คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5961/2549 ฉบับเต็ม

#269246
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5961/2549 บริษัทสยามเซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด โจทก์ กรุงเทพมหานคร กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 6 (2), มาตรา 9 (7) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (1) พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 9 (2) โจทก์เป็นบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีอากรตามภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทย คดีของโจทก์ที่ขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินและแก้คำชี้ขาดของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นคดีพิพากษาเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อมูลผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการประเมินกับการเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรที่จะพิจารณาพิพากษา ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธิพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 7 (4) มิใช่มาตรา 7 (1) โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลภาษีอากร พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ เป็นกฎหมายที่บัญญัติให้เรียกเก็บค่าภาษีจากทรัพย์สินของราษฎรซึ่งเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 9 ก็บัญญัติให้ยกเว้นทรัพย์สินจากบทบัญญัติดังกล่าวคือ (2) ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ และทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการการรถไฟโดยตรง เมื่อปรากฏว่ากิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทานเป็นกิจการเพื่อการรับขนส่งสินค้า พัสดุภัณฑ์และของอื่นๆ ซึ่งเป็นกิจการที่การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะกระทำการต่างๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ที่ให้ดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟตามความใน พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทยฯ มาตรา 6 (2) และ 9 (7) โรงเรือนที่พิพาทในคดีนี้ ซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่โจทก์ได้รับสัมปทานให้เป็นผู้ประกอบการ จึงเป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของการรถไฟโดยตรงตามมาตรา 9 (2) แห่ง พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนดังกล่าว ปัญหาดังกล่าวข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความที่เกี่ยวข้องยกขึ้นเป็นข้ออ้าง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรฯ มาตรา 17 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 สำหรับโรงเรือนและที่ดินที่เป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องสถานีเอและแก้คำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินที่ประเมินเกินไว้ 1,735,020.22 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานกิจการบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่สถานีเอ เลขที่ 33/4 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าคุณทหาร แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนและในนามของผู้ให้สัมปทานตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาสัมปทานและได้รับมอบอำนาจจากการรถไฟแห่งประเทศไทยให้ยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 เจ้าพนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตลาดกระบังของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินไปให้การรถไฟแห่งประเทศไทยผู้รับประเมินทรัพย์สินทราบว่ากำหนดค่ารายปีจากค่าธรรมเนียมสัมปทานบวกด้วยค่าประกันภัยคิดเป็นค่าภาษี 5,864,820.22 บาท การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 โจทก์ทราบการประเมินและชำระค่าภาษีทั้งสิ้นแก่จำเลยที่ 1 ผ่านการรถไฟแห่งประเทศไทยตามใบเสร็จรับเงิน แต่เห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 โดยอ้างว่าเพิ่งทราบการประเมินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยยื่นคำร้องภายหลังระยะเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงหมดสิทธิที่จะให้พิจารณาการประเมินใหม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ เห็นว่าเมื่อโจทก์เป็นบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีอากรตามภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทย คดีของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการประเมินกับเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (4) มิใช่มาตรา 7 (1) โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลภาษีอากร ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยสถานภาพผู้รับประเมินคือการรถไฟแห่งประเทศไทยเสียก่อน เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว เห็นว่า เป็นกฎหมายที่บัญญัติให้เรียกเก็บค่าภาษีจากทรัพย์สินของราษฎรซึ่งเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 9 ก็บัญญัติให้ยกเว้นทรัพย์สินจากบทบัญญัติดังกล่าวคือ (2) ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ และทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการการรถไฟโดยตรงเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ากิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทานเป็นกิจการเพื่อการรับขนส่งสินค้า พัสดุภัณฑ์และของอื่นๆ ซึ่งเป็นกิจการที่การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะกระทำการต่างๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ที่ให้ดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟตามความในพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 6 (2) และ 9 (7) จึงเห็นได้ชัดว่าโรงเรือนที่พิพาทในคดีนี้ ซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องสถานีเอ เลขที่ 33/4 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าคุณทหาร แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ของการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งโจทก์ได้รับสัมปทานให้เป็นผู้ประกอบการนั้น เป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของการรถไฟโดยตรงตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีดังกล่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความที่เกี่ยวข้องยกขึ้นเป็นข้ออ้าง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 อย่างไรก็ตาม โจทก์มิได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ตนชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งหมด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ได้เท่าจำนวนตามคำฟ้องเท่านั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการคืนค่าภาษีแก่โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่พิจารณาคำชี้ขาดในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมายจึงไม่จำต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว อุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง" พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีจำนวน 1,735,020.22 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่ฟังคำพิพากษานี้ หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำขออื่นของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ (ธนพจน์ อารยลักษณ์-ทองหล่อ โฉมงาม-โนรี จันทร์ทร) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269246
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021801"
    }
}
date
2549
deka_no
5961/2549
deka_running_no
5961
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ธนพจน์ อารยลักษณ์",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "โนรี จันทร์ทร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494",
        "sections": [
            "ม. 6 (2)",
            "ม. 9 (7)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 7 (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "sections": [
            "ม. 9 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทสยามเซอร์ไซด์ เซอร์วิส จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรุงเทพมหานคร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 สำหรับโรงเรือนและที่ดินที่เป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องสถานีเอและแก้คำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันคืนเงินที่ประเมินเกินไว้ 1,735,020.22 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับสัมปทานกิจการบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่สถานีเอ เลขที่ 33/4 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าคุณทหาร แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ของการรถไฟแห่งประเทศไทย มีหน้าที่เสียภาษีโรงเรือนและที่ดินแทนและในนามของผู้ให้สัมปทานตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาสัมปทานและได้รับมอบอำนาจจากการรถไฟแห่งประเทศไทยให้ยื่นแบบพิมพ์เพื่อแจ้งรายการทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2544 ต่อมาเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2544 เจ้าพนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตลาดกระบังของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินไปให้การรถไฟแห่งประเทศไทยผู้รับประเมินทรัพย์สินทราบว่ากำหนดค่ารายปีจากค่าธรรมเนียมสัมปทานบวกด้วยค่าประกันภัยคิดเป็นค่าภาษี 5,864,820.22 บาท การรถไฟแห่งประเทศไทยได้รับแจ้งการประเมินเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2544 โจทก์ทราบการประเมินและชำระค่าภาษีทั้งสิ้นแก่จำเลยที่ 1 ผ่านการรถไฟแห่งประเทศไทยตามใบเสร็จรับเงิน แต่เห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง จึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินนั้นใหม่เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2544 โดยอ้างว่าเพิ่งทราบการประเมินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2544 จำเลยที่ 2 มีคำชี้ขาดว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยยื่นคำร้องภายหลังระยะเวลา 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน จึงหมดสิทธิที่จะให้พิจารณาการประเมินใหม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์มีว่า โจทก์มีสิทธินำคดีขึ้นสู่ศาลภาษีอากรกลางหรือไม่ เห็นว่าเมื่อโจทก์เป็นบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีอากรตามภาระหน้าที่ที่กำหนดไว้ในสัญญาสัมปทานระหว่างโจทก์กับการรถไฟแห่งประเทศไทย คดีของโจทก์จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามข้อผูกพันซึ่งได้ทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การจัดเก็บภาษีอากร และเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการประเมินกับเรียกเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดินว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากรที่จะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 7 (4) มิใช่มาตรา 7 (1) โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาสู่ศาลภาษีอากร ส่วนปัญหาตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่จำเลยที่ 1 ไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นสมควรวินิจฉัยสถานภาพผู้รับประเมินคือการรถไฟแห่งประเทศไทยเสียก่อน เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 แล้ว เห็นว่า เป็นกฎหมายที่บัญญัติให้เรียกเก็บค่าภาษีจากทรัพย์สินของราษฎรซึ่งเป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นๆ กับที่ดินซึ่งใช้ต่อเนื่องกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างนั้นๆ อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 9 ก็บัญญัติให้ยกเว้นทรัพย์สินจากบทบัญญัติดังกล่าวคือ (2) ทรัพย์สินของรัฐบาลที่ใช้ในกิจการของรัฐบาลหรือสาธารณะ และทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการการรถไฟโดยตรงเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ากิจการสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องที่โจทก์ได้รับสัมปทานเป็นกิจการเพื่อการรับขนส่งสินค้า พัสดุภัณฑ์และของอื่นๆ ซึ่งเป็นกิจการที่การรถไฟแห่งประเทศไทยมีอำนาจที่จะกระทำการต่างๆ ภายในขอบวัตถุประสงค์ที่ให้ดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวกับการขนส่งของรถไฟตามความในพระราชบัญญัติการรถไฟแห่งประเทศไทย พ.ศ.2494 มาตรา 6 (2) และ 9 (7) จึงเห็นได้ชัดว่าโรงเรือนที่พิพาทในคดีนี้ ซึ่งเป็นสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องสถานีเอ เลขที่ 33/4 หมู่ที่ 1 ถนนเจ้าคุณทหาร แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ของการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งโจทก์ได้รับสัมปทานให้เป็นผู้ประกอบการนั้น เป็นทรัพย์สินของการรถไฟแห่งประเทศไทยที่ใช้ในกิจการของการรถไฟโดยตรงตามมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้รับยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินสำหรับโรงเรือนดังกล่าว พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจประเมินเรียกเก็บภาษีดังกล่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทย การประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปัญหาดังกล่าวข้างต้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความที่เกี่ยวข้องยกขึ้นเป็นข้ออ้าง ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 อย่างไรก็ตาม โจทก์มิได้ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ตนชำระแทนการรถไฟแห่งประเทศไทยทั้งหมด ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนเงินภาษีที่ได้รับไปให้แก่โจทก์ได้เท่าจำนวนตามคำฟ้องเท่านั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ในการคืนค่าภาษีแก่โจทก์ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่พิจารณาคำชี้ขาดในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมายจึงไม่จำต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์เป็นการส่วนตัว อุทธรณ์ข้ออื่นของโจทก์ไม่จำต้องได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 1 คืนเงินค่าภาษีจำนวน 1,735,020.22 บาท แก่โจทก์ภายใน 3 เดือน นับแต่ฟังคำพิพากษานี้ หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จ ยกคำขออื่นของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000728.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549