คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6032/2549 ฉบับเต็ม

#269097
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6032/2549 นางชิด มูลจันทร์ โจทก์ ในฐานะส่วนตัวและผู้จัดการมรดก ของนายดี อู่ทรัพย์ โดยนายสมนึก มูลจันทร์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน นางเกษร บุญรอด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 224 แม้คำขอโจทก์ท้ายฟ้องจะขอให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ ซึ่งเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ที่พิพาทจำเลยเป็นผู้ครอบครองตลอดมาเท่ากับจำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทหรือไม่ ซึ่งนัยความหมายของประเด็นดังกล่าวคือโจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาทหรือไม่อันจะนำไปสู่การวินิจฉัยว่าโจทก์มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้หรือไม่ ดังนั้น ราคาของที่พิพาทในคดีนี้จึงอาจคำนวณราคาเป็นราคาเงินได้ คดีโจทก์เดิมที่บังคับขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณราคาเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้นจึงกลายเป็นคดีที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาของที่พิพาทซึ่งเท่ากับ 25,000 บาท จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 3 ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายสมนึก มูลจันทร์ ทายาทและผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่ เห็นว่า แม้คำขอโจทก์ท้ายฟ้องจะขอให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 3 ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามฟ้อง ซึ่งคำขอของโจทก์ดังกล่าวจะเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ที่พิพาทจำเลยเป็นผู้ครอบครองตลอดมาเท่ากับจำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทหรือไม่ ซึ่งนัยความหมายของประเด็นดังกล่าวคือโจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาทหรือไม่ อันจะนำไปสู่การวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้หรือไม่ ดังนั้น ราคาของที่พิพาทในคดีนี้จึงอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คดีโจทก์เดิมที่บังคับขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น จึงกลายเป็นคดีที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาของที่พิพาทซึ่งเท่ากับ 25,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมา เมื่อคดีโจทก์เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วจึงหาจำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปว่า คดีโจทก์เป็นการฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์-สิทธิชัย รุ่งตระกูล-ธนัท วิรบุตร์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269097
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021695"
    }
}
date
2549
deka_no
6032/2549
deka_running_no
6032
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์",
    "สิทธิชัย รุ่งตระกูล",
    "ธนัท วิรบุตร์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 224"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางชิด มูลจันทร์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ในฐานะส่วนตัวและผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ของนายดี อู่ทรัพย์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยนายสมนึก มูลจันทร์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางเกษร บุญรอด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 3 ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก และสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์จำนวน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอีกเดือนละ 10,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินของโจทก์

จำเลยให้การปฏิเสธ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่กรรม นายสมนึก มูลจันทร์ ทายาทและผู้จัดการมรดกของโจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์เป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้และเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละสี่พันบาทหรือไม่ เห็นว่า แม้คำขอโจทก์ท้ายฟ้องจะขอให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 15 หมู่ที่ 3 ตำบลทองหลาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก พร้อมสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ออกไปจากที่ดินของโจทก์ตามฟ้อง ซึ่งคำขอของโจทก์ดังกล่าวจะเป็นการขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ก็ตาม แต่เมื่อจำเลยให้การต่อสู้คดีว่า ที่พิพาทจำเลยเป็นผู้ครอบครองตลอดมาเท่ากับจำเลยให้การว่าที่พิพาทเป็นของจำเลย ศาลชั้นต้นจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่พิพาทหรือไม่ ซึ่งนัยความหมายของประเด็นดังกล่าวคือโจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาทหรือไม่ อันจะนำไปสู่การวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิที่จะขอให้จำเลยพร้อมทั้งบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้หรือไม่ ดังนั้น ราคาของที่พิพาทในคดีนี้จึงอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ คดีโจทก์เดิมที่บังคับขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีไม่มีทุนทรัพย์นั้น จึงกลายเป็นคดีที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้หรือคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาของที่พิพาทซึ่งเท่ากับ 25,000 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมา เมื่อคดีโจทก์เป็นคดีที่มีทุนทรัพย์ตามที่ได้วินิจฉัยมาแล้วจึงหาจำต้องวินิจฉัยอีกต่อไปว่า คดีโจทก์เป็นการฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ หรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000727.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549