คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2548 ฉบับเต็ม

#269598
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 929/2548 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางอาภรณ์ ธิจิตตัง กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 22, มาตรา 91 ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเฝ้าดักจับจำเลยทั้งสองได้ขณะจำเลยทั้งสองขับรถถึงด่านเก็บเงิน และนำไปตรวจค้นพบเฮโรอีน 14 ถุง ต่อมาจึงได้นำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่บ้านพักและพบเฮโรอีนอีกส่วนหนึ่ง แต่ได้มีการสอบสวนโดยแยกสำนวนจากกันเนื่องจากเป็นความผิดคนละกรรมและที่เกิดเหตุอยู่คนละท้องที่ ความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนจึงเกี่ยวพันที่อาจถูกฟ้องคดีเดียวกันและอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ เมื่อคดีหนึ่งศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลล่างพิพากษาให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีดังกล่าว จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลฎีกามีอำนาจที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบเฮโรอีนและถุงผ้าของกลาง ให้นับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในคดีหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม คำรับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ริบเฮโรอีนและถุงผ้าของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น แต่ให้รวมโทษจำคุก 50 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ให้นับโทษจำคุกมีกำหนด 25 ปี ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 และศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้นั้น เป็นการไม่ชอบขัดต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาแก้ไขให้เป็นไปตามหลักกฎหมายดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา คำพิพากษาจึงถึงที่สุด กรณีไม่อาจเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้อีก จึงไม่จำเป็นต้องสั่งคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเฝ้าดักจับจำเลยทั้งสองได้ขณะจำเลยทั้งสองขับรถถึงด่านเก็บเงินอินทร์บุรี และนำไปตรวจค้นพบเฮโรอีน 14 ถุง ต่อมาจึงได้นำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่บ้านพักและพบเฮโรอีนอีกส่วนหนึ่ง แต่มีการสอบสวนโดยแยกสำนวนจากกัน เนื่องจากเป็นความผิดคนละกรรมและที่เกิดเหตุอยู่คนละท้องที่ กรณีความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนจึงเกี่ยวพันที่อาจถูกฟ้องคดีเดียวกันและอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ เมื่อคดีหนึ่งศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกตลอดชีวิตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ (เกรียงชัย จึงจตุรพิธ-วิชัย วิวิตเสวี-ธานิศ เกศวพิทักษ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269598
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082034538"
    }
}
date
2548
deka_no
929/2548
deka_running_no
929
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "เกรียงชัย จึงจตุรพิธ",
    "วิชัย วิวิตเสวี",
    "ธานิศ เกศวพิทักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 22",
            "ม. 91"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางอาภรณ์ ธิจิตตัง กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 ริบเฮโรอีนและถุงผ้าของกลาง ให้นับโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ ในคดีหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสอง ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพชั้นจับกุม คำรับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ เห็นสมควรลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 25 ปี จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษของจำเลยทั้งสองในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ริบเฮโรอีนและถุงผ้าของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้นับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น แต่ให้รวมโทษจำคุก 50 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว

จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 ให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีนี้ให้นับโทษจำคุกมีกำหนด 25 ปี ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 และศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้นั้น เป็นการไม่ชอบขัดต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ขอให้ศาลชั้นต้นพิพากษาแก้ไขให้เป็นไปตามหลักกฎหมายดังกล่าว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกา คำพิพากษาจึงถึงที่สุด กรณีไม่อาจเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาได้อีก จึงไม่จำเป็นต้องสั่งคำร้อง

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจเฝ้าดักจับจำเลยทั้งสองได้ขณะจำเลยทั้งสองขับรถถึงด่านเก็บเงินอินทร์บุรี และนำไปตรวจค้นพบเฮโรอีน 14 ถุง ต่อมาจึงได้นำจำเลยที่ 1 ไปตรวจค้นที่บ้านพักและพบเฮโรอีนอีกส่วนหนึ่ง แต่มีการสอบสวนโดยแยกสำนวนจากกัน เนื่องจากเป็นความผิดคนละกรรมและที่เกิดเหตุอยู่คนละท้องที่ กรณีความผิดของจำเลยที่ 1 ทั้งสองสำนวนจึงเกี่ยวพันที่อาจถูกฟ้องคดีเดียวกันและอาจพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกันได้ เมื่อคดีหนึ่งศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้นับโทษจำคุกคดีนี้ต่อจากคดีดังกล่าว จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายศาลฎีกาย่อมมีอำนาจที่จะแก้ไขให้ถูกต้องได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น"

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกตลอดชีวิตตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4430/2530 ของศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000846.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548