คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2548 ฉบับเต็ม

#269468
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 108/2548 นางสุจินต์ ช่วยดิษฐ ผู้ร้อง ป.พ.พ. มาตรา 1600, มาตรา 1713 ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ไม่จำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรง หากมีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายก็มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ เมื่อทรัพย์มรดกของ ช. เจ้ามรดกตกทอดได้แก่ทายาทซึ่งรวมทั้ง ม. มารดาผู้ร้องด้วย แต่ ม. ถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว สิทธิในทรัพย์มรดกของ ช. ส่วนที่ตกได้แก่ ม. จึงเป็นมรดกของ ม. ที่ตกได้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาท ผู้ร้องจึงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เป็นมรดกของ ช. ด้วยตามส่วน ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของ ช. ได้ ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุม หนูแสง ผู้ตาย ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องมิใช่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของนายชุมเจ้ามรดกที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุมได้ จึงมีคำสั่งยกคำร้องขอ ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุม หนูแสง ผู้ตาย หรือไม่ เห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 นั้น ไม่จำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรงหากมีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายก็มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ตามคำร้องของผู้ร้องได้ความว่า นางชวนชม เรืองเพชร มารดาผู้ร้อง เป็นบุตรของนายชุม หนูแสง นางชวนชมจึงเป็นทายาทของนายชุม เมื่อนายชุมถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกของนายชุมย่อมตกทอดได้แก่ทายาทของนายชุมซึ่งรวมทั้งนางชวนชมด้วย แต่นางชวนชมถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว สิทธิในทรัพย์มรดกของนายชุมส่วนที่ตกได้แก่นางชวนชมจึงเป็นมรดกของนางชวนชมที่ตกได้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของนางชวนชม ผู้ร้องจึงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เป็นมรดกของนายชุมด้วยตามส่วน ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุมได้ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณา ที่ศาลชั้นต้นรับคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น" พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอไว้ดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (สมชาย จุลนิติ์-มานะ ศุภวิริยกุล-ชาลี ทัพภวิมล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ บุตรของเจ้ามรดกเป็นผู้สืบสันดานชั้นสนิทที่สุดที่มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดก ส่วนผู้สืบสันดานในชั้นถัดลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิในการรับมรดกแทนที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1631 ประกอบมาตรา 1639 แต่ต้องเป็นกรณีที่ทายาทนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ผู้สืบสันดานที่เข้ารับมรดกแทนที่ทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ยังถือว่าเป็น "ทายาท" ของเจ้ามรดกตามความหมายในมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง โดยเหตุผลที่ว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของผู้ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเสมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว (มาตรา 1607) จึงนับได้ว่าเป็นทายาทโดยตรงของเจ้ามรดก แม้จะมิใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของเจ้ามรดกก็ตาม ในกรณีที่ทายาทโดยธรรมไม่ว่าในฐานะคู่สมรสหรือญาติในลำดับใดๆ ตามาตรา 1629 เกิดสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกแล้วแต่ถึงแก่ความตายในภายหลังผู้สืบสันดานของทายาทเหล่านั้นย่อมมีสิทธิรับมรดกของทายาทดังกล่าวในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) แต่เมื่อทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกคนแรกยังมิได้แบ่งปันกันให้เสร็จสิ้น สิทธิในการรับมรดกย่อมตกทอดไปยังผู้สืบสันดานของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกคนแรก ตามาตรา 1600 กรณีเช่นนี้ ไม่ถือว่าผู้สืบสันดานนั้นเป็นทายาทโดยธรรมหรือทายาทโดยตรงของเจ้ามรดกคนแรก หากแต่เป็นเพียงผู้สืบสิทธิในการรับมรดกของทายาทดังกล่าวเท่านั้น จึงถือได้ว่าเป็น "ผู้เสียส่วนได้เสีย" ในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกคนแรก คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 181/2537 ซึ่งวินิจฉัยว่า ผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ที่มีสิทธิร้องขอจัดตั้งผู้จัดการมรดกนั้น หาจำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะทายาทโดยธรรมหรือทางพินัยกรรมของผู้มรณะโดยตรง บุคคลใดที่มีส่วนได้เสียในกองมรดกก็ชอบที่จะร้องขอได้ เจ้ามรดกมีที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกตกแก่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นมารดากับบุตรทั้งสามและ ส. ภริยาของเจ้ามรดกแต่ที่ดินพิพาทที่เป็นมรดกยังไม่ได้แบ่งปัน ส. ก็ถึงแก่ความตาย ดังนี้ สิทธิในที่ดินพิพาทในส่วนที่ตกได้แก่ ส. จึงเป็นมรดกของ ส. ที่ตกแก่ผู้คัดค้านกับภริยาผู้คัดค้านซึ่งเป็นบิดามารดาของ ส. และบุตรทั้งสามของ ส. ผู้คัดค้านย่อมมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายด้วยตามส่วน ถือได้ว่าผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียที่จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2135/2537 แม้ผู้ร้องไม่ได้เป็นบุตรของเจ้ามรดกแต่เจ้ามรดกจดทะเบียนสมรสกับมารดาผู้ร้อง ระหว่างมีชีวิตเจ้ามรดกและมารดาผู้ร้องมีชื่อร่วมกันในที่ดิน เจ้ามรดกตายก่อนมารดาผู้ร้อง ที่ดินส่วนของเจ้ามรดกตกแก่มารดาผู้ร้องเมื่อมารดาผู้ร้องตาย ดังนี้ ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินมรดก มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้ ส่วนสิทธิในการรับมรดกของเจ้ามรดกว่าทรัพย์สินจะตกได้แก่ผู้ร้องเพียงใดนั้น เป็นกรณีที่จะต้องว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ชาติชาย อัครวิบูลย์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269468
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082035749"
    }
}
date
2548
deka_no
108/2548
deka_running_no
108
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย จุลนิติ์",
    "มานะ ศุภวิริยกุล",
    "ชาลี ทัพภวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1600",
            "ม. 1713"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางสุจินต์ ช่วยดิษฐ"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุม หนูแสง ผู้ตาย

ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้ร้องมิใช่ทายาทที่มีสิทธิรับมรดกของนายชุมเจ้ามรดกที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุมได้ จึงมีคำสั่งยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมีสิทธิร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุม หนูแสง ผู้ตาย หรือไม่ เห็นว่า ผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 นั้น ไม่จำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเป็นทายาทโดยตรงหากมีส่วนได้เสียในกองมรดกของผู้ตายก็มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกได้ ตามคำร้องของผู้ร้องได้ความว่า นางชวนชม เรืองเพชร มารดาผู้ร้อง เป็นบุตรของนายชุม หนูแสง นางชวนชมจึงเป็นทายาทของนายชุม เมื่อนายชุมถึงแก่ความตายทรัพย์มรดกของนายชุมย่อมตกทอดได้แก่ทายาทของนายชุมซึ่งรวมทั้งนางชวนชมด้วย แต่นางชวนชมถึงแก่ความตายเสียก่อนที่จะมีการแบ่งปันทรัพย์มรดกดังกล่าว สิทธิในทรัพย์มรดกของนายชุมส่วนที่ตกได้แก่นางชวนชมจึงเป็นมรดกของนางชวนชมที่ตกได้แก่ผู้ร้องซึ่งเป็นทายาทของนางชวนชม ผู้ร้องจึงมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่เป็นมรดกของนายชุมด้วยตามส่วน ถือได้ว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนายชุมได้ ชอบที่ศาลชั้นต้นจะรับคำร้องขอของผู้ร้องไว้พิจารณา ที่ศาลชั้นต้นรับคำสั่งยกคำร้องขอของผู้ร้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องขอไว้ดำเนินการพิจารณาแล้วมีคำสั่งหรือคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
บุตรของเจ้ามรดกเป็นผู้สืบสันดานชั้นสนิทที่สุดที่มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดก ส่วนผู้สืบสันดานในชั้นถัดลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิในการรับมรดกแทนที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1631 ประกอบมาตรา 1639 แต่ต้องเป็นกรณีที่ทายาทนั้นถึงแก่ความตายหรือถูกกำจัดมิให้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย ผู้สืบสันดานที่เข้ารับมรดกแทนที่ทายาทตามมาตรา 1629 (1) (3) (4) หรือ (6) ยังถือว่าเป็น "ทายาท" ของเจ้ามรดกตามความหมายในมาตรา 1713 วรรคหนึ่ง โดยเหตุผลที่ว่า การถูกกำจัดมิให้รับมรดกเป็นการเฉพาะตัว ผู้สืบสันดานของผู้ถูกกำจัดสืบมรดกต่อไปเสมือนหนึ่งว่าทายาทนั้นตายแล้ว (มาตรา 1607) จึงนับได้ว่าเป็นทายาทโดยตรงของเจ้ามรดก แม้จะมิใช่ผู้สืบสันดานโดยตรงของเจ้ามรดกก็ตาม ในกรณีที่ทายาทโดยธรรมไม่ว่าในฐานะคู่สมรสหรือญาติในลำดับใดๆ ตามาตรา 1629 เกิดสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกแล้วแต่ถึงแก่ความตายในภายหลังผู้สืบสันดานของทายาทเหล่านั้นย่อมมีสิทธิรับมรดกของทายาทดังกล่าวในฐานะทายาทโดยธรรมตามมาตรา 1629 (1) แต่เมื่อทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกคนแรกยังมิได้แบ่งปันกันให้เสร็จสิ้น สิทธิในการรับมรดกย่อมตกทอดไปยังผู้สืบสันดานของทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกคนแรก ตามาตรา 1600 กรณีเช่นนี้ ไม่ถือว่าผู้สืบสันดานนั้นเป็นทายาทโดยธรรมหรือทายาทโดยตรงของเจ้ามรดกคนแรก หากแต่เป็นเพียงผู้สืบสิทธิในการรับมรดกของทายาทดังกล่าวเท่านั้น จึงถือได้ว่าเป็น "ผู้เสียส่วนได้เสีย" ในทรัพย์มรดกของเจ้ามรดกคนแรก คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้วินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 181/2537 ซึ่งวินิจฉัยว่า ผู้มีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ที่มีสิทธิร้องขอจัดตั้งผู้จัดการมรดกนั้น หาจำต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะทายาทโดยธรรมหรือทางพินัยกรรมของผู้มรณะโดยตรง บุคคลใดที่มีส่วนได้เสียในกองมรดกก็ชอบที่จะร้องขอได้ เจ้ามรดกมีที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกตกแก่ผู้ร้อง ซึ่งเป็นมารดากับบุตรทั้งสามและ ส. ภริยาของเจ้ามรดกแต่ที่ดินพิพาทที่เป็นมรดกยังไม่ได้แบ่งปัน ส. ก็ถึงแก่ความตาย ดังนี้ สิทธิในที่ดินพิพาทในส่วนที่ตกได้แก่ ส. จึงเป็นมรดกของ ส. ที่ตกแก่ผู้คัดค้านกับภริยาผู้คัดค้านซึ่งเป็นบิดามารดาของ ส. และบุตรทั้งสามของ ส. ผู้คัดค้านย่อมมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทอันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายด้วยตามส่วน ถือได้ว่าผู้คัดค้านมีส่วนได้เสียที่จะร้องต่อศาลขอให้ตั้งผู้จัดการมรดก และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2135/2537 แม้ผู้ร้องไม่ได้เป็นบุตรของเจ้ามรดกแต่เจ้ามรดกจดทะเบียนสมรสกับมารดาผู้ร้อง ระหว่างมีชีวิตเจ้ามรดกและมารดาผู้ร้องมีชื่อร่วมกันในที่ดิน เจ้ามรดกตายก่อนมารดาผู้ร้อง ที่ดินส่วนของเจ้ามรดกตกแก่มารดาผู้ร้องเมื่อมารดาผู้ร้องตาย ดังนี้ ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในที่ดินมรดก มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกได้ ส่วนสิทธิในการรับมรดกของเจ้ามรดกว่าทรัพย์สินจะตกได้แก่ผู้ร้องเพียงใดนั้น เป็นกรณีที่จะต้องว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก ชาติชาย อัครวิบูลย์
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000857.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548