื่อในบัญชีเงินฝากพร้อมกับบุคคลอื่นด้วย และให้ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพระราม 9 จึงส่งเงินฝากในบัญชีที่จำเลยที่ 2 มีชื่อร่วมกับบุคคลอื่นจำนวน 430,944.30 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขอให้ศาลชั้นต้นเรียกกรรมการผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มาไต่สวนอ้างว่า นับแต่ธนาคารได้รับหนังสือแจ้งอายัดเงินเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 จำเลยที่ 2 มีเงินอยู่ในบัญชีประมาณ 2,000,000 บาท การที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไม่ส่งเงินตามหนังสืออายัดเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ค่าแห่งสิทธิเรียกร้องซึ่งอายัดไว้ต้องเสื่อมเสียไปเพราะความผิดของธนาคาร และบังคับคดีให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัด ศาลชั้นต้นสอบผู้รับมอบอำนาจกรรมการผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เจ้าพนักงานบังคับคดีและโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดแล้ว หากการที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไม่อายัดเงินที่มีอยู่ในบัญชีของจำเลยที่ 2 ร่วมกับบุคคลอื่นในขณะที่มีคำสั่งอายัดครั้งแรก ทำให้ค่าแห่งสิทธิเรียกร้องซึ่งอายัดไว้ต้องเสื่อมเสียเพราะความผิดของธนาคารก็เป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องไปฟ้องเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจะบังคับในคดีไม่ได้ และไม่อาจบังคับให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ส่งเงินที่เหลือให้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ให้ยกคำขอของเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์อุทธรณ์ข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่าธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจอายัดเงินที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิจะได้รับจากบุคคลภายนอกได้ ดังนั้น เมื่อธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสืออายัดเงินฝากบัญชีของจำเลยทั้งสองจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วไม่คัดค้านถือว่าการอายัดมีผลเป็นการอายัดเงินฝากของจำเลยทั้งสองที่ฝากอยู่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทุกสาขาและทุกบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดโดยการอายัดและส่งเงินที่มีอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองทุกบัญชีที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิเบิกจากธนาคารซึ่งรวมทั้งที่มีชื่อในบัญชีร่วมกับบุคคลอื่นด้วยให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคท้าย การที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไม่อายัดและส่งเงินฝากที่จำเลยที่ 2 มีชื่อร่วมกับบุคคลอื่นจนได้รับหนังสือยืนยันการอายัดและส่งเงินที่เหลือในบัญชีหลังจากได้รับหนังสืออายัดครั้งแรกเป็นเวลาถึง 4 เดือน นั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามหนังสือแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนโดยอ้างว่าผู้แทนโจทก์แถลงว่าขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสืออายัดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 จำเลยที่ 2 มีเงินอยู่ในบัญชีประมาณ 2,000,000 บาท ซึ่งหากเป็นความจริงธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จะต้องส่งเงินตามหนังสืออายัดจนครบจำนวนที่อายัดไว้จำนวน 1,038,609 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี หรือถ้าได้ข้อเท็จจริงเป็นประการอื่นก็ให้มีคำสั่งไปตามรูปคดี เช่นนี้ การที่ศาลชั้นต้นไม่ไต่สวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏชัดว่าขณะธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสือแจ้งอายัดจำเลยทั้งสองมีเงินฝากอยู่ในบัญชีเงินฝากที่ธนาคารจำนวนเท่าใดและเป็นความจริงดังที่โจทก์แถลงหรือไม่ก่อน กลับด่วนวินิจฉัยว่าธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดแล้ว ให้ยกคำขอของเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นไม่ชอบ จึงเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นไต่สวนว่าเป็นความจริงดังที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างหรือไม่ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงตามหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 หากมีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ครบตามจำนวนที่แจ้งอายัดก็ให้มีคำสั่งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีจนครบตามจำนวนที่แจ้งอายัด แต่ถ้าได้ความเป็นประการอื่นก็ให้พิจารณาสั่งตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่แล้ว. (สถิตย์ ทาวุฒิ-จรัส พวงมณี-พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร) ศาลแพ่ง - นายณัฐนันท์ ดุลดำเกิง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269042
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายณัฐนันท์ ดุลดำเกิง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015498"
    }
}
date
2550
deka_no
5725/2550
deka_running_no
5725
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "จรัส พวงมณี",
    "พงษ์ศักดิ์ วีระเสถียร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 311",
            "ม. 312"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเอ็ม.วี.พี. มาร์เก็ตติ้ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทคอน-ไซน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 794,740.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 730,465.97 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง และเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีหนังสืออายัดเงินฝากของจำเลยทั้งสองที่อยู่ในบัญชีเงินฝากที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เป็นเงินจำนวน 1,038,609 บาท ตามหนังสือลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2545 เมื่อธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสืออายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วแจ้งว่ามีบัญชีเงินฝากออกทรัพย์และบัญชีเงินฝากเดินสะพัดชื่อบัญชีจำเลยที่ 2 อยู่ที่สาขาพระราม 9 รวม 2 บัญชี และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพระราม 9 ได้แจ้งเจ้าพนักงานบังคับคดีว่าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ที่สาขาพระราม 9 คงเหลือเงินจำนวน 692.14 บาท แล้วส่งเงินดังกล่าวมาให้เจ้าพนักงานบังคับคดี ส่วนบัญชีเงินฝากที่จำเลยที่ 2 มีชื่อร่วมกับบุคคลอื่นธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) แจ้งว่าไม่ได้อายัด เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือยืนยันขอให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) อายัดเงินฝากที่จำเลยทั้งสองมีชื่อในบัญชีเงินฝากพร้อมกับบุคคลอื่นด้วย และให้ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาพระราม 9 จึงส่งเงินฝากในบัญชีที่จำเลยที่ 2 มีชื่อร่วมกับบุคคลอื่นจำนวน 430,944.30 บาท ให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี

เจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขอให้ศาลชั้นต้นเรียกกรรมการผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) มาไต่สวนอ้างว่า นับแต่ธนาคารได้รับหนังสือแจ้งอายัดเงินเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 จำเลยที่ 2 มีเงินอยู่ในบัญชีประมาณ 2,000,000 บาท การที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไม่ส่งเงินตามหนังสืออายัดเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ค่าแห่งสิทธิเรียกร้องซึ่งอายัดไว้ต้องเสื่อมเสียไปเพราะความผิดของธนาคาร และบังคับคดีให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ส่งเงินตามหนังสือแจ้งอายัด

ศาลชั้นต้นสอบผู้รับมอบอำนาจกรรมการผู้จัดการธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เจ้าพนักงานบังคับคดีและโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดแล้ว หากการที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไม่อายัดเงินที่มีอยู่ในบัญชีของจำเลยที่ 2 ร่วมกับบุคคลอื่นในขณะที่มีคำสั่งอายัดครั้งแรก ทำให้ค่าแห่งสิทธิเรียกร้องซึ่งอายัดไว้ต้องเสื่อมเสียเพราะความผิดของธนาคารก็เป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาต้องไปฟ้องเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหากจะบังคับในคดีไม่ได้ และไม่อาจบังคับให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ส่งเงินที่เหลือให้เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ให้ยกคำขอของเจ้าพนักงานบังคับคดี

โจทก์อุทธรณ์ข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการแรกว่าธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ยึดอายัดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสองแล้ว เจ้าพนักงานบังคับคดีย่อมมีอำนาจอายัดเงินที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิจะได้รับจากบุคคลภายนอกได้ ดังนั้น เมื่อธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสืออายัดเงินฝากบัญชีของจำเลยทั้งสองจากเจ้าพนักงานบังคับคดีแล้วไม่คัดค้านถือว่าการอายัดมีผลเป็นการอายัดเงินฝากของจำเลยทั้งสองที่ฝากอยู่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทุกสาขาและทุกบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งอายัดโดยการอายัดและส่งเงินที่มีอยู่ในบัญชีเงินฝากของจำเลยทั้งสองทุกบัญชีที่จำเลยทั้งสองมีสิทธิเบิกจากธนาคารซึ่งรวมทั้งที่มีชื่อในบัญชีร่วมกับบุคคลอื่นด้วยให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีภายในเวลาที่กำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 311 วรรคท้าย การที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ไม่อายัดและส่งเงินฝากที่จำเลยที่ 2 มีชื่อร่วมกับบุคคลอื่นจนได้รับหนังสือยืนยันการอายัดและส่งเงินที่เหลือในบัญชีหลังจากได้รับหนังสืออายัดครั้งแรกเป็นเวลาถึง 4 เดือน นั้น เป็นการไม่ปฏิบัติตามหนังสือแจ้งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือขอให้ศาลชั้นต้นไต่สวนโดยอ้างว่าผู้แทนโจทก์แถลงว่าขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสืออายัดเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2545 จำเลยที่ 2 มีเงินอยู่ในบัญชีประมาณ 2,000,000 บาท ซึ่งหากเป็นความจริงธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จะต้องส่งเงินตามหนังสืออายัดจนครบจำนวนที่อายัดไว้จำนวน 1,038,609 บาท แก่เจ้าพนักงานบังคับคดี หรือถ้าได้ข้อเท็จจริงเป็นประการอื่นก็ให้มีคำสั่งไปตามรูปคดี เช่นนี้ การที่ศาลชั้นต้นไม่ไต่สวนข้อเท็จจริงให้ปรากฏชัดว่าขณะธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสือแจ้งอายัดจำเลยทั้งสองมีเงินฝากอยู่ในบัญชีเงินฝากที่ธนาคารจำนวนเท่าใดและเป็นความจริงดังที่โจทก์แถลงหรือไม่ก่อน กลับด่วนวินิจฉัยว่าธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดแล้ว ให้ยกคำขอของเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นไม่ชอบ จึงเห็นสมควรให้ศาลชั้นต้นไต่สวนว่าเป็นความจริงดังที่เจ้าพนักงานบังคับคดีอ้างหรือไม่ ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษายกคำสั่งของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นไต่สวนข้อเท็จจริงตามหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2546 หากมีเงินฝากของจำเลยที่ 2 ครบตามจำนวนที่แจ้งอายัดก็ให้มีคำสั่งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ส่งเงินให้แก่เจ้าพนักงานบังคับคดีจนครบตามจำนวนที่แจ้งอายัด แต่ถ้าได้ความเป็นประการอื่นก็ให้พิจารณาสั่งตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำสั่งใหม่แล้ว.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000672.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550