คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9109/2549 ฉบับเต็ม

#269463
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9109/2549 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นายวิวัฒน์ หมายเงา จำเลย พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, มาตรา 72 องค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 คือ การมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ดังนั้น การที่จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนคนละขนาดกับอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและจะใช้ด้วยกันได้หรือไม่ จึงไม่ใช่เป็นข้อสาระสำคัญไม่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 และริบอาวุธปืนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนให้จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า แม้อาวุธปืนของกลางจะเป็นอาวุธปืนขนาด .357 แต่จะใช้ยิงได้หรือไม่ โจทก์ไม่ได้นำสืบประกอบคำรับสารภาพ และกระสุนปืนกับอาวุธปืนของกลางเป็นคนละชนิดกัน เป็นทำนองว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่สามารถใช้ยิงได้ ดังนั้น จำเลยจะฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ให้การรับสารภาพแล้วเพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นย่อมมิได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาเป็นข้อกฎหมายในทำนองว่า อาวุธปืนกับกระสุนปืนของกลางเป็นคนละขนาดกันไม่อาจใช้ด้วยกันได้ จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า องค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 คือ การมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ดังนั้น การที่จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนคนละขนาดกับอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและจะใช้ด้วยกันได้หรือไม่ จึงไม่ใช่เป็นข้อสาระสำคัญ ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมา ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบานั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนให้แก่จำเลยก่อนลดโทษให้จำคุก 1 ปี เป็นการลงโทษในอัตราโทษขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษเบากว่านี้ได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืนก่อนลดโทษให้จำคุก 6 เดือน ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้ ทั้งอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ หากนำไปใช้ก่ออาชญากรรมแล้วย่อมยากแก่การตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด ประกอบกับสภาพปัญหาของสังคมในปัจจุบันมีการใช้อาวุธปืนก่ออาชญากรรมเป็นจำนวนมากหลายรูปแบบ และนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การที่จำเลยมีและพาอาวุธปืนกับกระสุนปืนกับกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะอาจเป็นภัยต่อประชาชนทั่วไป พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดโดยขาดความสำนึก ด้วยความคึกคะนอง ไม่ได้นำอาวุธปืนไปทำร้ายผู้ใด และจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้นไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง ต้องเป็นเพียงกรณีมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้" พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 (สถิตย์ อรรถบลยุคล-อดิศักดิ์ ทิมมาศย์-ดิเรก อิงคนินันท์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือ นำเข้า ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ จากบทบัญญัติดังกล่าวห้ามทั้งการมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน ดังนั้น หากมีอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นความผิด มีข้อพิจารณาว่า หากผู้กระทำความผิดมีอาวุธปืนสั้นขนาด .38 ม.ม. ไว้ในครอบครองโดยมิได้มีใบอนุญาต และมีเครื่องกระสุนปืนขนาด .38 ไว้ในครอบครองอีกจำนวนหนึ่ง จะเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียว หรือกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดหลายบทต่างกรรมกัน เมื่อพิจารณา มาตรา 72 ของ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี... ถ้าการฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งเป็นเพียงกรณีเกี่ยวกับส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืนตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หรือเป็นกรณีมีเครื่องกระสุนปืน ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี... จากบทบัญญัติมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ที่ว่าฝ่าฝืนมาตรา 7 ต้องระวางโทษ... เมื่อมาตรา 7 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใด...มี...ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน ดังนั้น หากมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนขนาดเดียวกัน (ใช้ด้วยกันได้) ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียว ซึ่งจะสอดคล้องกับเจตนาในการกระทำความผิดของผู้กระทำความผิดด้วย กล่าวคือ ต้องการมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองในคราวเดียวกันหรือใช้ร่วมกัน มีข้อน่าคิดต่อไปว่า หากผู้กระทำความผิดมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนคนละขนาดกัน ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่นนี้จะเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียว หรือกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดต่างกรรมกัน มีความเห็นเป็น 2 อย่าง คือ ฝ่ายแรกเห็นว่ามาตรา 7 มิได้บัญญัติว่าต้องเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ขนาดเดียวกัน ดังนั้น แม้จะเป็นคนละขนาดไม่สามารถใช้ด้วยกันได้ก็เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียวตาม มาตรา 7 และมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ความเห็นนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาสนับสนุน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4955/2533 จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองพร้อมกระสุนปืนลูกซองและกระสุนปืนขนาด .32 ไว้ในครอบครองเป็นกรรมเดียว (ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิด 2 กรรม คือ ฐานมีอาวุธปืนลูกซองและเครื่องกระสุนปืนลูกซองและฐานมีเครื่องกระสุนปืนขนาด .32 ไว้ในครอบครอง) คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยราวกับว่าเป็นตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ แต่ข้อเท็จจริงไม่เหมือนกัน กล่าวคือเครื่องกระสุนปืนขนาด .38 สามารถใช้ยิงกับอาวุธปืนขนาด .357 ได้ ดังนั้น จึงเทียบเคียงกันไม่ได้ ฝ่ายที่สองเห็นว่าเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาสนับสนุนอันเดียวกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3283/2545 อาวุธปืนและกระสุนปืน ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีทั้งลำกล้องปืนและกระสุนปืนเป็นคนละชนิดและขนาดกับอาวุธปืน นอกจากจะเป็นความผิดตามมาตรา 72 วรรคหนึ่งแล้ว ยังเป็นความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง ด้วย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามมาตรา 72 วรรคหนึ่งอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ผู้หมายเหตุเห็นว่า แม้มาตรา 7 จะใช้คำว่า ...มี...ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนและมาตรา 72 วรรคหนึ่ง จะใช้คำว่าฝ่าฝืนมาตรา 7 ต้องระวางโทษ ก็น่าจะมีเจตนากล่าวถึงเฉพาะอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนชนิดเดียวกัน หรือใช้ด้วยกันได้หากไม่สามารถใช้ด้วยกันได้น่าจะเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเช่นเดียวกับศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4955/2533 ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269463
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082020003"
    }
}
date
2549
deka_no
9109/2549
deka_running_no
9109
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "สถิตย์ อรรถบลยุคล",
    "อดิศักดิ์ ทิมมาศย์",
    "ดิเรก อิงคนินันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 72"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิวัฒน์ หมายเงา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 371 และริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 9 เดือน ริบอาวุธปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ส่วนความผิดฐานพาอาวุธปืนให้จำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 1 ปี 6 เดือน เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า แม้อาวุธปืนของกลางจะเป็นอาวุธปืนขนาด .357 แต่จะใช้ยิงได้หรือไม่ โจทก์ไม่ได้นำสืบประกอบคำรับสารภาพ และกระสุนปืนกับอาวุธปืนของกลางเป็นคนละชนิดกัน เป็นทำนองว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าอาวุธปืนและกระสุนปืนของกลางเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่สามารถใช้ยิงได้ ดังนั้น จำเลยจะฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงที่ให้การรับสารภาพแล้วเพื่อให้ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นย่อมมิได้เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมาเป็นข้อกฎหมายในทำนองว่า อาวุธปืนกับกระสุนปืนของกลางเป็นคนละขนาดกันไม่อาจใช้ด้วยกันได้ จำเลยไม่มีความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า องค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 คือ การมีไว้ในครอบครองซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ ดังนั้น การที่จำเลยมีเครื่องกระสุนปืนคนละขนาดกับอาวุธปืนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองและจะใช้ด้วยกันได้หรือไม่ จึงไม่ใช่เป็นข้อสาระสำคัญ ไม่ทำให้การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดตามฟ้องแต่อย่างใด ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาข้อต่อมา ขอให้ลงโทษจำเลยในสถานเบานั้น เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ลงโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนให้แก่จำเลยก่อนลดโทษให้จำคุก 1 ปี เป็นการลงโทษในอัตราโทษขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยแล้ว ศาลฎีกาไม่อาจลงโทษเบากว่านี้ได้ และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดโทษจำเลยในความผิดฐานพาอาวุธปืนก่อนลดโทษให้จำคุก 6 เดือน ก็เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้วไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายขอให้รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยนั้น เห็นว่า อาวุธปืนเป็นอาวุธร้ายแรงโดยสภาพสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของผู้อื่นได้ ทั้งอาวุธปืนของกลางไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ หากนำไปใช้ก่ออาชญากรรมแล้วย่อมยากแก่การตรวจสอบและติดตามหาตัวผู้กระทำความผิด ประกอบกับสภาพปัญหาของสังคมในปัจจุบันมีการใช้อาวุธปืนก่ออาชญากรรมเป็นจำนวนมากหลายรูปแบบ และนับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การที่จำเลยมีและพาอาวุธปืนกับกระสุนปืนกับกระสุนปืนของกลางติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะอาจเป็นภัยต่อประชาชนทั่วไป พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยนับว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยกระทำความผิดโดยขาดความสำนึก ด้วยความคึกคะนอง ไม่ได้นำอาวุธปืนไปทำร้ายผู้ใด และจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนยังไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้นไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง ต้องเป็นเพียงกรณีมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเท่านั้น แต่คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง เท่านั้น ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 7 บัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดทำ ซื้อ มี ใช้ สั่ง หรือ นำเข้า ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ จากบทบัญญัติดังกล่าวห้ามทั้งการมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืน ดังนั้น หากมีอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นความผิด มีข้อพิจารณาว่า หากผู้กระทำความผิดมีอาวุธปืนสั้นขนาด .38 ม.ม. ไว้ในครอบครองโดยมิได้มีใบอนุญาต และมีเครื่องกระสุนปืนขนาด .38 ไว้ในครอบครองอีกจำนวนหนึ่ง จะเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียว หรือกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดหลายบทต่างกรรมกัน เมื่อพิจารณา มาตรา 72 ของ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 7 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี... ถ้าการฝ่าฝืนตามวรรคหนึ่งเป็นเพียงกรณีเกี่ยวกับส่วนหนึ่งส่วนใดของอาวุธปืนตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง หรือเป็นกรณีมีเครื่องกระสุนปืน ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี... จากบทบัญญัติมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ที่ว่าฝ่าฝืนมาตรา 7 ต้องระวางโทษ... เมื่อมาตรา 7 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้ใด...มี...ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืน ดังนั้น หากมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนขนาดเดียวกัน (ใช้ด้วยกันได้) ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียว ซึ่งจะสอดคล้องกับเจตนาในการกระทำความผิดของผู้กระทำความผิดด้วย กล่าวคือ ต้องการมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองในคราวเดียวกันหรือใช้ร่วมกัน มีข้อน่าคิดต่อไปว่า หากผู้กระทำความผิดมีอาวุธปืน และเครื่องกระสุนปืนคนละขนาดกัน ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ เช่นนี้จะเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียว หรือกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท หรือเป็นความผิดต่างกรรมกัน มีความเห็นเป็น 2 อย่าง คือ ฝ่ายแรกเห็นว่ามาตรา 7 มิได้บัญญัติว่าต้องเป็นอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน ขนาดเดียวกัน ดังนั้น แม้จะเป็นคนละขนาดไม่สามารถใช้ด้วยกันได้ก็เป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายบทเดียวตาม มาตรา 7 และมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ความเห็นนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาสนับสนุน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4955/2533 จำเลยมีอาวุธปืนลูกซองพร้อมกระสุนปืนลูกซองและกระสุนปืนขนาด .32 ไว้ในครอบครองเป็นกรรมเดียว (ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิด 2 กรรม คือ ฐานมีอาวุธปืนลูกซองและเครื่องกระสุนปืนลูกซองและฐานมีเครื่องกระสุนปืนขนาด .32 ไว้ในครอบครอง) คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้วินิจฉัยราวกับว่าเป็นตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ แต่ข้อเท็จจริงไม่เหมือนกัน กล่าวคือเครื่องกระสุนปืนขนาด .38 สามารถใช้ยิงกับอาวุธปืนขนาด .357 ได้ ดังนั้น จึงเทียบเคียงกันไม่ได้ ฝ่ายที่สองเห็นว่าเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดกฎหมายหลายบท โดยมีคำพิพากษาศาลฎีกาสนับสนุนอันเดียวกัน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3283/2545 อาวุธปืนและกระสุนปืน ที่จำเลยมีไว้ในครอบครองมีทั้งลำกล้องปืนและกระสุนปืนเป็นคนละชนิดและขนาดกับอาวุธปืน นอกจากจะเป็นความผิดตามมาตรา 72 วรรคหนึ่งแล้ว ยังเป็นความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง ด้วย การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวกันผิดต่อกฎหมายหลายบทต้องลงโทษตามมาตรา 72 วรรคหนึ่งอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ผู้หมายเหตุเห็นว่า แม้มาตรา 7 จะใช้คำว่า ...มี...ซึ่งอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนและมาตรา 72 วรรคหนึ่ง จะใช้คำว่าฝ่าฝืนมาตรา 7 ต้องระวางโทษ ก็น่าจะมีเจตนากล่าวถึงเฉพาะอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนชนิดเดียวกัน หรือใช้ด้วยกันได้หากไม่สามารถใช้ด้วยกันได้น่าจะเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันเช่นเดียวกับศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4955/2533 ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000712.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549