คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8343/2549 ฉบับเต็ม

#269396
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8343/2549 พนักงานอัยการจังหวัดพังงา โจทก์ นายสมนึก สหะกิจ จำเลย ป.อ. มาตรา 32, มาตรา 33 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพียงกระทงเดียวมิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพกัญชา โจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบบ้องกัญชาที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชาหาได้ไม่ แม้จำเลยจะรับสารภาพว่ามีบ้องกัญชาดังกล่าวไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชา ศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบเพราะไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่าผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตาม ป.อ. มาตรา 32, 33 (1) จึงไม่อาจริบได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 76, 102 ริบบ้องกัญชาของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน ปรับ 1,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อพนักงานคุมประพฤติจะได้สอบถามแนะนำ ช่วยเหลือตักเตือนในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพ ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมความประพฤติและจำเลยเห็นสมควร 36 ชั่วโมง ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษเที่ยวเตร่ตามสถานเริงรมย์ในเวลากลางคืน ดื่มสุรา เสพของมึนเมาทุกชนิด และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท กับให้จำเลยไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ณ สถานบำบัดยาเสพติดให้โทษโรงพยาบาลทับปุด จังหวัดพังงา ตามระยะเวลาที่สถานบำบัดยาเสพติดให้โทษและพนักงานคุมประพฤติกำหนดไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบบ้องกัญชาของกลางโดยอ้างว่าเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยใช้เสพกัญชานั้น โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาเสพกัญชามาด้วย บ้องกัญชาของกลางดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำผิดคดีนี้ ไม่อาจริบได้ตามขอ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้คืนบ้องกัญชาของกลางแก่เจ้าของ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าต้องริบบ้องกัญชาของกลางหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพียงกระทงเดียว มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพกัญชา โจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบบ้องกัญชาที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชาหาได้ไม่ แม้จำเลยจะรับสารภาพว่ามีบ้องกัญชาดังกล่าวไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชา ศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบเพราะไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 (1) จึงไม่อาจริบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269396
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082020322"
    }
}
date
2549
deka_no
8343/2549
deka_running_no
8343
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 32",
            "ม. 33"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 102"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพังงา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมนึก สหะกิจ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26, 76, 102 ริบบ้องกัญชาของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 26 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง จำคุก 2 เดือน ปรับ 2,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 เดือน ปรับ 1,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้รับโทษจำคุกมาก่อน รอการลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 2 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนดภายในระยะเวลา 1 ปี เพื่อพนักงานคุมประพฤติจะได้สอบถามแนะนำ ช่วยเหลือตักเตือนในเรื่องความประพฤติและการประกอบอาชีพ ให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมความประพฤติและจำเลยเห็นสมควร 36 ชั่วโมง ห้ามจำเลยคบหาสมาคมกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษเที่ยวเตร่ตามสถานเริงรมย์ในเวลากลางคืน ดื่มสุรา เสพของมึนเมาทุกชนิด และห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกประเภท กับให้จำเลยไปรับการบำบัดรักษาการติดยาเสพติดให้โทษ ณ สถานบำบัดยาเสพติดให้โทษโรงพยาบาลทับปุด จังหวัดพังงา ตามระยะเวลาที่สถานบำบัดยาเสพติดให้โทษและพนักงานคุมประพฤติกำหนดไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ส่วนที่โจทก์ขอให้ริบบ้องกัญชาของกลางโดยอ้างว่าเป็นอุปกรณ์ที่จำเลยใช้เสพกัญชานั้น โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยในข้อหาเสพกัญชามาด้วย บ้องกัญชาของกลางดังกล่าวจึงมิใช่ทรัพย์ที่ได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำผิดคดีนี้ ไม่อาจริบได้ตามขอ จึงให้ยกคำขอส่วนนี้คืนบ้องกัญชาของกลางแก่เจ้าของ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าต้องริบบ้องกัญชาของกลางหรือไม่ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพียงกระทงเดียว มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานเสพกัญชา โจทก์จะขอให้ศาลสั่งริบบ้องกัญชาที่จำเลยมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชาหาได้ไม่ แม้จำเลยจะรับสารภาพว่ามีบ้องกัญชาดังกล่าวไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดฐานเสพกัญชา ศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบเพราะไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติไว้ว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิด ซึ่งหมายถึงเฉพาะความผิดที่กระทำในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 (1) จึงไม่อาจริบได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000715.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549