คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 685/2548 ฉบับเต็ม

#269512
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 685/2548 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โดย บรรษัท โจทก์ บริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน ห้างหุ้นส่วนจำกัดบัญชาพาณิชย์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 23 เหตุสุดวิสัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 หมายความว่ามีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถป้องกันได้และทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ แต่เมื่อทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบดีอยู่แล้วมีหน้าที่ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 18 มีนาคม 2547 ตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลา หากทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำอุทธรณ์เสร็จแล้วก็น่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์หรือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแทนให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะเดินทางไปทำกิจธุระที่ต่างจังหวัด การที่ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ดำเนินการดังกล่าว แต่กลับเดินทางไปปฏิบัติภารกิจอื่นที่ต่างจังหวัดในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์และกลับมายื่นอุทธรณ์ไม่ทันเนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เดินทางเสีย จึงเป็นความผิดหรือความบกพร่องของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เอง กรณีถือไม่ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้า ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และตามคำขอขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยแทนโจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และนางปียา จิตรเสนา ที่เป็นทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยครั้งสุดท้ายอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 18 มีนาคม 2547 ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์โดยอ้างว่า ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปทำกิจธุระที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2547 และรถยนต์ที่ใช้เดินทางเสียต้องซ่อมเป็นเหตุให้กลับมายื่นอุทธรณ์ไม่ทัน ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 19 มีนาคม 2547 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปทำกิจธุระที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2547 และรถยนต์ที่ใช้เดินทางเสียต้องซ่อมเป็นเหตุให้กลับมายื่นอุทธรณ์ไม่ทัน เห็นว่า เหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หมายความว่ามีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถป้องกันได้และทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ แต่ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบดีอยู่แล้วว่ามีหน้าที่ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 18 มีนาคม 2547 ตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลา หากทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำอุทธรณ์เสร็จแล้วก็น่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์หรือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแทนให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะเดินทางไปทำกิจธุระที่ต่างจังหวัด การที่ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ดำเนินการดังกล่าว แต่กลับเดินทางไปปฏิบัติภารกิจอื่นที่ต่างจังหวัดในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์และกลับมายื่นอุทธรณ์ไม่ทันเนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เดินทางเสียจึงเป็นความผิดหรือความบกพร่องของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เอง กรณีถือไม่ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยเมื่อเหตุที่อ้างในคำร้องมิใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำต้องไต่สวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์-สุรพล เอกโยคยะ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269512
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082034951"
    }
}
date
2548
deka_no
685/2548
deka_running_no
685
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "สุรพล เอกโยคยะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โดย บรรษัท"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริหารสินทรัพย์ไทย ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดบัญชาพาณิชย์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้า ร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชี สัญญากู้เงิน และตามคำขอขายลดตั๋วสัญญาใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยแทนโจทก์ หากจำเลยทั้งห้าไม่ชำระหนี้ดังกล่าวให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ หากได้เงินไม่พอให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ที่ 5 และนางปียา จิตรเสนา ที่เป็นทรัพย์มรดกออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้จนครบถ้วน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ 2 ครั้ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตโดยครั้งสุดท้ายอนุญาตให้ขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไปถึงวันที่ 18 มีนาคม 2547

ต่อมาวันที่ 19 มีนาคม 2547 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์โดยอ้างว่า ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปทำกิจธุระที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2547 และรถยนต์ที่ใช้เดินทางเสียต้องซ่อมเป็นเหตุให้กลับมายื่นอุทธรณ์ไม่ทัน ขออนุญาตยื่นอุทธรณ์ในวันที่ 19 มีนาคม 2547

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 อ้างในคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปทำกิจธุระที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2547 และรถยนต์ที่ใช้เดินทางเสียต้องซ่อมเป็นเหตุให้กลับมายื่นอุทธรณ์ไม่ทัน เห็นว่า เหตุสุดวิสัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หมายความว่ามีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถป้องกันได้และทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ แต่ข้อเท็จจริงตามสำนวนปรากฏว่าทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบดีอยู่แล้วว่ามีหน้าที่ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในวันที่ 18 มีนาคม 2547 ตามที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลา หากทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำอุทธรณ์เสร็จแล้วก็น่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์หรือมอบหมายให้บุคคลอื่นไปดำเนินการแทนให้เรียบร้อยเสียก่อนที่จะเดินทางไปทำกิจธุระที่ต่างจังหวัด การที่ทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ดำเนินการดังกล่าว แต่กลับเดินทางไปปฏิบัติภารกิจอื่นที่ต่างจังหวัดในวันครบกำหนดยื่นอุทธรณ์และกลับมายื่นอุทธรณ์ไม่ทันเนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เดินทางเสียจึงเป็นความผิดหรือความบกพร่องของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 เอง กรณีถือไม่ได้ว่ามีเหตุสุดวิสัยเมื่อเหตุที่อ้างในคำร้องมิใช่เหตุสุดวิสัยที่ทำให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ก็ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยไม่จำต้องไต่สวน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000850.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548