คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 584/2549 ฉบับเต็ม

#269135
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 584/2549 พนักงานอัยการประจำจังหวัดศาลจังหวัดกันทรลักษณ์ โจทก์ นายม้าหรือแสนเมือง ฉลาดศรี จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 172, มาตรา 174, มาตรา 176 พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยเนื่องจากศาลชั้นต้นรับฟังตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้อง แต่ต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อนำมาประกอบดุลพินิจว่าสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยสถานใด เพียงใด และเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลย ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤตินั้นได้ แต่ถ้าศาลชั้นต้นจะใช้รายงานและความเห็นดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลชั้นต้นต้องแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้ตาม พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญาฯ มาตรา 13 คดีนี้จำเลยแถลงว่ารายงานการสืบเสาะและพินิจในส่วนที่จำเลยใช้มือฉุดดึงร่างกาย ดึงกางเกงขาสั้น และกางเกงชั้นในของผู้เสียหายลงมาบริเวณหัวเข่านั้น ไม่เป็นความจริง ส่วนข้อความอื่น ๆ เป็นความจริงทุกประการ เท่ากับว่าเมื่อศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยคัดค้านรายงานการสืบเสาะและพินิจเฉพาะส่วนดังกล่าวซึ่งเห็นว่าเป็นผลร้ายแก่จำเลยเป็นการคัดค้านตามมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ.ดำเนินการคุมประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญาฯ มิได้หมายความจำเลยให้การปฏิเสธ ทั้งยังปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาอีกว่าจำเลยรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ คดีนี้มิใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าไปขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่จำต้องสืบพยานต่อไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อคำให้การรับสารภาพของจำเลยชอบด้วยกฎหมาย และศาลชั้นต้นได้พิพากษาไปตามนั้น กระบวนพิจารณาและคำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 178 คงจำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งและอ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยทราบ จำเลยแถลงว่ารายงานการสืบเสาะและพินิจในส่วนที่ว่าจำเลยใช้มือฉุดดึงร่างกาย ดึงกางเกงขาสั้นและกางเกงชั้นในของผู้เสียหายลงมาบริเวณหัวเข่านั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งมีความหมายว่าจำเลยให้การปฏิเสธข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ศาลชั้นต้นชอบที่จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 และมาตรา 174 การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยมิได้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยเนื่องจากศาลชั้นต้นรับฟังตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้อง แต่ต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อนำมาประกอบดุลพินิจว่าสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยสถานใด เพียงใดและเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลยเท่านั้น และศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤตินั้นได้ เพียงแต่ถ้าศาลชั้นต้นจะใช้รายงานและความเห็นดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลชั้นต้นต้องแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้ตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 คดีนี้ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 ว่า จำเลยแถลงว่ารายงานการสืบเสาะและพินิจในส่วนที่ว่าจำเลยใช้มือฉุดดึงร่างกาย ดึงกางเกงขาสั้นและกางเกงชั้นในของผู้เสียลงมาบริเวณหัวเข่านั้น ไม่เป็นความจริง ส่วนข้อความอื่น ๆ ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจเป็นความจริงทุกประการ เท่ากับเมื่อศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยคัดค้านรายงานการสืบเสาะและพินิจเฉพาะส่วนดังกล่าว ซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นผลร้ายแก่จำเลย ซึ่งเป็นการคัดค้านตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ดังกล่าว มิได้หมายความว่าจำเลยให้การปฏิเสธ ทั้งยังปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวต่อไปอีกว่าจำเลยยังคงรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง คดีนี้มิใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่จำต้องสืบพยานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และศาลชั้นต้นได้พิพากษาไปตามนั้น กระบวนพิจารณาและพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" (ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์-สมชาย จุลนิติ์-นพวรรณ อินทรัมพรรย์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติไม่ใช่พยานหลักฐานที่จะใช้พิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย แต่เป็นเพียงข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่ศาลจะนำไปใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษผู้กระทำผิด ดังนั้น ถ้ารายงานดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลย จำเลยอาจคัดค้านได้และพนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานดังกล่าว ส่วนจำเลยก็มีสิทธินำพยานมาสืบหักล้างได้ การที่กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการคัดค้านและการสืบพยานหักล้างได้ ทั้งนี้ก็เพราะรายงานดังกล่าวมีผลร้ายต่อจำเลยในการที่ศาลจะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษ อย่างไรก็ตาม รายงานของพนักงานคุมประพฤติจะไปลบล้างผลของคำให้การจำเลยที่ให้การรับสารภาพไว้ไม่ได้ ถ้าข้อเท็จจริงตามรายงานดังกล่าวทำให้ศาลเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ส่งผลให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลจะใช้ข้อเท็จจริงจากรายงานดังกล่าวพิพากษายกฟ้องไม่ได้ ศาลควรเปิดโอกาสให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบ โดยศาลควรสอบถามคำให้การจำเลยอีกครั้งว่าจำเลยยังยืนยันให้การรับสารภาพหรือไม่ พรเพชร วิชิตชลชัย
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269135
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026538"
    }
}
date
2549
deka_no
584/2549
deka_running_no
584
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์",
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "นพวรรณ อินทรัมพรรย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 172",
            "ม. 174",
            "ม. 176"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีดำเนินการคุมความประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 13"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำจังหวัดศาลจังหวัดกันทรลักษณ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายม้าหรือแสนเมือง ฉลาดศรี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง จำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 178 คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งและอ่านรายงานการสืบเสาะและพินิจให้จำเลยทราบ จำเลยแถลงว่ารายงานการสืบเสาะและพินิจในส่วนที่ว่าจำเลยใช้มือฉุดดึงร่างกาย ดึงกางเกงขาสั้นและกางเกงชั้นในของผู้เสียหายลงมาบริเวณหัวเข่านั้น ไม่เป็นความจริง ซึ่งมีความหมายว่าจำเลยให้การปฏิเสธข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสอง ศาลชั้นต้นชอบที่จะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 และมาตรา 174 การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยตามฟ้องโดยมิได้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยเนื่องจากศาลชั้นต้นรับฟังตามคำฟ้องของโจทก์และคำให้การรับสารภาพของจำเลยแล้วว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำฟ้อง แต่ต้องการทราบข้อเท็จจริงเพื่อนำมาประกอบดุลพินิจว่าสมควรกำหนดโทษแก่จำเลยสถานใด เพียงใดและเพื่อกำหนดวิธีการหรือเงื่อนไขอันสมควรและเหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อจำเลยเท่านั้น และศาลชั้นต้นมีอำนาจที่จะรับฟังรายงานและความเห็นของพนักงานคุมประพฤตินั้นได้ เพียงแต่ถ้าศาลชั้นต้นจะใช้รายงานและความเห็นดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลย ศาลชั้นต้นต้องแจ้งข้อความที่เป็นผลร้ายนั้นให้จำเลยทราบ เมื่อจำเลยคัดค้าน พนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานและความเห็นก่อน และจำเลยมีสิทธิที่จะนำพยานหลักฐานมาสืบหักล้างได้ตามพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 มาตรา 13 คดีนี้ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2545 ว่า จำเลยแถลงว่ารายงานการสืบเสาะและพินิจในส่วนที่ว่าจำเลยใช้มือฉุดดึงร่างกาย ดึงกางเกงขาสั้นและกางเกงชั้นในของผู้เสียลงมาบริเวณหัวเข่านั้น ไม่เป็นความจริง ส่วนข้อความอื่น ๆ ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจเป็นความจริงทุกประการ เท่ากับเมื่อศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยคัดค้านรายงานการสืบเสาะและพินิจเฉพาะส่วนดังกล่าว ซึ่งจำเลยเห็นว่าเป็นผลร้ายแก่จำเลย ซึ่งเป็นการคัดค้านตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีดำเนินการคุมประพฤติตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2522 ดังกล่าว มิได้หมายความว่าจำเลยให้การปฏิเสธ ทั้งยังปรากฏในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับดังกล่าวต่อไปอีกว่าจำเลยยังคงรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง คดีนี้มิใช่คดีที่กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป หรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นย่อมพิพากษาโดยไม่จำต้องสืบพยานต่อไปก็ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง เมื่อไม่ปรากฏว่าคำให้การรับสารภาพของจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และศาลชั้นต้นได้พิพากษาไปตามนั้น กระบวนพิจารณาและพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติไม่ใช่พยานหลักฐานที่จะใช้พิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของจำเลย แต่เป็นเพียงข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่ศาลจะนำไปใช้ประกอบดุลพินิจในการกำหนดโทษผู้กระทำผิด ดังนั้น ถ้ารายงานดังกล่าวเป็นผลร้ายแก่จำเลย จำเลยอาจคัดค้านได้และพนักงานคุมประพฤติมีสิทธินำพยานหลักฐานเข้าสืบประกอบรายงานดังกล่าว ส่วนจำเลยก็มีสิทธินำพยานมาสืบหักล้างได้ การที่กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการคัดค้านและการสืบพยานหักล้างได้ ทั้งนี้ก็เพราะรายงานดังกล่าวมีผลร้ายต่อจำเลยในการที่ศาลจะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษ อย่างไรก็ตาม รายงานของพนักงานคุมประพฤติจะไปลบล้างผลของคำให้การจำเลยที่ให้การรับสารภาพไว้ไม่ได้ ถ้าข้อเท็จจริงตามรายงานดังกล่าวทำให้ศาลเห็นว่าเป็นข้อเท็จจริงที่ส่งผลให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลจะใช้ข้อเท็จจริงจากรายงานดังกล่าวพิพากษายกฟ้องไม่ได้ ศาลควรเปิดโอกาสให้โจทก์นำพยานหลักฐานเข้าสืบ โดยศาลควรสอบถามคำให้การจำเลยอีกครั้งว่าจำเลยยังยืนยันให้การรับสารภาพหรือไม่ พรเพชร วิชิตชลชัย
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000772.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549