ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8635/2549
พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี
โจทก์
นายธีรวัฒน์ เปรมประยูรสุข
จำเลย
ป.อ. มาตรา 18, มาตรา 56
การคุมประพฤติโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเพียงวิธีการที่ศาลกำหนดเงื่อนไขประกอบการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเท่านั้น ไม่ใช่โทษตามกฎหมาย แม้จำเลยจะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ถือว่าจำเลยได้รับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้ ทั้งอาวุธปืนของกลางก็ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ หากมีการนำไปใช้ก่ออาชญากรรมย่อมยากแก่การตรวจสอบและติดตามตัวผู้กระทำความผิด ประกอบกับสภาพปัญหาของสังคมในปัจจุบันมีการใช้อาวุธปืนก่ออาชญากรรมจำนวนมากหลายรูปแบบนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การที่จำเลยมีและพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ อาจเป็นอันตรายต่อประชาชนโดยทั่วไป นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาว่า จำเลยไม่เคยใช้อาวุธปืนข่มขู่ผู้ใด จำเลยไม่ได้นำอาวุธปืนของกลางไปทำร้ายผู้ใด จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 และริบอาวุธปืนของกลาง
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี และปรับ 6,000 บาท ฐานพาอาวุธปืน เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน และปรับ 6,000 บาท รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน และปรับ 12,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 9 เดือน และปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลย 1 ปี โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือน ต่อครั้งภายใน 1 ปี กับให้ทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 15 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนของกลาง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับ และไม่คุมความประพฤติจำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาข้อแรกเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า จำเลยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติและได้ทำงานบริการสังคมเป็นเวลา 15 ชั่วโมง ครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ต้องรับโทษอีก การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รอการลงโทษ ไม่ปรับ และไม่คุมประพฤติ ทำให้จำเลยถูกจำคุกเพิ่มขึ้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า การคุมประพฤติโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเพียงวิธีการที่ศาลกำหนดเงื่อนไขประกอบการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเท่านั้น ไม่ใช่โทษตามกฎหมาย แม้จำเลยจะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ถือว่าจำเลยได้รับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงชอบแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายและทรัพย์สินของผู้อื่นได้ ทั้งอาวุธปืนของกลางก็ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ หากมีการนำไปใช้ก่ออาชญากรรมย่อมยากแก่การตรวจสอบและติดตามตัวผู้กระทำความผิด ประกอบกับสภาพปัญหาของสังคมในปัจจุบันมีการใช้อาวุธปืนก่ออาชญากรรมจำนวนมากหลายรูปแบบและนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การที่จำเลยมีและพาอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ อาจเป็นอันตรายต่อประชาชนโดยทั่วไป นับว่าเป็นการกระทำที่ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย พฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างมาในฎีกาว่า จำเลยไม่เคยใช้อาวุธปืนข่มขู่ผู้ใดจำเลยไม่ได้นำอาวุธปืนของกลางไปทำร้ายผู้ใด จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(สถิตย์ อรรถบลยุคล-อดิศักดิ์ ทิมมาศย์-ดิเรก อิงคนินันท์)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ตามหลักสากลแล้ว จำเลยเมื่อกระทำความผิดแล้วควรได้รับโทษเพียงครั้งเดียว ดังนั้น เมื่อจำเลยได้รับโทษตามที่ได้กระทำความผิดไปแล้ว ไม่สามารถที่จะลงโทษจำเลยได้อีก มีข้อพิจารณาว่าการที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกและปรับจำเลย แต่โทษจำคุกรอการลงโทษไว้ รวมทั้งใช้วิธีการคุมความประพฤติของจำเลยด้วย เช่นนี้ หากจำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นครบถ้วนแล้ว แต่คดียังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากโจทก์ขอให้ลงโทษสถานหนัก หากศาลสูงพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่เพียงสถานเดียว การที่จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไปแล้ว เช่นนี้ ผลจะเป็นประการใด สามารถแยกพิจารณาได้ดังนี้ (1) หากจำเลยชำระค่าปรับครบถ้วนแล้ว เช่นนี้ ก็ต้องคืนค่าปรับทั้งหมดให้แก่จำเลย (2) หากจำเลยถูกกักขังแทนค่าปรับ กรณีนี้ก็คงนำวันที่จำเลยถูกกักขังแทนไปหักออกจากโทษจำคุกที่จำเลยได้รับ หากจำเลยถูกเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง และจำเลยถูกกักขังครบแล้วกรณีคงเช่นเดียวกับข้อ (2) คือ หักโทษกักขังออกจากโทษจำคุกที่ได้รับ (3) หากมีการบังคับค่าปรับโดยยึดทรัพย์สินของจำเลยออกขายทอดตลาด เช่นนี้ ก็คงต้องคืนเงินค่าปรับให้แก่จำเลย ส่วนทรัพย์สินที่ขายทอดตลาดแล้วเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ผู้ซื้อก็คงมีสิทธิในทรัพย์ของจำเลยที่ซื้อจากการขายทอดตลาด จำเลยจะร้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดไม่ได้เนื่องจากขณะขายนั้นเป็นการกระทำโดยชอบเพราะจำเลยไม่ชำระค่าปรับ กรณีที่จำเลยชำระค่าปรับหรือถูกบังคับขายทอดตลาดทรัพย์สินชำระค่าปรับเมื่อจะต้องคืนเงินให้แก่จำเลย มีข้อพิจารณาต่อไปว่า จะต้องคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยชำระค่าปรับก็ดี หรือถูกบังคับขายทอดตลาดชำระค่าปรับก็ดี เป็นขั้นตอนในการดำเนินกระบวนการพิจารณาตามคำพิพากษาของศาล หากภายหลังศาลสูงไม่ลงโทษปรับ ก็ไม่ทำให้ช่วงเวลาที่มีการปรับจำเลยเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด เพียงแต่การใช้ดุลพินิจแตกต่างกันของศาลชั้นต้นกับศาลสูงเท่านั้น เมื่อไม่ถือว่าผิดกฎหมาย และเป็นการบังคับคดีตามคำพิพากษา ดังนั้น แม้จะมีการคืนในภายหลัง ก็จะถือว่าระหว่างวันที่จำเลยชำระค่าปรับหรือถูกบังคับขายทรัพย์สินได้เงินมาชำระค่าปรับเป็นวันที่ชำระดอกเบี้ยคืนหาได้ไม่ เทียบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2808/2526 ซึ่งวินิจฉัยว่า โจทก์ทำสัญญาขายสินค้าให้จำเลยแล้วโจทก์ผิดสัญญาส่งมอบสินค้าให้จำเลยล่าช้ากว่ากำหนด จำเลยจึงปรับโจทก์ตามสัญญาโดยหักเงินค่าปรับไว้จากราคาสินค้า เมื่อศาลพิพากษาลดค่าปรับลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคแรก ให้จำเลยคืนเงินค่าปรับบางส่วนแก่โจทก์ โจทก์หามีสิทธิได้ดอกเบี้ยจากเงินค่าปรับที่ได้รับคืนนั้นไม่ เพราะการที่จำเลยหักเงินค่าปรับไว้เป็นการใช้สิทธิตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งเป็นสิทธิโดยชอบที่จำเลยจะกล่าวอ้างได้ กรณีจำเลยถูกกักขังแทนค่าปรับตาม (2) หรือรับโทษกักขังแทนโทษจำคุกตาม (3) เกินกว่าโทษจำคุกที่ได้ผลจะเป็นอย่างไร น่าจะถือว่าจบกันไปเพราะการกักขังแทนค่าปรับก็ดี กักขังแทนจำคุกก็ดี เป็นโทษที่เบากว่าโทษจำคุก แม้จะกักขังมากกว่าโทษจำคุกก็ยังดีกว่าจำคุก นอกจากนี้จำเลยจะเรียกค่าทดแทนตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 ในส่วนที่กักขังมากกว่าจำคุกก็ไม่ได้เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย (4) หากมีการคุมความประพฤติ โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติและทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ เช่นนี้ จะถือได้ว่าจำเลยได้รับโทษแล้วหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยไว้ว่า การคุมประพฤติโดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเพียงวิธีการที่ศาลกำหนดเงื่อนไขประกอบการใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยเท่านั้น ไม่ใช่โทษตามกฎหมาย แม้จำเลยจะปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ถือว่าจำเลยได้รับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้น เพื่อมิให้เกิดปัญหาในการบังคับคดี หากคดียังไม่ถึงที่สุดถ้าศาลชั้นต้นลงโทษปรับ หากจำเลยไม่มีเงินชำระค่าปรับ ก็ไม่ควรที่จะยึดทรัพย์สินของจำเลยขายทอดตลาดชำระ ควรกักขังแทนค่าปรับเพราะสามารถนำวันที่กักขังแทนไปหักออกจากโทษจำคุกที่ศาลสูงลงโทษได้ แต่การขายทอดตลาดทรัพย์สินจำเลยชำระหนี้ เมื่อศาลสูงไม่ลงโทษปรับก็จะมีปัญหาในเรื่องกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินได้โอนไปแล้ว จะทำให้จำเลยได้รับความเสียหาย นอกจากนี้การปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ก็ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ดี ศิริชัย วัฒนโยธิน