คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2548 ฉบับเต็ม

#269537
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 531/2548 พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ โจทก์ นายอนุพันธ์หรือตุ๋ย วิบูลย์ศรีหรือวิบูลศรี กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 แม้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนาย ก. ในราคาถุงละ 8,500 บาท แล้วนำมาแบ่งจำหน่าย และจำเลยที่ 1 ได้บอกตำหนิรูปพรรณของนาย ก. แก่พนักงานสอบสวนด้วยก็ตาม แต่ไม่ปรากฏว่านาย ก. ที่จำเลยที่ 1 อ้างมีตัวตนจริงหรือไม่ และได้มีการขยายผลจับกุมนาย ก. ได้หรือไม่อย่างไร จึงรับฟังไม่ได้ว่าการให้การดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 100/2 ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรจำนวน 500 บาท ที่ใช้ล่อซื้อ ขอให้คืนแก่เจ้าของ จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2)), 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 4 ปี เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท สถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรจำนวน 500 บาท ที่ใช้ล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าของ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 (ที่ถูก มาตรา 29, 30) จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างในฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลของนายกิตติหรือหมู จิระวังโส ซึ่งเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางที่นำมาให้จำเลยที่ 1 จำหน่ายเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนแก่เจ้าพนักงานตำรวจ จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายกิตติในราคาถุงละ 8,500 บาท แล้วนำมาแบ่งจำหน่าย และจำเลยที่ 1 ได้บอกตำหนิรูปพรรณของนายกิตติแก่พนักงานสอบสวนด้วย ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.7 ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่านายกิตติที่จำเลยที่ 1 อ้างมีตัวตนจริงหรือไม่ และได้มีการขยายผลจับกุมนายกิตติได้หรือไม่อย่างไร ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ในฎีกายังไม่อาจรับฟังเป็นจริงได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..." พิพากษายืน (เกรียงชัย จึงจตุรพิธ-วิชัย วิวิตเสวี-ธานิศ เกศวพิทักษ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269537
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082035262"
    }
}
date
2548
deka_no
531/2548
deka_running_no
531
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "เกรียงชัย จึงจตุรพิธ",
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 100/2"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอนุพันธ์หรือตุ๋ย วิบูลย์ศรีหรือวิบูลศรี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 58, 83, 91 ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรจำนวน 500 บาท ที่ใช้ล่อซื้อ ขอให้คืนแก่เจ้าของ

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) (ที่ถูก มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2)), 66 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยทั้งสองทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายจำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนจำคุกคนละ 4 ปี เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้ว ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท สถานเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 คงจำคุกคนละ 25 ปี และปรับคนละ 500,000 บาท ริบของกลาง เว้นแต่ธนบัตรจำนวน 500 บาท ที่ใช้ล่อซื้อให้คืนแก่เจ้าของ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 (ที่ถูก มาตรา 29, 30)

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอ้างในฎีกาสรุปได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ให้ข้อมูลของนายกิตติหรือหมู จิระวังโส ซึ่งเป็นเจ้าของเมทแอมเฟตามีนของกลางที่นำมาให้จำเลยที่ 1 จำหน่ายเป็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ค้าเมทแอมเฟตามีนแก่เจ้าพนักงานตำรวจ จึงมีเหตุสมควรที่ศาลจะลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100/2 นั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงในคดีนี้รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ให้การในชั้นสอบสวนว่า จำเลยที่ 1 ซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางมาจากนายกิตติในราคาถุงละ 8,500 บาท แล้วนำมาแบ่งจำหน่าย และจำเลยที่ 1 ได้บอกตำหนิรูปพรรณของนายกิตติแก่พนักงานสอบสวนด้วย ปรากฏตามบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ในชั้นสอบสวนเอกสารหมาย จ.7 ก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่านายกิตติที่จำเลยที่ 1 อ้างมีตัวตนจริงหรือไม่ และได้มีการขยายผลจับกุมนายกิตติได้หรือไม่อย่างไร ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ในฎีกายังไม่อาจรับฟังเป็นจริงได้ จึงรับฟังไม่ได้ว่าคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อเจ้าพนักงานตำรวจหรือพนักงานสอบสวนย่อมไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น..."

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000853.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548