คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2473/2549 ฉบับเต็ม

#269098
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2473/2549 พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุโขทัย โจทก์ นายอ. จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 20, มาตรา 122 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 122 เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจพิเศษเฉพาะแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้คดีใดอุทธรณ์หรือไม่ แทนที่จะเป็นอำนาจของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนั้นดังเช่นคดีอาญาทั่ว ๆ ไป จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด ดังนั้น การที่มาตรา 122 ใช้ถ้อยคำว่า "...อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว..." จึงมิได้หมายความว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ การระบุชื่อตำแหน่งทั้งสองตำแหน่งก็เป็นเพียงการระบุชื่อตำแหน่งของผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ของแต่ละศาลให้ถูกต้องกับศาลนั้น ๆ เท่านั้น หากแปลความว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ด้วย ก็จะมีผลทำให้คดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีผู้พิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ถึง 2 คน และได้รับการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวถึง 2 ครั้ง ซึ่งแตกต่างจากคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอันเป็นการได้รับสิทธิไม่เท่าเทียมกัน แม้ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 20 จะกำหนดให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นผู้รับผิดชอบงานของศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วราชอาณาจักร โดยให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และอธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ก็เป็นความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่เฉพาะที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมระบุไว้เท่านั้น มิได้ครอบคลุมถึงอำนาจในการพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ ซึ่งได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 122 ดังนั้น การพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์จึงต้องเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวนั้น เท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83, 58, 33 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 56/2545 ถึงหมายเลขดำที่ 59/2545 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อทั้ง 4 คดี ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 83 (ที่ถูก มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83) เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สภาพแวดล้อม ทั้งสภาพความผิด ประกอบกับรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุโขทัยแล้ว ปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ จึงลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่ง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี จำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวม 4 คดี ประกอบกับในระหว่างถูกควบคุมในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุโขทัย จำเลยได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาท จึงเห็นสมควรอบรมขัดเกลานิสัยและความประพฤติ ซึ่งจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าจะให้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 3 ปี นับแต่วันพิพากษา ให้จำเลยเรียนจบวิชาสามัญและฝึกวิชาชีพตามถนัด ส่วนคำขอที่ให้นับโทษต่อนั้น เนื่องจากศาลมิได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก จึงไม่มีโทษที่จะนับต่อ ให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ หากพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ก็ขอให้ส่งไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ และส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมถ้อยคำสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณา อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอนุญาตให้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางไม่มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ พิพากษายืน ความผิดฐานลักทรัพย์ให้ยก จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษากำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลย โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมไม่เกิน 3 ปี อันเป็นคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 (2) จำเลยอุทธรณ์ดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่ให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวและอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ แต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณาแล้วอนุญาตให้อุทธรณ์ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวอื่นหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 บัญญัติว่า "ในคดีซึ่งห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคและอนุญาตให้อุทธรณ์ ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป" อันเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจพิเศษเฉพาะแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้คดีใดอุทธรณ์หรือไม่ แทนที่จะเป็นอำนาจของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนั้นดังเช่นคดีอาญาทั่ว ๆ ไป จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด บทบัญญัติในมาตรา 122 ดังกล่าวมิได้มีข้อความให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางที่จะพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์รวมไปถึงคดีอื่นนอกเขตอำนาจได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งหากกฎหมายมีเจตนารมณ์เช่นนั้นก็คงจะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเช่นเดียวกับที่บัญญัติให้อำนาจไว้ในมาตรา 87 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจวางระเบียบปฏิบัติของที่ปรึกษากฎหมายในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว" ดังนั้น การที่มาตรา 122 ใช้ถ้อยคำว่า "...อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว..." จึงมิได้ถึงกับทำให้มีความหมายว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ การระบุชื่อตำแหน่งทั้งสองตำแหน่งก็เป็นเพียงการระบุชื่อตำแหน่งของผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ของแต่ละศาลให้ถูกต้องกับศาลนั้น ๆ เท่านั้น หากแปลความว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ด้วย ก็จะมีผลทำให้คดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีผู้พิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ถึง 2 คน และได้รับการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวถึง 2 ครั้ง ซึ่งแตกต่างจากคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอันเป็นการได้รับสิทธิไม่เท่าเทียมกัน แม้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 20 จะบัญญัติว่า "อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นผู้รับผิดชอบงานของศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วราชอาณาจักร โดยให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และอธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม" ก็ตาม ก็เป็นความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่เฉพาะที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมระบุไว้เท่านั้น มิได้ครอบคลุมถึงอำนาจในการพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ ซึ่งได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 ดังที่วินิจฉัยข้างต้น ดังนั้น การพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ต้องเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวนั้นเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางไม่มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวอื่นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์-วิชา มหาคุณ-นพวรรณ อินทรัมพรรย์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การอุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญาของศาลเยาวชนและครอบครัวนั้น นอกจากจะต้องพิจารณากรณีต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติวิธีพิจารณาความอาญาเหมือนคดีอาญาทั่วไป เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวแล้ว ยังต้องพิจารณากรณีต้องห้ามอุทธรณ์ที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะด้วยอันได้แก่ บทบัญญัติมาตรา 121 ซึ่งบัญญัติว่า คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้วให้อุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา โดยมีข้อยกเว้นกรณีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ไว้ว่า เว้นแต่ในกรณีศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) กำหนดให้ใช้วิธีการตามมาตรา 74 (1) และ (5) แห่งประมวลกฎหมายอาญา (2) กำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 เว้นแต่ส่งกักและอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกินสามปี (3) กำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 105 เว้นแต่การส่งกักและอบรมนั้นมีกำหนดระยะเวลาอัตราขั้นสูงเกินสามปี ซึ่งหมายความว่าห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะดุลพินิจเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ใช้แก่จำเลยอย่างเดียว โดยมิได้อุทธรณ์เนื้อหาของคดี (หากอุทธรณ์เนื้อหาของคดีก็สามารถอุทธรณ์ดุลพินิจเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนรวมไปด้วยได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 2595/2546) อย่างไรก็ตามกรณีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 (1) - (3) ดังกล่าวสามารถอุทธรณ์ได้หากได้รับอนุญาตตามมาตรา 122 ซึ่งบัญญัติว่า ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 ถ้าอธิบดีศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ ก็มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ กรณีที่เป็นปัญหาในคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการตีความอำนาจในการพิจารณาตามมาตรา 122 ของอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางว่า เป็นอำนาจในการพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์คดีอาญาของศาลเยาวชนและครอบครัวชั้นต้นทั่วประเทศด้วยหรือไม่ โดยจำเลยในคดีนี้ซึ่งถูกศาลเยาวชนและครอบครัวแห่งหนึ่งพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี โดยให้เปลี่ยนโทษเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนฯ มีกำหนดขั้นต่ำ 6 เดือน ขั้นสูง 3 ปี ยื่นอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษซึ่งศาลฎีกาเคยวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้ในคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 1537/2541 ว่า การอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษเท่ากับอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษแทนการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนจึงเป็นอุทธรณ์ที่เกี่ยวกับการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ศาลชั้นต้นกำหนดแก่จำเลย จำเลยจึงทำคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวนั้นพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์มาด้วยโดยระบุว่า หากไม่อนุญาตก็ขอให้ส่งคำร้องและสำนวนไปยังอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเพื่อพิจารณา เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาที่ต้องตีความในเรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะการเรียกชื่อตำแหน่งหัวหน้าศาลชั้นต้น ที่ตั้งในเขตกรุงเทพมหานครแตกต่างจากหัวหน้าศาลในต่างจังหวัด ซึ่งแต่เดิมมีเฉพาะอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งและศาลอาญา ซึ่งมีเหตุผลอธิบายได้ว่าศาลแพ่งและศาลอาญามีอำนาจพิจารณาพิพากษากว้างขวางกว่าศาลชั้นต้นอื่น ๆ เพราะมีอำนาจในการรับพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร แต่ในปัจจุบันมีการจัดตั้งศาลชั้นต้นในกรุงเทพมหานครอีกหลายศาลทำให้มีตำแหน่งอธิบดีศาลชั้นต้นในกรุงเทพมหานครอีกหลายตำแหน่ง เช่น อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีอำนาจไม่แตกต่างจากผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นในต่างจังหวัดแต่ประการใด แต่ก็ทำให้บุคคลภายนอกรวมทั้งคู่ความผู้มีอรรถคดีเกิดความสับสน ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางไม่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาของศาลเยาวชนและครอบครัวอื่นว่าจะอนุญาตให้อุทธรณ์หรือไม่ โดยให้เหตุผลอย่างละเอียดชัดเจนจนไม่อาจจะหาข้อโต้แย้งได้ ซึ่งเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นมาก็คือ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีฐานะเป็นศาลชั้นต้น ฉะนั้นอำนาจของอธิบดีศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในทางตุลาการจึงไม่แตกต่างจากผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นอื่น มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า กฎหมายใช้คำเรียกชื่อตำแหน่ง ดังนั้น จึงน่าจะหมายถึงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นองค์คณะในคำพิพากษาหรือดำรงตำแหน่งในขณะที่มีการพิจารณาพิพากษาหรืออ่านคำพิพากษาฉบับนั้น ถ้าหากอธิบดีผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลย้ายไปแล้ว ก็เป็นอำนาจของผู้ที่ย้ายมาใหม่ที่จะพิจารณา นอกจากนี้ กรณีตามปัญหาที่เกิดขึ้นคดีนี้ มีข้อน่าพิจารณาเกี่ยวกับหลักการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดว่า ได้รับความคุ้มครองถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้วหรือไม่ เพราะเหตุผลสำคัญที่ต้องมีการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวขึ้นนั้นก็โดยมีวัตถุประสงค์จะให้เด็กและเยาวชนได้รับการคุ้มครองดูแลเป็นพิเศษแตกต่างจากคดีทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 82 ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งมีใจความสำคัญว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีที่มีข้อหาว่า เด็กและเยาวชนกระทำความผิดนั้น ให้ศาลคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคต และมุ่งสงเคราะห์ให้เด็กและเยาชนให้กลับตัวเป็นพลเมืองดียิ่งเสียกว่าการลงโทษ และในมาตรา 77 บัญญัติว่า การพิจารณาคดีอาญาที่เด็กและเยาวชนเป็นจำเลย ไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาโดยเคร่งครัด แล้ว จะเห็นได้ว่า เป็นการมุ่งเน้นให้ความคุ้มครองดูแลเด็กและเยาวชนมากเสียยิ่งกว่าคดีอาญาโดยทั่วไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กฎหมายคุ้มครองดูแลเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ การให้สิทธิแก่เด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ต่อไปนั้น เป็นการคุ้มครองสิทธิประการหนึ่ง แต่เหตุใดกฎหมายกลับมาให้อำนาจเป็นการเฉพาะและเด็ดขาดแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเท่านั้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 685/2542 วินิจฉัยว่าเป็นดุลพินิจเฉพาะ ไม่อาจอุทธรณ์ได้) และตัดสิทธิของผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวที่นั่งพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ซึ่งในทางความเป็นจริงอาจมีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณามีความเห็นแตกต่างและเป็นความเห็นในทางที่เป็นประโยชน์แก่เด็กและเยาวชนมากกว่า แต่แพ้มติในการประชุมปรึกษาคดีก็เป็นได้ ทั้งอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลส่วนใหญ่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีดังกล่าวทำให้ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางหรือไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับเด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิดหรือผู้ปกครองของเด็กและเยาวชน คงเพียงแต่ตรวจสำนวนเพื่อประกอบการพิจารณาเท่านั้น แต่ผลของคำสั่งไม่อนุญาตมีผลทำให้คดีนั้นเสร็จเด็ดขาดไปในศาลชั้นต้นนั้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงในคดีอาญาทั่วไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ แล้ว จะเห็นว่า ในคดีที่จำเลยเป็นผู้ใหญ่นั้น เพียงแต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่ให้รอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษ หรือลงโทษปรับประการเดียวแต่เกินหนึ่งพันบาท จำเลยก็สามารถอุทธรณ์โต้แย้งได้ทันที แต่คดีที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอธิบดีผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเพียงผู้เดียวว่าจะอนุญาตให้อุทธรณ์หรือไม่ แม้ว่าในทางทฤษฎีจะพยายามให้เหตุผลว่า การส่งจำเลยไปฝึกและอบรมเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ไม่ใช่โทษ ถือว่าเบากว่าการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษก็ตาม แต่ในทางความเป็นจริงแล้วผลกระทบที่มีต่อเด็กและเยาวชนและผู้ปกครองไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งเด็กหรือเยาวชนไปฝึกและอบรมแม้แต่เพียงวันเดียวก็ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเด็กและเยาวชนแล้วจำเลยที่เป็นผู้ใหญ่ซึ่งยังไม่ถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ เพียงศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดแต่ให้รอการลงโทษ ก็สามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ได้ทันที แต่เด็กและเยาวชนที่ถูกส่งฝึกอบรมเป็นปี ๆ กลับถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ เป็นเรื่องที่หาเหตุผลอธิบายให้เข้าใจได้ยาก เป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นเด็กหรือเยาวชนพยายามดิ้นรนหาช่องทางเพื่อให้คดีของตนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยเมื่อได้รับการปฏิเสธจากผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวดังเช่นจำเลยในคดีนี้ ผู้บันทึกจึงเห็นว่าแม้การตีความอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวตามมาตรา 122 ในคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้น่าจะชอบด้วยเหตุผลจนไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ผลของการนี้ทำให้ข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ของเด็กและเยาวชนตามมาตรา 121 เคร่งครัดมากซึ่งน่าจะไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชนเพราะมีผลทำให้เด็กและเยาวชนถูกจำกัดสิทธิมากกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น การตีความกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 (1) - (3) ซึ่งเป็นบทบัญญัติข้อยกเว้นน่าจะต้องตีความโดยเคร่งครัด และต้องไม่เป็นการตัดสิทธิของเด็กและเยาวชนให้มีสิทธิน้อยกว่าคดีอาญาโดยทั่วไป เพราะนอกจากจะขัดต่อเหตุผลแล้วยังน่าจะขัดเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวอีกด้วย จึงเห็นว่า การตีความกรณีต้องห้ามในการอุทธรณ์เกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน น่าจะหมายถึง การที่เด็กหรือเยาวชน อุทธรณ์คัดค้านการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนโดยตรง อาทิ เช่น วิธีการที่ใช้สำหรับฝึกอบรม สถานที่ ระยะเวลาการฝึกอบรม เป็นต้น แต่หากเด็กหรือเยาวชนอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษดังเช่นคดีนี้ ย่อมไม่เป็นการโต้แย้งวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนโดยตรง จึงไม่น่าจะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 121 แต่อย่างใด อโนชา ชีวิตโสภณ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269098
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082025029"
    }
}
date
2549
deka_no
2473/2549
deka_running_no
2473
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์",
    "วิชา มหาคุณ",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 20",
            "ม. 122"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสุโขทัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83, 58, 33 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 56/2545 ถึงหมายเลขดำที่ 59/2545 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อทั้ง 4 คดี

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357, 83 (ที่ถูก มาตรา 357 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 83) เมื่อคำนึงถึงอายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ นิสัย อาชีพ สภาพแวดล้อม ทั้งสภาพความผิด ประกอบกับรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหรือเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุโขทัยแล้ว ปรากฏว่าขณะกระทำความผิดจำเลยมีอายุ 17 ปีเศษ จึงลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 กึ่งหนึ่ง จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี จำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์รวม 4 คดี ประกอบกับในระหว่างถูกควบคุมในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสุโขทัย จำเลยได้ก่อเหตุทะเลาะวิวาท จึงเห็นสมควรอบรมขัดเกลานิสัยและความประพฤติ ซึ่งจะเป็นผลดีแก่จำเลยยิ่งกว่าจะให้รับโทษจำคุก อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 104 (2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์มีกำหนดขั้นต่ำ 2 ปี 6 เดือน ขั้นสูง 3 ปี นับแต่วันพิพากษา ให้จำเลยเรียนจบวิชาสามัญและฝึกวิชาชีพตามถนัด ส่วนคำขอที่ให้นับโทษต่อนั้น เนื่องจากศาลมิได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก จึงไม่มีโทษที่จะนับต่อ ให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวอนุญาตให้อุทธรณ์ หากพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ก็ขอให้ส่งไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ และส่งคำร้องดังกล่าวพร้อมถ้อยคำสำนวนไปให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณา อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอนุญาตให้อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางไม่มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ พิพากษายืน ความผิดฐานลักทรัพย์ให้ยก

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษากำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนแก่จำเลย โดยให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกและอบรมไม่เกิน 3 ปี อันเป็นคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 (2) จำเลยอุทธรณ์ดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่ให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน พร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวและอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ตามมาตรา 122 ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวพิจารณาแล้วไม่อนุญาตให้อุทธรณ์ แต่อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิจารณาแล้วอนุญาตให้อุทธรณ์ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวอื่นหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 บัญญัติว่า "ในคดีซึ่งห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 ถ้าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาคและอนุญาตให้อุทธรณ์ ก็ให้รับอุทธรณ์นั้นไว้พิจารณาต่อไป" อันเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจพิเศษเฉพาะแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นผู้พิจารณาว่าสมควรอนุญาตให้คดีใดอุทธรณ์หรือไม่ แทนที่จะเป็นอำนาจของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาคดีนั้นดังเช่นคดีอาญาทั่ว ๆ ไป จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด บทบัญญัติในมาตรา 122 ดังกล่าวมิได้มีข้อความให้อำนาจอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางที่จะพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์รวมไปถึงคดีอื่นนอกเขตอำนาจได้อย่างชัดแจ้ง ซึ่งหากกฎหมายมีเจตนารมณ์เช่นนั้นก็คงจะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้งเช่นเดียวกับที่บัญญัติให้อำนาจไว้ในมาตรา 87 ซึ่งบัญญัติว่า "ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจวางระเบียบปฏิบัติของที่ปรึกษากฎหมายในศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว" ดังนั้น การที่มาตรา 122 ใช้ถ้อยคำว่า "...อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว..." จึงมิได้ถึงกับทำให้มีความหมายว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ การระบุชื่อตำแหน่งทั้งสองตำแหน่งก็เป็นเพียงการระบุชื่อตำแหน่งของผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ของแต่ละศาลให้ถูกต้องกับศาลนั้น ๆ เท่านั้น หากแปลความว่าอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีอำนาจพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางได้ด้วย ก็จะมีผลทำให้คดีที่อยู่นอกเขตอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีผู้พิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ถึง 2 คน และได้รับการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวถึง 2 ครั้ง ซึ่งแตกต่างจากคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอันเป็นการได้รับสิทธิไม่เท่าเทียมกัน แม้พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 20 จะบัญญัติว่า "อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเป็นผู้รับผิดชอบงานของศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วราชอาณาจักร โดยให้มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และอธิบดีผู้พิพากษาภาคตามที่บัญญัติไว้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม" ก็ตาม ก็เป็นความรับผิดชอบและอำนาจหน้าที่เฉพาะที่พระธรรมนูญศาลยุติธรรมระบุไว้เท่านั้น มิได้ครอบคลุมถึงอำนาจในการพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ ซึ่งได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะในพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 122 ดังที่วินิจฉัยข้างต้น ดังนั้น การพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ต้องเป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวนั้นเท่านั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางไม่มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ในคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลเยาวชนและครอบครัวอื่นนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การอุทธรณ์คำพิพากษาคดีอาญาของศาลเยาวชนและครอบครัวนั้น นอกจากจะต้องพิจารณากรณีต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติวิธีพิจารณาความอาญาเหมือนคดีอาญาทั่วไป เนื่องจากพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 บัญญัติให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้บังคับแก่คดีเยาวชนและครอบครัวแล้ว ยังต้องพิจารณากรณีต้องห้ามอุทธรณ์ที่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวบัญญัติไว้เป็นการเฉพาะด้วยอันได้แก่ บทบัญญัติมาตรา 121 ซึ่งบัญญัติว่า คดีที่ศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งแล้วให้อุทธรณ์ฎีกาต่อไปได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความเหมือนคดีธรรมดา โดยมีข้อยกเว้นกรณีต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ไว้ว่า เว้นแต่ในกรณีศาลเยาวชนและครอบครัวได้พิพากษาหรือมีคำสั่งกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) กำหนดให้ใช้วิธีการตามมาตรา 74 (1) และ (5) แห่งประมวลกฎหมายอาญา (2) กำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 104 เว้นแต่ส่งกักและอบรมมีกำหนดระยะเวลาเกินสามปี (3) กำหนดให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนตามมาตรา 105 เว้นแต่การส่งกักและอบรมนั้นมีกำหนดระยะเวลาอัตราขั้นสูงเกินสามปี ซึ่งหมายความว่าห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะดุลพินิจเกี่ยวกับการกำหนดวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ศาลชั้นต้นกำหนดให้ใช้แก่จำเลยอย่างเดียว โดยมิได้อุทธรณ์เนื้อหาของคดี (หากอุทธรณ์เนื้อหาของคดีก็สามารถอุทธรณ์ดุลพินิจเกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนรวมไปด้วยได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 2595/2546) อย่างไรก็ตามกรณีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 (1) - (3) ดังกล่าวสามารถอุทธรณ์ได้หากได้รับอนุญาตตามมาตรา 122 ซึ่งบัญญัติว่า ในคดีซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 ถ้าอธิบดีศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว เห็นว่า ข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลอุทธรณ์ ก็มีอำนาจอนุญาตให้อุทธรณ์ได้ กรณีที่เป็นปัญหาในคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้เกิดขึ้นเนื่องจากการตีความอำนาจในการพิจารณาตามมาตรา 122 ของอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางว่า เป็นอำนาจในการพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์คดีอาญาของศาลเยาวชนและครอบครัวชั้นต้นทั่วประเทศด้วยหรือไม่ โดยจำเลยในคดีนี้ซึ่งถูกศาลเยาวชนและครอบครัวแห่งหนึ่งพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี โดยให้เปลี่ยนโทษเป็นส่งจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนฯ มีกำหนดขั้นต่ำ 6 เดือน ขั้นสูง 3 ปี ยื่นอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษซึ่งศาลฎีกาเคยวินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานไว้ในคำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 1537/2541 ว่า การอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษเท่ากับอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษแทนการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนจึงเป็นอุทธรณ์ที่เกี่ยวกับการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ศาลชั้นต้นกำหนดแก่จำเลย จำเลยจึงทำคำร้องขอให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวนั้นพิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์มาด้วยโดยระบุว่า หากไม่อนุญาตก็ขอให้ส่งคำร้องและสำนวนไปยังอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเพื่อพิจารณา เหตุผลประการหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาที่ต้องตีความในเรื่องนี้น่าจะเป็นเพราะการเรียกชื่อตำแหน่งหัวหน้าศาลชั้นต้น ที่ตั้งในเขตกรุงเทพมหานครแตกต่างจากหัวหน้าศาลในต่างจังหวัด ซึ่งแต่เดิมมีเฉพาะอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งและศาลอาญา ซึ่งมีเหตุผลอธิบายได้ว่าศาลแพ่งและศาลอาญามีอำนาจพิจารณาพิพากษากว้างขวางกว่าศาลชั้นต้นอื่น ๆ เพราะมีอำนาจในการรับพิจารณาพิพากษาคดีที่เกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร แต่ในปัจจุบันมีการจัดตั้งศาลชั้นต้นในกรุงเทพมหานครอีกหลายศาลทำให้มีตำแหน่งอธิบดีศาลชั้นต้นในกรุงเทพมหานครอีกหลายตำแหน่ง เช่น อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาธนบุรี อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญากรุงเทพใต้ เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีอำนาจไม่แตกต่างจากผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นในต่างจังหวัดแต่ประการใด แต่ก็ทำให้บุคคลภายนอกรวมทั้งคู่ความผู้มีอรรถคดีเกิดความสับสน ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางไม่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญาของศาลเยาวชนและครอบครัวอื่นว่าจะอนุญาตให้อุทธรณ์หรือไม่ โดยให้เหตุผลอย่างละเอียดชัดเจนจนไม่อาจจะหาข้อโต้แย้งได้ ซึ่งเหตุผลสำคัญประการหนึ่งที่ศาลฎีกาหยิบยกขึ้นมาก็คือ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีฐานะเป็นศาลชั้นต้น ฉะนั้นอำนาจของอธิบดีศาลเยาวชนและครอบครัวกลางในทางตุลาการจึงไม่แตกต่างจากผู้พิพากษาหัวหน้าศาลชั้นต้นอื่น มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า กฎหมายใช้คำเรียกชื่อตำแหน่ง ดังนั้น จึงน่าจะหมายถึงตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะที่จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาอนุญาตให้อุทธรณ์ โดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นองค์คณะในคำพิพากษาหรือดำรงตำแหน่งในขณะที่มีการพิจารณาพิพากษาหรืออ่านคำพิพากษาฉบับนั้น ถ้าหากอธิบดีผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลย้ายไปแล้ว ก็เป็นอำนาจของผู้ที่ย้ายมาใหม่ที่จะพิจารณา นอกจากนี้ กรณีตามปัญหาที่เกิดขึ้นคดีนี้ มีข้อน่าพิจารณาเกี่ยวกับหลักการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดว่า ได้รับความคุ้มครองถูกต้องตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมายแล้วหรือไม่ เพราะเหตุผลสำคัญที่ต้องมีการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวขึ้นนั้นก็โดยมีวัตถุประสงค์จะให้เด็กและเยาวชนได้รับการคุ้มครองดูแลเป็นพิเศษแตกต่างจากคดีทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรา 82 ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งมีใจความสำคัญว่า ในการพิจารณาพิพากษาคดีที่มีข้อหาว่า เด็กและเยาวชนกระทำความผิดนั้น ให้ศาลคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคต และมุ่งสงเคราะห์ให้เด็กและเยาชนให้กลับตัวเป็นพลเมืองดียิ่งเสียกว่าการลงโทษ และในมาตรา 77 บัญญัติว่า การพิจารณาคดีอาญาที่เด็กและเยาวชนเป็นจำเลย ไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาโดยเคร่งครัด แล้ว จะเห็นได้ว่า เป็นการมุ่งเน้นให้ความคุ้มครองดูแลเด็กและเยาวชนมากเสียยิ่งกว่าคดีอาญาโดยทั่วไป หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กฎหมายคุ้มครองดูแลเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ การให้สิทธิแก่เด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ต่อไปนั้น เป็นการคุ้มครองสิทธิประการหนึ่ง แต่เหตุใดกฎหมายกลับมาให้อำนาจเป็นการเฉพาะและเด็ดขาดแก่อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเท่านั้น (คำพิพากษาฎีกาที่ 685/2542 วินิจฉัยว่าเป็นดุลพินิจเฉพาะ ไม่อาจอุทธรณ์ได้) และตัดสิทธิของผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวที่นั่งพิจารณาพิพากษาคดีนั้น ซึ่งในทางความเป็นจริงอาจมีผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณามีความเห็นแตกต่างและเป็นความเห็นในทางที่เป็นประโยชน์แก่เด็กและเยาวชนมากกว่า แต่แพ้มติในการประชุมปรึกษาคดีก็เป็นได้ ทั้งอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลส่วนใหญ่ไม่ได้นั่งพิจารณาคดีดังกล่าวทำให้ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางหรือไม่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับเด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิดหรือผู้ปกครองของเด็กและเยาวชน คงเพียงแต่ตรวจสำนวนเพื่อประกอบการพิจารณาเท่านั้น แต่ผลของคำสั่งไม่อนุญาตมีผลทำให้คดีนั้นเสร็จเด็ดขาดไปในศาลชั้นต้นนั้นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงในคดีอาญาทั่วไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ แล้ว จะเห็นว่า ในคดีที่จำเลยเป็นผู้ใหญ่นั้น เพียงแต่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด แต่ให้รอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษ หรือลงโทษปรับประการเดียวแต่เกินหนึ่งพันบาท จำเลยก็สามารถอุทธรณ์โต้แย้งได้ทันที แต่คดีที่เด็กหรือเยาวชนเป็นจำเลย ต้องขึ้นอยู่กับดุลพินิจของอธิบดีผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเพียงผู้เดียวว่าจะอนุญาตให้อุทธรณ์หรือไม่ แม้ว่าในทางทฤษฎีจะพยายามให้เหตุผลว่า การส่งจำเลยไปฝึกและอบรมเป็นวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนที่ไม่ใช่โทษ ถือว่าเบากว่าการรอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษก็ตาม แต่ในทางความเป็นจริงแล้วผลกระทบที่มีต่อเด็กและเยาวชนและผู้ปกครองไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการส่งเด็กหรือเยาวชนไปฝึกและอบรมแม้แต่เพียงวันเดียวก็ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของเด็กและเยาวชนแล้วจำเลยที่เป็นผู้ใหญ่ซึ่งยังไม่ถูกจำกัดสิทธิและเสรีภาพ เพียงศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดแต่ให้รอการลงโทษ ก็สามารถใช้สิทธิในการอุทธรณ์ได้ทันที แต่เด็กและเยาวชนที่ถูกส่งฝึกอบรมเป็นปี ๆ กลับถูกจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ เป็นเรื่องที่หาเหตุผลอธิบายให้เข้าใจได้ยาก เป็นเหตุให้จำเลยซึ่งเป็นเด็กหรือเยาวชนพยายามดิ้นรนหาช่องทางเพื่อให้คดีของตนขึ้นสู่การพิจารณาของศาลอุทธรณ์โดยเมื่อได้รับการปฏิเสธจากผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวดังเช่นจำเลยในคดีนี้ ผู้บันทึกจึงเห็นว่าแม้การตีความอำนาจของอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวตามมาตรา 122 ในคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้น่าจะชอบด้วยเหตุผลจนไม่มีข้อโต้แย้ง แต่ผลของการนี้ทำให้ข้อจำกัดสิทธิในการอุทธรณ์ของเด็กและเยาวชนตามมาตรา 121 เคร่งครัดมากซึ่งน่าจะไม่ถูกต้องตามเจตนารมณ์ของการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชนเพราะมีผลทำให้เด็กและเยาวชนถูกจำกัดสิทธิมากกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น การตีความกรณีต้องห้ามอุทธรณ์ตามมาตรา 121 (1) - (3) ซึ่งเป็นบทบัญญัติข้อยกเว้นน่าจะต้องตีความโดยเคร่งครัด และต้องไม่เป็นการตัดสิทธิของเด็กและเยาวชนให้มีสิทธิน้อยกว่าคดีอาญาโดยทั่วไป เพราะนอกจากจะขัดต่อเหตุผลแล้วยังน่าจะขัดเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวอีกด้วย จึงเห็นว่า การตีความกรณีต้องห้ามในการอุทธรณ์เกี่ยวกับวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชน น่าจะหมายถึง การที่เด็กหรือเยาวชน อุทธรณ์คัดค้านการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนโดยตรง อาทิ เช่น วิธีการที่ใช้สำหรับฝึกอบรม สถานที่ ระยะเวลาการฝึกอบรม เป็นต้น แต่หากเด็กหรือเยาวชนอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษหรือรอการกำหนดโทษดังเช่นคดีนี้ ย่อมไม่เป็นการโต้แย้งวิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนโดยตรง จึงไม่น่าจะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว มาตรา 121 แต่อย่างใด อโนชา ชีวิตโสภณ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000758.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549