คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6785/2549 ฉบับเต็ม

#269319
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6785/2549 กรมศุลกากร โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดซาวาน่า เซอร์วิส กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 203 วรรคแรก, มาตรา 204 วรรคแรก, มาตรา 224 วรรคแรก จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าออกทั้งสองฉบับ จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีสำหรับใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับดังกล่าว เมื่อบัตรภาษีดังกล่าวจำเลยที่ 2 นำไปใช้ชำระภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนบัตรภาษีซึ่งขอรับโอนบัตรภาษีโดยให้สัญญาต่อโจทก์ว่าถ้าหากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี เนื่องจากมิได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญา มิได้ฟ้องในลักษณะเรียกคืนลาภมิควรได้ ฉะนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะรับโอนบัตรภาษีไว้โดยสุจริตหรือไม่และมีบัตรภาษีเหลืออยู่หรือไม่ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดตามสัญญา แต่สัญญามิได้กำหนดเวลาคืนเงินไว้ จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยต่อเมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน แล้วจำเลยที่ 2 ไม่คืนให้ตามเวลาที่โจทก์กำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคแรก และ 204 วรรคแรก ประกอบมาตรา 224 วรรคแรก โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 รับบัตรภาษีจากโจทก์ ตามป.พ.พ. และ พ.ร.บ.ชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักรฯ มิได้บัญญัติเรื่องอายุความในกรณีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าวนี้ไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความการเรียกคืนลาภมิควรได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากรจำนวน 842,611.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 620,862.47 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 842,611.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินชดเชยค่าภาษีอากรจำนวน 348,594.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2538 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤษภาคม 2548) ต้องไม่เกิน 258,007.58 บาท คำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และมีหน้าที่จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรให้แก่ผู้ส่งสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 โจทก์มอบอำนาจให้นายสุริยา สุขอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายเป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2538 และระหว่างวันที่ 23 ถึง 26 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 นำใบขนสินค้าขาออกจำนวน 7 ฉบับ ไปยื่นเพื่อขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรรวม 962,609.29 บาท และขอโอนสิทธิการรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวในรูปบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2 รับไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปใช้ชำระภาษีอากรหมดแล้ว ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรจำนวน 842,611.06 บาท จึงฟ้องเรียกคืนเป็นคดีนี้ ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 2 ในประการแรกเกี่ยวกับการส่งสินค้าออกอันจะมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีนั้น เห็นว่า ตามบัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 203, 204, 213 และ 214 ปรากฏว่าสินค้าที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข TSAU 9125675 และ KLTU 1042922 ตามที่จำเลยที่ 1 สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกจำนวน 2 ฉบับ เลขที่ 0223 2117 0694 6 และเลขที่ 0223 2117 0697 9 เป็นสินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดอินโนเวท รูทติง (INNOVATE ROUTING) ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีสำหรับใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับซึ่งมีมูลค่าตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 187 เป็นเงินรวม 348,594.37 บาท เมื่อบัตรภาษีดังกล่าวจำเลยที่ 2 นำไปใช้ชำระภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนบัตรภาษีซึ่งขอรับโอนบัตรภาษีโดยให้สัญญาต่อโจทก์ว่าถ้าหากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี เนื่องจากมิได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามที่ให้สัญญาแก่โจทก์โดยต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 348,594.37 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญา มิได้ฟ้องในลักษณะเรียกคืนลาภมิควรได้ ฉะนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะรับโอนบัตรภาษีไว้โดยสุจริตหรือไม่และมีบัตรภาษีเหลืออยู่หรือไม่ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดตามสัญญาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น... ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกอกเบี้ยตามมูลค่าบัตรภาษี 348,594.37 บาท จากจำเลยที่ 2 ตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดคืนเงินตามสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์ดังวินิจฉัยแล้วแต่สัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาคืนเงินไว้ จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยต่อเมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน แล้วจำเลยที่ 2 ไม่คืนให้ตามเวลาที่โจทก์กำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก และ 204 วรรคแรก ประกอบมาตรา 224 วรรคแรก โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 รับบัตรภาษีจากโจทก์แต่อย่างใด ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาขอรับโอนบัตรภาษีดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2542 มิได้บัญญัติเรื่องอายุความในกรณีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าวนี้ไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความการเรียกคืนลาภมิควรได้ดังที่จำเลยที่ 2 ให้การยกขึ้นต่อสู้ไว้แต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกันที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน (ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม-ทองหล่อ โฉมงาม-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีเนื่องจากไม่ได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบส่งสินค้าขาออก จึงเป็นกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนสิทธิรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีซึ่งได้ทำสัญญาไว้ต่อโจทก์ว่าหากเกิดการทุจริตหรือความเสียหายไม่ว่ากรณีใดๆ แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ นั้น ดังนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยนั้น จึงถูกต้องแล้ว มีปัญหาว่าจำเลยที่ 2 จะต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันใด โดยมีวันที่ควรพิจารณาดังนี้ 1. วันที่จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปจากโจทก์ 2. วันที่จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปชำระภาษีอากรแทนเงินสดแก่โจทก์ 3. ว้นที่ครบกำหนดที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน แต่จำเลยที่ 2 ไม่คืนให้ตามเวลาที่กำหนด คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ได้ยึดถือวันตามข้อ 3. เป็นวันให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่ตามข้อตกลงของจำเลยที่ 2 ที่ทำไว้กับโจทก์ว่า หากเกิดการทุจริตหรือความเสียหายไม่ว่ากรณีใดๆ แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดต่อโจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่ากรณีตามข้อ 1 การที่จำเลยที่ 2 รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ แต่ตามข้อ 2. การที่จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปชำระภาษีอากรแทนเงินสดโดยที่บัตรภาษีอากรนั้นมิได้ออกโดยชอบ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ มิได้รับชำระภาษีซึ่งจะต้องนำมาเป็นรายได้ในการทำนุบำรุงประเทศหากจำเลยที่ 2 ชำระภาษีด้วยเงินสดก็สามารถนำเงินไปดำเนินการดังกล่าวได้ การที่จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีที่ไม่ได้มีอยู่จริงมาชำระภาษีให้แก่โจทก์จึงเป็นการไม่ชอบจำเลยที่ 2 จึงต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าว มิฉะนั้นจะทำให้จำเลยที่ 2 ได้ประโยชน์จากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปชำระภาษีอากรแทนเงินสดจนถึงวันครบกำหนดที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน ทั้งเมื่อพิจารณาในแง่การกระทำละเมิด การที่จำเลยที่ 1 สำแดงข้อความอันเป็นเท็จในใบขนสินค้าขาออกโดยไม่มีการขนส่งสินค้าออกไปต่างประเทศจริง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี และไม่มีสิทธิโอนสิทธิตามบัตรภาษีให้บุคคลอื่น การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหาย ซึ่งเป็นการทำละเมิด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6775/2549) จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้โอนเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ การที่จะมีจำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีมาชำระภาษีอากรให้แก่โจทก์จึงเป็นการกระทำละเมิดเช่นเดียวกันจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดซึ่งเป็นวันผิดนัดคือวันที่จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปใช้ชำระภาษีอากรแทนเงินสดต่อโจทก์ ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269319
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021363"
    }
}
date
2549
deka_no
6785/2549
deka_running_no
6785
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม",
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 203 วรรคแรก",
            "ม. 204 วรรคแรก",
            "ม. 224 วรรคแรก"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมศุลกากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดซาวาน่า เซอร์วิส กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินชดเชยค่าภาษีอากรจำนวน 842,611.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องจำนวน 620,862.47 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 842,611.06 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินชดเชยค่าภาษีอากรจำนวน 348,594.37 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2538 ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 13 มีนาคม 2547 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤษภาคม 2548) ต้องไม่เกิน 258,007.58 บาท คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาล สังกัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจหน้าที่จัดเก็บภาษีอากรตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ.2469 และมีหน้าที่จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรให้แก่ผู้ส่งสินค้าที่ผลิตในราชอาณาจักรออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ตามพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2524 โจทก์มอบอำนาจให้นายสุริยา สุขอนันต์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายเป็นผู้ดำเนินคดีแทน จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วน จำกัด จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2538 และระหว่างวันที่ 23 ถึง 26 มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 1 นำใบขนสินค้าขาออกจำนวน 7 ฉบับ ไปยื่นเพื่อขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรรวม 962,609.29 บาท และขอโอนสิทธิการรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรดังกล่าวในรูปบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีให้แก่จำเลยที่ 2 รับไปเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2538 จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปใช้ชำระภาษีอากรหมดแล้ว ต่อมาโจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรจำนวน 842,611.06 บาท จึงฟ้องเรียกคืนเป็นคดีนี้

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์และจำเลยที่ 2 ในประการแรกเกี่ยวกับการส่งสินค้าออกอันจะมีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีนั้น เห็นว่า ตามบัญชีสินค้าสำหรับเรือ (Manifest) เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 203, 204, 213 และ 214 ปรากฏว่าสินค้าที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์หมายเลข TSAU 9125675 และ KLTU 1042922 ตามที่จำเลยที่ 1 สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกจำนวน 2 ฉบับ เลขที่ 0223 2117 0694 6 และเลขที่ 0223 2117 0697 9 เป็นสินค้าของห้างหุ้นส่วนจำกัดอินโนเวท รูทติง (INNOVATE ROUTING) ไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีสำหรับใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับซึ่งมีมูลค่าตามเอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 187 เป็นเงินรวม 348,594.37 บาท เมื่อบัตรภาษีดังกล่าวจำเลยที่ 2 นำไปใช้ชำระภาษีอากรแล้ว จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ และจำเลยที่ 2 ผู้รับโอนบัตรภาษีซึ่งขอรับโอนบัตรภาษีโดยให้สัญญาต่อโจทก์ว่าถ้าหากเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ไม่ว่ากรณีใดๆ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดต่อโจทก์ทุกประการโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี เนื่องจากมิได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบขนสินค้าขาออกทั้งสองฉบับดังกล่าว ซึ่งเป็นกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์แล้ว จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามที่ให้สัญญาแก่โจทก์โดยต้องร่วมกับจำเลยที่ 1 คืนเงินตามมูลค่าบัตรภาษีจำนวน 348,594.37 บาท ให้แก่โจทก์ เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญา มิได้ฟ้องในลักษณะเรียกคืนลาภมิควรได้ ฉะนั้น ไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะรับโอนบัตรภาษีไว้โดยสุจริตหรือไม่และมีบัตรภาษีเหลืออยู่หรือไม่ จำเลยที่ 2 ก็ต้องรับผิดตามสัญญาอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น...

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปมีว่า โจทก์มีสิทธิเรียกอกเบี้ยตามมูลค่าบัตรภาษี 348,594.37 บาท จากจำเลยที่ 2 ตั้งแต่เมื่อใด เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดคืนเงินตามสัญญาที่ให้ไว้แก่โจทก์ดังวินิจฉัยแล้วแต่สัญญาดังกล่าวมิได้กำหนดเวลาคืนเงินไว้ จึงถือว่าจำเลยที่ 2 ผิดนัดต้องชำระดอกเบี้ยต่อเมื่อโจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน แล้วจำเลยที่ 2 ไม่คืนให้ตามเวลาที่โจทก์กำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคแรก และ 204 วรรคแรก ประกอบมาตรา 224 วรรคแรก โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 รับบัตรภาษีจากโจทก์แต่อย่างใด

ปัญหาวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ข้อต่อไปมีว่า สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาขอรับโอนบัตรภาษีดังที่ได้วินิจฉัยมาแล้ว แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติชดเชยค่าภาษีอากรสินค้าส่งออกที่ผลิตในราชอาณาจักร พ.ศ.2542 มิได้บัญญัติเรื่องอายุความในกรณีสิทธิเรียกร้องตามสัญญาดังกล่าวนี้ไว้โดยเฉพาะ สิทธิเรียกร้องของโจทก์ต่อจำเลยที่ 2 จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สิทธิเรียกร้องตามฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จึงไม่ขาดอายุความการเรียกคืนลาภมิควรได้ดังที่จำเลยที่ 2 ให้การยกขึ้นต่อสู้ไว้แต่อย่างใด อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกันที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีเนื่องจากไม่ได้ส่งสินค้าออกตามที่สำแดงไว้ในใบส่งสินค้าขาออก จึงเป็นกรณีเกิดการทุจริตในการขอรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรและเกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ซึ่งรับโอนสิทธิรับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษีซึ่งได้ทำสัญญาไว้ต่อโจทก์ว่าหากเกิดการทุจริตหรือความเสียหายไม่ว่ากรณีใดๆ แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ นั้น ดังนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีอากรพร้อมดอกเบี้ยนั้น จึงถูกต้องแล้ว มีปัญหาว่าจำเลยที่ 2 จะต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันใด โดยมีวันที่ควรพิจารณาดังนี้ 1. วันที่จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปจากโจทก์ 2. วันที่จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปชำระภาษีอากรแทนเงินสดแก่โจทก์ 3. ว้นที่ครบกำหนดที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน แต่จำเลยที่ 2 ไม่คืนให้ตามเวลาที่กำหนด คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ได้ยึดถือวันตามข้อ 3. เป็นวันให้จำเลยที่ 2 รับผิดชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่ตามข้อตกลงของจำเลยที่ 2 ที่ทำไว้กับโจทก์ว่า หากเกิดการทุจริตหรือความเสียหายไม่ว่ากรณีใดๆ แก่โจทก์ จำเลยที่ 2 ยอมรับผิดต่อโจทก์โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่ากรณีตามข้อ 1 การที่จำเลยที่ 2 รับบัตรภาษีไปจากโจทก์ยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ แต่ตามข้อ 2. การที่จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปชำระภาษีอากรแทนเงินสดโดยที่บัตรภาษีอากรนั้นมิได้ออกโดยชอบ ย่อมทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย กล่าวคือ มิได้รับชำระภาษีซึ่งจะต้องนำมาเป็นรายได้ในการทำนุบำรุงประเทศหากจำเลยที่ 2 ชำระภาษีด้วยเงินสดก็สามารถนำเงินไปดำเนินการดังกล่าวได้ การที่จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีที่ไม่ได้มีอยู่จริงมาชำระภาษีให้แก่โจทก์จึงเป็นการไม่ชอบจำเลยที่ 2 จึงต้องชำระดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าว มิฉะนั้นจะทำให้จำเลยที่ 2 ได้ประโยชน์จากการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ต่อโจทก์นับตั้งแต่วันที่จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปชำระภาษีอากรแทนเงินสดจนถึงวันครบกำหนดที่โจทก์ทวงถามให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน ทั้งเมื่อพิจารณาในแง่การกระทำละเมิด การที่จำเลยที่ 1 สำแดงข้อความอันเป็นเท็จในใบขนสินค้าขาออกโดยไม่มีการขนส่งสินค้าออกไปต่างประเทศจริง จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยค่าภาษีอากรในรูปบัตรภาษี และไม่มีสิทธิโอนสิทธิตามบัตรภาษีให้บุคคลอื่น การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการจงใจกระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายให้โจทก์เสียหาย ซึ่งเป็นการทำละเมิด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6775/2549) จำเลยที่ 2 ผู้รับโอนย่อมไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 1 ผู้โอนเมื่อการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการทำละเมิดต่อโจทก์ การที่จะมีจำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีมาชำระภาษีอากรให้แก่โจทก์จึงเป็นการกระทำละเมิดเช่นเดียวกันจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยนับแต่วันทำละเมิดซึ่งเป็นวันผิดนัดคือวันที่จำเลยที่ 2 นำบัตรภาษีไปใช้ชำระภาษีอากรแทนเงินสดต่อโจทก์ ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000724.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549