คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 90 -ที่ 92/2548 ฉบับเต็ม

#269339
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 90 - 92/2548 พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี โจทก์ นายวีระพล ชินวัตร โจทก์ร่วม นายเปี่ยมศักดิ์ ปฤชานนท์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 226 ป.รัษฎากร มาตรา 118 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 ตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 118 ที่บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉีกหรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้นำตราสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ด้วย จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่จำเลยซื้อจากโจทก์ร่วมโดยมีบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นมาแสดง ก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องทั้งสามสำนวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสามสำนวน ระหว่างพิจารณา นายวีระพล ชินวัตร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสามสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกสำนวนละ 1 ปี รวมทั้งสามสำนวนเป็นจำคุก 3 ปี จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยสำนวนละ 2 เดือน ปรับสำนวนละ 40,000 บาท รวมโทษทั้งสามสำนวนเป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 120,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า จำเลยได้ออกเช็คพิพาท จำนวน 3 ฉบับ ให้โจทก์ร่วม เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ร่วมนำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 3 ฉบับ โดยอ้างว่าบัญชีปิดแล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวนหรือไม่ โจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมมีความประสงค์จะขายหุ้นของบริษัทปรางภรณ์ จำกัด ในราคา 600,000 บาท จึงทำสัญญาซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย โดยจำเลยออกเช็คพิพาทชำระค่าหุ้นให้โจทก์ร่วม เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความโดยมีบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นมาประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมทำให้น่าเชื่อยิ่งขึ้น อีกทั้งวันที่ลงสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ นั้น ก็ตรงกับงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ที่ระบุไว้ในบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้น ซึ่งจำเลยได้เบิกความยอมรับว่า ได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นและออกเช็คพิพาทจริง เพียงแต่อ้างว่าเช็คพิพาทที่จำเลยออกให้โจทก์ร่วมเป็นการค้ำประกันหนี้ตามสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว เห็นว่าจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ เท่านั้น หามีพยานหลักฐานอื่นมาสืบแต่อย่างใดไม่ แม้แต่นายชุมพร ศุภสร ผู้ถือหุ้นของบริษัทปรางค์ภรณ์ จำกัด และจำเลยอ้างเป็นพยานยังได้เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าจำเลยจะขอยืมเงินจากโจทก์ร่วมหรือไม่ และไม่ทราบว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยจะทำสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนกันหรือไม่ นอกจากนี้หากเป็นเรื่องที่จำเลยยอมใช้เงินให้แก่โจทก์ร่วมแทนบริษัทปรางค์ภรณ์ จำกัด และเป็นการออกเช็คเพื่อค้ำประกันตามสัญญาซื้อขายหุ้นตามที่จำเลยอ้างจริงแล้ว จำเลยก็น่าจะให้ออกเช็คเพียงฉบับเดียวหรือให้ระบุไว้ในบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นด้วย การที่ไม่มีการบันทึกข้อความดังกล่าวไว้ในบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นเช่นนี้ทำให้น่าสงสัยอยู่ พยานหลักฐานของโจทก์ และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบมามีเหตุผลน่าเชื่อ พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยออกเช็คพิพาท 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่จำเลยซื้อจากโจทก์ร่วม มิใช่เป็นการค้ำประกันสัญญาซื้อขายหุ้นตามที่จำเลยอ้าง จึงเป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสามฉบับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าสัญญาซื้อขายหุ้นไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงไม่อาจอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานในการฟ้องต่อศาลได้ ดังนั้น การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่ไม่อาจนำมาฟ้องร้องให้บังคับกันได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉีกหรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้นำตราสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ด้วย ดังนั้น เมื่อได้ความว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่จำเลยซื้อจากโจทก์ร่วมโดยมีบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นมาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ทวีวัฒน์ แดงทองดี-พลรัตน์ ประทุมทาน-เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269339
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082035753"
    }
}
date
2548
deka_no
92/2548
deka_running_no
92
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน",
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 226"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกาญจนบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นายวีระพล ชินวัตร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเปี่ยมศักดิ์ ปฤชานนท์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องทั้งสามสำนวน ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4

จำเลยให้การปฏิเสธทั้งสามสำนวน

ระหว่างพิจารณา นายวีระพล ชินวัตร ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ทั้งสามสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 เป็นความผิดหลายกรรมเรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกสำนวนละ 1 ปี รวมทั้งสามสำนวนเป็นจำคุก 3 ปี

จำเลยทั้งสามสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยสำนวนละ 2 เดือน ปรับสำนวนละ 40,000 บาท รวมโทษทั้งสามสำนวนเป็นจำคุก 6 เดือน และปรับ 120,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งว่า จำเลยได้ออกเช็คพิพาท จำนวน 3 ฉบับ ให้โจทก์ร่วม เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์ร่วมนำเช็คดังกล่าวเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงิน แต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินทั้ง 3 ฉบับ โดยอ้างว่าบัญชีปิดแล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวนหรือไม่ โจทก์ร่วมเบิกความว่า โจทก์ร่วมมีความประสงค์จะขายหุ้นของบริษัทปรางภรณ์ จำกัด ในราคา 600,000 บาท จึงทำสัญญาซื้อขายหุ้นระหว่างโจทก์ร่วมกับจำเลย โดยจำเลยออกเช็คพิพาทชำระค่าหุ้นให้โจทก์ร่วม เห็นว่า โจทก์ร่วมเบิกความโดยมีบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นมาประกอบคำเบิกความของโจทก์ร่วมทำให้น่าเชื่อยิ่งขึ้น อีกทั้งวันที่ลงสั่งจ่ายในเช็คพิพาททั้ง 3 ฉบับ นั้น ก็ตรงกับงวดที่ 1 ถึงงวดที่ 3 ที่ระบุไว้ในบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้น ซึ่งจำเลยได้เบิกความยอมรับว่า ได้ทำสัญญาซื้อขายหุ้นและออกเช็คพิพาทจริง เพียงแต่อ้างว่าเช็คพิพาทที่จำเลยออกให้โจทก์ร่วมเป็นการค้ำประกันหนี้ตามสัญญาซื้อขายหุ้นดังกล่าว เห็นว่าจำเลยเพียงแต่กล่าวอ้างลอย ๆ เท่านั้น หามีพยานหลักฐานอื่นมาสืบแต่อย่างใดไม่ แม้แต่นายชุมพร ศุภสร ผู้ถือหุ้นของบริษัทปรางค์ภรณ์ จำกัด และจำเลยอ้างเป็นพยานยังได้เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมถามค้านว่า พยานไม่ทราบว่าจำเลยจะขอยืมเงินจากโจทก์ร่วมหรือไม่ และไม่ทราบว่าโจทก์ร่วมกับจำเลยจะทำสัญญาซื้อขายหุ้นส่วนกันหรือไม่ นอกจากนี้หากเป็นเรื่องที่จำเลยยอมใช้เงินให้แก่โจทก์ร่วมแทนบริษัทปรางค์ภรณ์ จำกัด และเป็นการออกเช็คเพื่อค้ำประกันตามสัญญาซื้อขายหุ้นตามที่จำเลยอ้างจริงแล้ว จำเลยก็น่าจะให้ออกเช็คเพียงฉบับเดียวหรือให้ระบุไว้ในบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นด้วย การที่ไม่มีการบันทึกข้อความดังกล่าวไว้ในบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นเช่นนี้ทำให้น่าสงสัยอยู่ พยานหลักฐานของโจทก์ และโจทก์ร่วมเท่าที่นำสืบมามีเหตุผลน่าเชื่อ พยานหลักฐานของจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยออกเช็คพิพาท 3 ฉบับ เพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่จำเลยซื้อจากโจทก์ร่วม มิใช่เป็นการค้ำประกันสัญญาซื้อขายหุ้นตามที่จำเลยอ้าง จึงเป็นการชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คทั้งสามฉบับ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 มาตรา 4 จำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ทั้งสามสำนวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าสัญญาซื้อขายหุ้นไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร จึงไม่อาจอ้างอิงเป็นพยานหลักฐานในการฟ้องต่อศาลได้ ดังนั้น การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่ไม่อาจนำมาฟ้องร้องให้บังคับกันได้ตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2534 นั้น เห็นว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ที่บัญญัติว่า ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์ จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉีกหรือส่วนของตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานไม่ได้เฉพาะในคดีแพ่งเท่านั้น ส่วนในคดีอาญาไม่มีบทกฎหมายใดห้ามมิให้นำตราสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ด้วย ดังนั้น เมื่อได้ความว่า จำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ค่าหุ้นที่จำเลยซื้อจากโจทก์ร่วมโดยมีบันทึกสัญญาซื้อขายหุ้นมาแสดงก็ถือได้ว่าจำเลยออกเช็คพิพาทเพื่อชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000857.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 90 -
year
2548