คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 389/2548 ฉบับเต็ม

#269466
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 389/2548 นายประเสริฐ โอรพันธ์ โจทก์ บริษัทเวทเธอร์ฟอร์ด เคเอสพี จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 207, มาตรา 208 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, มาตรา 9 วรรคสอง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใดลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง จึงจะเป็นการชำระหนี้โดยชอบตาม ป.พ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอขอชำระหนี้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขจำกัดตัดสิทธิอื่นๆ อับชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบ โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลย โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 207 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามกำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในหนี้เงินค่าจ่างตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเฉพาะเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ให้แก่โจทก์ ก็พออนุโลมว่าโจทก์ขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดมาด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานจึงเห็นสมควรให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตาม พ.ร.บ. จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ มาตรา 52 และจำเลยยอมจ่ายเงินจำนวนทั้งหมดให้แก่โจทก์แล้วแต่โจทก์ไม่ยอมรับจึงไม่ถือว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานฯ มาตรา 9 วรรคสอง ให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 205,920 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน เป็นเงิน 68,640 บาท เงินเดือนของเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ค่าโบนัสและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมเป็นเงิน 18,411.73 บาท และให้ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ของต้นเงิน 292,971 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์นำรถยนต์อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยออกไปใช้ธุระส่วนตัวโดยไม่เกี่ยวกับการทำงานให้จำเลย แล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย ทำให้จำเลยไม่มีรถยนต์ใช้ การกระทำของโจทก์เป็นการไม่ซื่อตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรงจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และถือเป็นการทำผิดร้ายแรง จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แต่จำเลยยังค้างจ่ายจ่าจ้างในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2546 จำนวน 8,580 บาท โบนัสตามสัดส่วนของระยะเวลาทำงานในปี 2546 จำนวน 3,527.37 บาท และเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 9,152 บาท รวมเป็นเงิน 21,259.33 บาท หักเงินประกันสังคม 600 บาท และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 2,247.60 บาท คงเหลือ 18,411.73 บาท จำเลยทำหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับเงินดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ยอมรับ ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงิน 18,411.73 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่ พิเคราะห์ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.5 บทที่ 8 วินัย โทษทางวินัยและการพักงานข้อ 1.4.3 ระบุว่า "พนักงานต้องไม่นำอุปกรณ์หรือทรัพย์สินของบริษัทฯ ไปใช้นอกเหนือจากการทำงานให้แก่บริษัทฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา" เห็นว่า โจทก์ได้นำรถยนต์ที่จำเลยเช่ามาให้ทำงานของจำเลย ขับพาภริยาและบุตรของโจทก์ไปเที่ยวแล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายอย่างมากตามภาพถ่ายหมาย ล. 1 นั้น เป็นการนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ส่วนต้วโดยไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เป็นการไม่ซื่อตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยการอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่สามารถนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ในการทำงานได้ขับไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทำให้จำเลยไม่มีรถยนต์ใช้ปฏิบัติงานนานถึง 2 สัปดาห์ ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสุดท้าย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อไปว่า โจทก์ไปขอรับเงินค่าจ้างค้างจ่ายจากจำเลย แต่จำเลยบันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ.3 ว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ จากจำเลยอีก โจทก์จึงไม่ยอมรับเงินดังกล่าวเพราะเป็นการจำกัดสิทธิตามกฎหมายของโจทก์ จึงไม่ถือว่าโจทก์ผิดนัด จำเลยต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ และเจ้าหนี้ไม่รับชำระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด" เมื่อพิเคราะห์หนังสือที่จำเลยแจ้งให้โจทก์มารับชำระหนี้เอกสารหมาย จ.3 แล้ว ด้านล่างมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้ทำการตรวจสอบและเห็นว่าถูกต้องทุกประการ ข้าพเจ้าไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ จากบริษัทอีก จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน" เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยต้องชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง จึงจะเป็นการชำระหนี้โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 208 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอขอชำระหนี้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขจำกัดตัดสิทธิอื่นๆ อันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบ โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลย โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามกำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในหนี้เงินค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเฉพาะเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ให้แก่โจทก์ ก็พออนุโลมว่าโจทก์ขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดมาด้วย เพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานจึงเห็นสมควรพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 และเมื่อจำเลยยอมจ่ายเงินจำนวนทั้งหมดดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับ จึงไม่ถือว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง ให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินค่าจ้างค้างจ่าย นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง (รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-ชวลิต ยอดเณร-ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269466
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082035385"
    }
}
date
2548
deka_no
389/2548
deka_running_no
389
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์",
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 207",
            "ม. 208"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 9 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 9 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 52"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายประเสริฐ โอรพันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทเวทเธอร์ฟอร์ด เคเอสพี จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน เป็นเงิน 205,920 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเท่ากับค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน เป็นเงิน 68,640 บาท เงินเดือนของเดือนกุมภาพันธ์ 2546 ค่าโบนัสและค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีรวมเป็นเงิน 18,411.73 บาท และให้ชำระเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ทุกระยะ 7 วัน ของต้นเงิน 292,971 บาท นับถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์นำรถยนต์อันเป็นทรัพย์สินของจำเลยออกไปใช้ธุระส่วนตัวโดยไม่เกี่ยวกับการทำงานให้จำเลย แล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย ทำให้จำเลยไม่มีรถยนต์ใช้ การกระทำของโจทก์เป็นการไม่ซื่อตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นการฝ่าฝืนระเบียบและคำสั่งของจำเลยในกรณีร้ายแรงจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และถือเป็นการทำผิดร้ายแรง จำเลยไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 แต่จำเลยยังค้างจ่ายจ่าจ้างในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2546 จำนวน 8,580 บาท โบนัสตามสัดส่วนของระยะเวลาทำงานในปี 2546 จำนวน 3,527.37 บาท และเงินค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี 9,152 บาท รวมเป็นเงิน 21,259.33 บาท หักเงินประกันสังคม 600 บาท และภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย 2,247.60 บาท คงเหลือ 18,411.73 บาท จำเลยทำหนังสือแจ้งให้โจทก์มารับเงินดังกล่าว แต่โจทก์ไม่ยอมรับ ถือว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดนัด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์ พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงิน 18,411.73 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่าโจทก์ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานหรือคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรมของจำเลยในกรณีร้ายแรงหรือไม่ พิเคราะห์ระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.5 บทที่ 8 วินัย โทษทางวินัยและการพักงานข้อ 1.4.3 ระบุว่า "พนักงานต้องไม่นำอุปกรณ์หรือทรัพย์สินของบริษัทฯ ไปใช้นอกเหนือจากการทำงานให้แก่บริษัทฯ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา" เห็นว่า โจทก์ได้นำรถยนต์ที่จำเลยเช่ามาให้ทำงานของจำเลย ขับพาภริยาและบุตรของโจทก์ไปเที่ยวแล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหายอย่างมากตามภาพถ่ายหมาย ล. 1 นั้น เป็นการนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ส่วนต้วโดยไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เป็นการไม่ซื่อตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่โดยการอาศัยตำแหน่งหน้าที่ที่สามารถนำรถยนต์ของจำเลยไปใช้ในการทำงานได้ขับไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทำให้จำเลยไม่มีรถยนต์ใช้ปฏิบัติงานนานถึง 2 สัปดาห์ ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานในกรณีร้ายแรง จำเลยสามารถเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (4) และไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 17 วรรคสุดท้าย อุทธรณ์ข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อไปว่า โจทก์ไปขอรับเงินค่าจ้างค้างจ่ายจากจำเลย แต่จำเลยบันทึกไว้ในเอกสารหมาย จ.3 ว่าโจทก์ไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ จากจำเลยอีก โจทก์จึงไม่ยอมรับเงินดังกล่าวเพราะเป็นการจำกัดสิทธิตามกฎหมายของโจทก์ จึงไม่ถือว่าโจทก์ผิดนัด จำเลยต้องจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้ขอปฏิบัติการชำระหนี้ และเจ้าหนี้ไม่รับชำระหนี้นั้นโดยปราศจากมูลเหตุอันจะอ้างกฎหมายได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด" เมื่อพิเคราะห์หนังสือที่จำเลยแจ้งให้โจทก์มารับชำระหนี้เอกสารหมาย จ.3 แล้ว ด้านล่างมีข้อความว่า "ข้าพเจ้าได้ทำการตรวจสอบและเห็นว่าถูกต้องทุกประการ ข้าพเจ้าไม่ติดใจที่จะเรียกร้องค่าตอบแทนใดๆ จากบริษัทอีก จึงลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน" เห็นว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างค้างจ่ายค่าจ้างแก่โจทก์ จำเลยต้องชำระเงินดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรง จึงจะเป็นการชำระหนี้โดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 208 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอขอชำระหนี้แก่โจทก์ โดยมีเงื่อนไขจำกัดตัดสิทธิอื่นๆ อันชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้แก่โจทก์โดยชอบ โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้ การที่โจทก์ปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้จากจำเลย โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 207 เมื่อจำเลยไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามกำหนด จำเลยจึงตกเป็นผู้ผิดนัดต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในหนี้เงินค่าจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะมีคำขอท้ายฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายเฉพาะเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ให้แก่โจทก์ ก็พออนุโลมว่าโจทก์ขอให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดมาด้วย เพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความ ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานจึงเห็นสมควรพิพากษาให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 และเมื่อจำเลยยอมจ่ายเงินจำนวนทั้งหมดดังกล่าวให้แก่โจทก์แล้ว แต่โจทก์ไม่ยอมรับ จึงไม่ถือว่าจำเลยจงใจไม่จ่ายเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจากเหตุอันสมควร จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 15 ต่อทุก 7 วัน ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคสอง ให้แก่โจทก์ ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายดอกเบี้ยและเงินเพิ่มให้แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน อุทธรณ์ของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ในต้นเงินค่าจ้างค้างจ่าย นับแต่วันฟ้องตามที่โจทก์ขอจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000854.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548