คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 918/2548 ฉบับเต็ม

#269591
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 918/2548 นายเยื่อใย ปัญญานันท์ โจทก์ นางกัญวรรณ เหมือนนิล จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 18, มาตรา 229 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลย การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยขอให้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไปได้ ผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว อุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นชอบที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ได้ทันที กรณีมิใช่เรื่องการมิได้ชำระหรือว่างเงินค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 18 ที่ศาลจะต้องสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมศาลให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์มา ก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ชอบแล้ว และศาลฎีกาก็ไม่อาจกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม จำเลยให้การต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณา หลังจากเสร็จสิ้นการสืบพยานโจทก์แล้ว ในวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาในวันเดียวกันให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ได้ขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณาและมีการพิจารณาไปฝ่ายเดียว จึงไม่อาจขอพิจารณาคดีใหม่ตามกฎหมายได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จำเลยมิได้เจตนาที่จะละเลยเพิกเฉยไม่วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวและศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โดยมิได้สั่งให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมก่อน ดังนั้นหากต้องวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวก็ขอให้ศาลฎีกากำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลต่อไปด้วยนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไปได้ มีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วย เมื่อจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์นั้น ศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยได้ทันทีโดยไม่จำต้องกำหนดเวลาให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสียก่อน กรณีไม่ใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางเงินค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้นแม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมาโดยมิได้สั่งให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวก่อนก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว กรณีเช่นว่านี้ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลตามฎีกาของจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สุภิญโญ ชยารักษ์-สมศักดิ์ เนตรมัย-ประทีป ปิติสันต์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269591
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082034626"
    }
}
date
2548
deka_no
918/2548
deka_running_no
918
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สุภิญโญ ชยารักษ์",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "ประทีป ปิติสันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18",
            "ม. 229"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเยื่อใย ปัญญานันท์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางกัญวรรณ เหมือนนิล"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืม จำเลยให้การต่อสู้คดี ระหว่างพิจารณา หลังจากเสร็จสิ้นการสืบพยานโจทก์แล้ว ในวันนัดสืบพยานจำเลย จำเลยไม่มาศาล ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานจำเลยแล้วมีคำพิพากษาในวันเดียวกันให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ตามฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จำเลยไม่ได้ขาดนัดยื่นคำให้การหรือขาดนัดพิจารณาและมีการพิจารณาไปฝ่ายเดียว จึงไม่อาจขอพิจารณาคดีใหม่ตามกฎหมายได้ ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์จำเลย คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นอุทธรณ์ให้แก่จำเลย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ มิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงไม่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ จำเลยมิได้เจตนาที่จะละเลยเพิกเฉยไม่วางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวและศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์โดยมิได้สั่งให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมก่อน ดังนั้นหากต้องวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวก็ขอให้ศาลฎีกากำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลต่อไปด้วยนั้นศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 บัญญัติว่า "การอุทธรณ์นั้นให้ทำเป็นหนังสือยื่นต่อศาลชั้นต้นซึ่งมีคำพิพากษาหรือคำสั่งภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น และผู้อุทธรณ์ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมซึ่งจะต้องใช้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งตามคำพิพากษาหรือคำสั่งมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์นั้นด้วย..." แม้จำเลยจะมิได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่การที่จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยขอให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้พิจารณาใหม่ซึ่งจะทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่บังคับให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นอันเพิกถอนไปได้ มีผลเท่ากับเป็นการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นอยู่ในตัว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องนำเงินค่าธรรมเนียมศาลที่จะต้องใช้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมาวางศาลพร้อมกับอุทธรณ์ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นด้วย เมื่อจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อุทธรณ์ของจำเลย จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งในชั้นตรวจคำฟ้องอุทธรณ์นั้น ศาลชั้นต้นที่จะมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยได้ทันทีโดยไม่จำต้องกำหนดเวลาให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวเสียก่อน กรณีไม่ใช่เรื่องของการมิได้ชำระหรือวางเงินค่าธรรมเนียมศาลโดยไม่ถูกต้องครบถ้วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ซึ่งศาลมีอำนาจสั่งให้ชำระหรือวางค่าธรรมเนียมให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อนที่จะมีคำสั่งรับหรือไม่รับคำคู่ความ ดังนั้นแม้ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยมาโดยมิได้สั่งให้จำเลยวางเงินค่าธรรมเนียมดังกล่าวก่อนก็ไม่มีผลทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายกลับเป็นอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้ว กรณีเช่นว่านี้ศาลฎีกาไม่อาจกำหนดเวลาให้จำเลยนำเงินค่าธรรมเนียมมาวางศาลตามฎีกาของจำเลยได้ ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000847.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548