คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8171/2549 ฉบับเต็ม

#269453
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8171/2549 นางชิน ศุภรัตน์ กับพวก โจทก์ นางพูลศรี มิตรารัตน์ ผู้ร้อง นางแจ๋ว ชูวงศ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ นายตาม ชูวงศ์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1749 ป.วิ.พ. มาตรา 287, มาตรา 319 การร้องขอกันส่วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 จะต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดีหรือบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่คดีเรื่องนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีมรดกและศาลพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของ ต. แก่โจทก์ทั้งห้าตามส่วน เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ทั้งห้าจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามคำพิพากษา อันเป็นการดำเนินการเพื่อแบ่งทรัพย์สินในฐานะเจ้าของรวมที่ได้รับมรดกร่วมกันเท่านั้น โจทก์ทั้งห้าและจำเลยหาใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันไม่ และมิใช่เป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับเอาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ดังนั้น หากผู้ร้องเป็นทายาทคนหนึ่งของ ต. จริง ก็ชอบที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อขอรับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกเสียตั้งแต่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1749 กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอกันส่วนในชั้นบังคับคดีได้ ส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์มรดกของ ต. ส่วนที่ตกได้แก่จำเลย ซึ่งผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับ 1 ใน 9 ส่วน เนื่องจากจำเลยถึงแก่ความตายนั้น ก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องจัดทำบัญชีส่วนเฉลี่ยและจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งห้าและกองมรดกของจำเลยต่อไปตามนัยที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 319 ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับส่วนแบ่งเงินดังกล่าวในชั้นนี้โดยอาศัย ป.วิ.พ. มาตรา 287 ไม่ได้เช่นเดียวกัน ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายตาม ชูวงศ์ ผู้ตาย แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3977 ตำบลตลาดใหญ่ (สั้นใน) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ให้แก่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 คนละ 3.1 ตารางวา และเงินคนละ 10,000 บาท ให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 1 ใน 4 ของที่ดินดังกล่าว เนื้อที่ 3.1 ตารางวา ส่วนที่ตกได้แก่นายเติม ชูวงศ์ และเงิน 2,500 บาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวนำเงินมาแบ่งปันกัน จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3977 ตำบลตลาดใหญ่ (สั้นใน) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นทายาทโดยเป็นบุตรคนหนึ่งในจำนวน 9 คน ของนายตาม ชูวงศ์ เจ้ามรดก กับจำเลยซึ่งเป็นภริยาของนายตาม ผู้ร้องมีสิทธิรับมรดกของนายตาม 1 ใน 10 ส่วน เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกในคดีนี้ไปในราคา 980,000 บาท หักค่าธรรมเนียมแล้วคงเหลือเงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาด 931,000 บาท ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเป็นเงิน 93,100 บาท และเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2543 จำเลยถึงแก่ความตายเงินจำนวน 93,100 บาท ที่จำเลยมีสิทธิได้รับจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของจำเลยซึ่งผู้ร้องมีสิทธิได้รับ 1 ใน 9 ส่วน เป็นเงิน 10,344 บาท ขอให้มีคำสั่งแบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้องในฐานะเจ้าของรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 103,344 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่เข้าหลักเกณฑ์เรื่องขอกันส่วน ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การร้องขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จะต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดีหรือบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีมรดกและศาลพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของนายตามแก่โจทก์ทั้งห้าตามส่วน เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ทั้งห้าจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามคำพิพากษา อันเป็นการดำเนินการเพื่อแบ่งทรัพย์สินในฐานะเจ้าของรวมที่ได้รับมรดกร่วมกันเท่านั้น โจทก์ทั้งห้าและจำเลยหาใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันไม่ และมิใช่เป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับเอาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ดังนั้น หากผู้ร้องเป็นทายาทคนหนึ่งของนายตามจริง ก็ชอบที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อขอรับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกเสียตั้งแต่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1749 กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอกันส่วนในชั้นบังคับคดีได้ ส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์มรดกของนายตาม ส่วนที่ตกได้แก่จำเลย ซึ่งผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับ 1 ใน 9 ส่วน เนื่องจากจำเลยถึงแก่ความตายนั้น ก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องจัดทำบัญชีส่วนเฉลี่ยและจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งห้าและกองมรดกของจำเลยต่อไปตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 319 ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับส่วนแบ่งเงินดังกล่าวในชั้นนี้โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ไม่ได้เช่นเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชัชลิต ละเอียด-สมชัย จึงประเสริฐ-บุญรอด ตันประเสริฐ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ (1) ป.วิ.พ. มาตรา 287 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" ในการบังคับใช้กฎหมายเบื้องแรก พึงสังเกตว่าที่ให้มาตรานี้อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 นั้น ถ้าเป็นกรณีที่ต้องบังคับตามมาตราทั้งสองเกี่ยวกับการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ก็ต้องปฏิเสธตามนั้นถ้าไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวก็ทำไม่ได้ไม่ใช่ว่าขัดขืนทำตามอำเภอใจให้จงได้ ทั้งกรณีอาจไม่ต้องด้วยมาตรา 287 ด้วยก็ได้ (2) มีข้อสังเกตว่า มาตรา 287 ใช้คำว่า บุริมสิทธิ แม้จะเป็นถ้อยคำเดียวกันกับคำว่าบุริมสิทธิที่ใช้ใน ป.พ.พ. ในส่วนที่ 6 มาตรา 251-289 เกี่ยวด้วยผู้ทรงบุริมสิทธิมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ (มาตรา 251) ซึ่งตาม ป.วิ.พ. อาจมีความหมายกว้างกว่าคำว่าบุริมสิทธิใน ป.พ.พ. ดังกล่าว โดยที่คำบุริมสิทธิใน ป.พ.พ. บางมาตราหามีความหมายอย่างเดียวเท่าเทียมกับคำบุริมสิทธิในส่วนที่ 6 ดังกล่าวไม่ เช่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 719 วรรค 2 เป็นต้น แต่ทั้งนี้ไม่หมายความว่า คำว่าบุริมสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ไม่หมายถึงบุริมสิทธิตาม ป.พ.พ. ส่วนที่ 6 ดังกล่าวด้วย เช่น บุคคลย่อมมีบุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 259 (1) มีบุริมสิทธิในมูลเช่าอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 260 และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 นี้ เช่น ข. เช่าบ้านของ ก. อยู่อาศัย ข. ติดค้างชำระค่าเช่า ก. มีบุริมสิทธิในมูลที่ ข. เช่าบ้าน จึงฟ้องคดีนำยึดเครื่องรับโทรทัศน์ของ ข. ซึ่งอยู่ในบ้านที่เช่าได้ตามมาตรา 260 ถ้าเครื่องรับโทรทัศน์ไม่ใช่ของ ข. แต่ ข. ยืมมาจาก ค. ค. ย่อมร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 (3) ส่วนที่ว่า สิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นก็เช่นสิทธิยึดหน่วง (มาตรา 241) สิทธิของผู้รับจำนอง (มาตรา 702) สิทธิของผู้รับจำนำ (มาตรา 747, 758) สิทธิของผู้ทรงกรรมสิทธิ์รวม (มาตรา 1356) เป็นต้น (4) ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ต้องเป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาบังคับเอาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วบุคคลภายนอกคดี (ไม่ใช่บุคคลในคดี) ร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดนั้นได้ตามกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 287 นี้บังคับไว้ว่าการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ดังกล่าวไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย แต่ตามฎีกาที่ 8171/2549 ที่บันทึกนี้ คดีไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 287 อย่างที่ศาลฎีกาว่าไว้เพราะเหตุใดนั้นข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีมรดกและศาลพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของ ต. แก่โจทก์ทั้งห้าตามส่วน เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ทั้งห้าจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งกันตามคำพิพากษา อันเป็นการดำเนินการเพื่อแบ่งทรัพย์สินในฐานะเจ้าของรวมที่ได้รับมรดกร่วมกันเท่านั้น โจทก์ทั้งห้าและจำเลยหาใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันไม่ และมิใช่เป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันไม่ และมิใช่เป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับเอาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ศาลฎีกากล่าวต่อไปว่า หากผู้ร้องเป็นทายาทคนหนึ่งของ ต. จริง ก็ชอบที่จะร้องสอดเข้ามาในคดี เพื่อขอรับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกเสียตั้งแต่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1749 กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอกันส่วนในชั้นบังคับคดีได้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้อย่างถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไพจิตร ปุญญพันธ์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269453
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082020436"
    }
}
date
2549
deka_no
8171/2549
deka_running_no
8171
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ชัชลิต ละเอียด",
    "สมชัย จึงประเสริฐ",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1749"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 287",
            "ม. 319"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางชิน ศุภรัตน์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางพูลศรี มิตรารัตน์"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางแจ๋ว ชูวงศ์ ในฐานะผู้จัดการมรดกของ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายตาม ชูวงศ์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกาพิพากษาให้จำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนายตาม ชูวงศ์ ผู้ตาย แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 3977 ตำบลตลาดใหญ่ (สั้นใน) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ให้แก่โจทก์ที่ 3 ถึงที่ 5 คนละ 3.1 ตารางวา และเงินคนละ 10,000 บาท ให้โจทก์ที่ 2 จำนวน 1 ใน 4 ของที่ดินดังกล่าว เนื้อที่ 3.1 ตารางวา ส่วนที่ตกได้แก่นายเติม ชูวงศ์ และเงิน 2,500 บาท หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวนำเงินมาแบ่งปันกัน จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 3977 ตำบลตลาดใหญ่ (สั้นใน) อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นทายาทโดยเป็นบุตรคนหนึ่งในจำนวน 9 คน ของนายตาม ชูวงศ์ เจ้ามรดก กับจำเลยซึ่งเป็นภริยาของนายตาม ผู้ร้องมีสิทธิรับมรดกของนายตาม 1 ใน 10 ส่วน เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกในคดีนี้ไปในราคา 980,000 บาท หักค่าธรรมเนียมแล้วคงเหลือเงินสุทธิที่ได้จากการขายทอดตลาด 931,000 บาท ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งเป็นเงิน 93,100 บาท และเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2543 จำเลยถึงแก่ความตายเงินจำนวน 93,100 บาท ที่จำเลยมีสิทธิได้รับจึงเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทของจำเลยซึ่งผู้ร้องมีสิทธิได้รับ 1 ใน 9 ส่วน เป็นเงิน 10,344 บาท ขอให้มีคำสั่งแบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่ผู้ร้องในฐานะเจ้าของรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 103,344 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า กรณีตามคำร้องไม่เข้าหลักเกณฑ์เรื่องขอกันส่วน ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การร้องขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 จะต้องเป็นกรณีที่มีการบังคับคดีหรือบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีมรดกและศาลพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของนายตามแก่โจทก์ทั้งห้าตามส่วน เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ทั้งห้าจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามคำพิพากษา อันเป็นการดำเนินการเพื่อแบ่งทรัพย์สินในฐานะเจ้าของรวมที่ได้รับมรดกร่วมกันเท่านั้น โจทก์ทั้งห้าและจำเลยหาใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันไม่ และมิใช่เป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับเอาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ดังนั้น หากผู้ร้องเป็นทายาทคนหนึ่งของนายตามจริง ก็ชอบที่จะร้องสอดเข้ามาในคดีเพื่อขอรับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกเสียตั้งแต่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1749 กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอกันส่วนในชั้นบังคับคดีได้ ส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์มรดกของนายตาม ส่วนที่ตกได้แก่จำเลย ซึ่งผู้ร้องฎีกาว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับ 1 ใน 9 ส่วน เนื่องจากจำเลยถึงแก่ความตายนั้น ก็เป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานบังคับคดีจะต้องจัดทำบัญชีส่วนเฉลี่ยและจ่ายเงินให้แก่โจทก์ทั้งห้าและกองมรดกของจำเลยต่อไปตามนัยที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 319 ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอรับส่วนแบ่งเงินดังกล่าวในชั้นนี้โดยอาศัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ไม่ได้เช่นเดียวกัน ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษาต้องกันมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
(1) ป.วิ.พ. มาตรา 287 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ย่อมไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย" ในการบังคับใช้กฎหมายเบื้องแรก พึงสังเกตว่าที่ให้มาตรานี้อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 นั้น ถ้าเป็นกรณีที่ต้องบังคับตามมาตราทั้งสองเกี่ยวกับการบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ก็ต้องปฏิเสธตามนั้นถ้าไม่ต้องด้วยบทบัญญัติดังกล่าวก็ทำไม่ได้ไม่ใช่ว่าขัดขืนทำตามอำเภอใจให้จงได้ ทั้งกรณีอาจไม่ต้องด้วยมาตรา 287 ด้วยก็ได้ (2) มีข้อสังเกตว่า มาตรา 287 ใช้คำว่า บุริมสิทธิ แม้จะเป็นถ้อยคำเดียวกันกับคำว่าบุริมสิทธิที่ใช้ใน ป.พ.พ. ในส่วนที่ 6 มาตรา 251-289 เกี่ยวด้วยผู้ทรงบุริมสิทธิมีสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ (มาตรา 251) ซึ่งตาม ป.วิ.พ. อาจมีความหมายกว้างกว่าคำว่าบุริมสิทธิใน ป.พ.พ. ดังกล่าว โดยที่คำบุริมสิทธิใน ป.พ.พ. บางมาตราหามีความหมายอย่างเดียวเท่าเทียมกับคำบุริมสิทธิในส่วนที่ 6 ดังกล่าวไม่ เช่น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 719 วรรค 2 เป็นต้น แต่ทั้งนี้ไม่หมายความว่า คำว่าบุริมสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ไม่หมายถึงบุริมสิทธิตาม ป.พ.พ. ส่วนที่ 6 ดังกล่าวด้วย เช่น บุคคลย่อมมีบุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 259 (1) มีบุริมสิทธิในมูลเช่าอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 260 และตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 นี้ เช่น ข. เช่าบ้านของ ก. อยู่อาศัย ข. ติดค้างชำระค่าเช่า ก. มีบุริมสิทธิในมูลที่ ข. เช่าบ้าน จึงฟ้องคดีนำยึดเครื่องรับโทรทัศน์ของ ข. ซึ่งอยู่ในบ้านที่เช่าได้ตามมาตรา 260 ถ้าเครื่องรับโทรทัศน์ไม่ใช่ของ ข. แต่ ข. ยืมมาจาก ค. ค. ย่อมร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 288 (3) ส่วนที่ว่า สิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นก็เช่นสิทธิยึดหน่วง (มาตรา 241) สิทธิของผู้รับจำนอง (มาตรา 702) สิทธิของผู้รับจำนำ (มาตรา 747, 758) สิทธิของผู้ทรงกรรมสิทธิ์รวม (มาตรา 1356) เป็นต้น (4) ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ต้องเป็นเรื่องที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาบังคับเอาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้วบุคคลภายนอกคดี (ไม่ใช่บุคคลในคดี) ร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินที่ถูกยึดอายัดนั้นได้ตามกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 287 นี้บังคับไว้ว่าการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ดังกล่าวไม่กระทบกระทั่งถึงบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ ซึ่งบุคคลภายนอกอาจร้องขอให้บังคับเหนือทรัพย์สินนั้นได้ตามกฎหมาย แต่ตามฎีกาที่ 8171/2549 ที่บันทึกนี้ คดีไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 287 อย่างที่ศาลฎีกาว่าไว้เพราะเหตุใดนั้นข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่โจทก์ทั้งห้าฟ้องคดีมรดกและศาลพิพากษาให้จำเลยแบ่งทรัพย์มรดกของ ต. แก่โจทก์ทั้งห้าตามส่วน เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตาม โจทก์ทั้งห้าจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินอันเป็นทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาด นำเงินมาแบ่งกันตามคำพิพากษา อันเป็นการดำเนินการเพื่อแบ่งทรัพย์สินในฐานะเจ้าของรวมที่ได้รับมรดกร่วมกันเท่านั้น โจทก์ทั้งห้าและจำเลยหาใช่เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันไม่ และมิใช่เป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาต่อกันไม่ และมิใช่เป็นการยึดทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาเพื่อบังคับเอาชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแต่อย่างใด ศาลฎีกากล่าวต่อไปว่า หากผู้ร้องเป็นทายาทคนหนึ่งของ ต. จริง ก็ชอบที่จะร้องสอดเข้ามาในคดี เพื่อขอรับส่วนแบ่งทรัพย์มรดกเสียตั้งแต่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1749 กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 ที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอกันส่วนในชั้นบังคับคดีได้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้อย่างถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไพจิตร ปุญญพันธ์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000716.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549