คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7169/2549 ฉบับเต็ม

#269346
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7169/2549 พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี โจทก์ นายสมชาติ ลีวะราปกรณ์ จำเลย ป.อ. มาตรา 56 ป.วิ.อ. มาตรา 120, มาตรา 121 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 10, มาตรา 26 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติฯ มาตรา 10 ให้มีคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้แทนป่าไม้ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมที่ดินและกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง มีอำนาจหน้าที่ควบคุมให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีหลักเขตและป้ายหรือเครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ในทางการบริหาร มิใช่การสอบสวนคดีอาญา ทั้งตามมาตรา 26 บัญญัติว่าการจับกุม การปราบปรามผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจตาม ป.วิ.อ. เมื่อ ส. เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ได้ควบคุมตัวจำเลยและส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำตกเขาอีโต้ โดยกระทำความผิดจำนวน 3 คดี รวมทั้งคดีนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษทุกคดี เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ ที่ปรากฏตามภาพถ่ายในสำนวนถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรงที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าจำเลยอายุมาก โดยมีอายุ 66 ปี มีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวซึ่งมีบุตร 5 คน อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน 2 คน ถ้าจำเลยต้องโทษจำคุก ย่อมทำให้ครอบครัวได้รับความลำบากยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 6, 7, 8, 9, 14, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ให้จำเลยและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ นับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1545/2541 และหมายเลขดำที่ 1546/2541 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 31 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติคำขออื่นให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย และให้นับโทษจำคุกเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1545/2541 หมายเลขแดงที่ 2531/2544 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1546/2541 หมายเลขแดงที่ 2530/2544 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้ทำการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 10 ได้กำหนดให้มีการดำเนินการและใช้อำนาจตามมาตรา 25 และ 26 เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์ในสำนวนก็ไม่ปรากฏว่าได้กล่าวอ้างถึงผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมที่ดิน และกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 10, 25, และ 26 เป็นการสอบสวนในเรื่องทางแพ่ง มิใช่การสอบสวนคดีอาญา ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 25 ดังกล่าว และมาตรา 26 เรื่องการจับกุมและปราบปรามก็ไม่ทำให้การสอบสวนคดีอาญาของโจทก์ไม่ชอบ โจทก์มีอำนาจฟ้อง โดยจำเลยเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจสอบสวนซึ่งหมายความถึงการสอบสวนทั้งคดีแพ่งและอาญา ดังนั้นเมื่อคดีของโจทก์มิได้ทำการสอบสวนโดยคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 การสอบสวนคดีอาญาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 10 ให้มีคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้แทนกรมป่าไม้ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมที่ดิน และกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีหลักเขตและป้ายหรือเครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ในทางการบริหาร มิใช่การสอบสวนคดีอาญาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาโดยละเอียดแล้วทั้งตามมาตรา 26 บัญญัติว่าการจับกุม การปราบปรามผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อนายสมหมาย เอื้อเจริญ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ได้ควบคุมตัวจำเลยและส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงว่าขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำตกเขาอีโต้ โดยกระทำความผิดจำนวน 3 คดี รวมทั้งคดีนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษทุกคดี เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ ที่ปรากฏตามภาพถ่ายในสำนวนถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าจำเลยอายุมาก โดยมีอายุ 66 ปี มีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวซึ่งมีบุตร 5 คน อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน 2 คน ถ้าจำเลยต้องโทษจำคุก ย่อมทำให้ครอบครัวได้รับความลำบาก เห็นว่า ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษและไม่รอการโทษจำคุกนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ฐานันท์ วรรณโกวิท-อภิชาต สุขัคคานนท์-พีรพล พิชยวัฒน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269346
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082021120"
    }
}
date
2549
deka_no
7169/2549
deka_running_no
7169
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ฐานันท์ วรรณโกวิท",
    "อภิชาต สุขัคคานนท์",
    "พีรพล พิชยวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 120",
            "ม. 121"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507",
        "sections": [
            "ม. 10",
            "ม. 26"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดปราจีนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมชาติ ลีวะราปกรณ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 6, 7, 8, 9, 14, 31 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ให้จำเลยและบริวารออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ นับโทษของจำเลยต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1545/2541 และหมายเลขดำที่ 1546/2541 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง, 31 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 30,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยและบริวารออกไปจากเขตป่าสงวนแห่งชาติคำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุกให้จำเลย และให้นับโทษจำคุกเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1545/2541 หมายเลขแดงที่ 2531/2544 และคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1546/2541 หมายเลขแดงที่ 2530/2544 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเป็นข้อกฎหมายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์มิได้ทำการสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 10 ได้กำหนดให้มีการดำเนินการและใช้อำนาจตามมาตรา 25 และ 26 เมื่อพิจารณาตามคำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์ในสำนวนก็ไม่ปรากฏว่าได้กล่าวอ้างถึงผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมที่ดิน และกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งแต่อย่างใด การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ได้วินิจฉัยว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 10, 25, และ 26 เป็นการสอบสวนในเรื่องทางแพ่ง มิใช่การสอบสวนคดีอาญา ดังนั้น แม้โจทก์จะมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 25 ดังกล่าว และมาตรา 26 เรื่องการจับกุมและปราบปรามก็ไม่ทำให้การสอบสวนคดีอาญาของโจทก์ไม่ชอบ โจทก์มีอำนาจฟ้อง โดยจำเลยเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้คณะกรรมการมีอำนาจสอบสวนซึ่งหมายความถึงการสอบสวนทั้งคดีแพ่งและอาญา ดังนั้นเมื่อคดีของโจทก์มิได้ทำการสอบสวนโดยคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 การสอบสวนคดีอาญาของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 10 ให้มีคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาติคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้แทนกรมป่าไม้ ผู้แทนกรมการปกครอง ผู้แทนกรมที่ดิน และกรรมการอื่นอีก 2 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีอำนาจหน้าที่ควบคุมให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดให้มีหลักเขตและป้ายหรือเครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ในทางการบริหาร มิใช่การสอบสวนคดีอาญาดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยมาโดยละเอียดแล้วทั้งตามมาตรา 26 บัญญัติว่าการจับกุม การปราบปรามผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อนายสมหมาย เอื้อเจริญ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ได้ควบคุมตัวจำเลยและส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดี พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนแล้ว พนักงานอัยการจึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

จำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงว่าขอให้ลงโทษจำเลยสถานเบาและรอการลงโทษจำคุก ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องอันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ ป่าน้ำตกเขาอีโต้ โดยกระทำความผิดจำนวน 3 คดี รวมทั้งคดีนี้ ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 ลงโทษทุกคดี เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีและความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติ ที่ปรากฏตามภาพถ่ายในสำนวนถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างในฎีกาว่าจำเลยอายุมาก โดยมีอายุ 66 ปี มีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง มีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวซึ่งมีบุตร 5 คน อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน 2 คน ถ้าจำเลยต้องโทษจำคุก ย่อมทำให้ครอบครัวได้รับความลำบาก เห็นว่า ยังไม่เพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษและไม่รอการโทษจำคุกนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000722.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549