คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2548 ฉบับเต็ม

#269681
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1443/2548 นางสาวสุภา วงศ์สุภา โจทก์ มูลนิธิสินเสริมธรรม ผู้ร้องสอด นางสาวกัลยาณี รุทระกาญจน์ ในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวณิช จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3), มาตรา 57 (1), มาตรา 172 วรรคสอง ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่า การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และคู่ความขอให้ศาลไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอมยอมความต่อกัน หากศาลมีคำพิพากษาตามยอมจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องสอด จึงเป็นกรณีจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) เป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เดิมและจำเลยอยู่ในฐานะเป็นจำเลย เมื่อคำร้องสอดดังกล่าวมีลักษณะเป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) จึงต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตามมาตรา 172 วรรคสอง แต่คำร้องสอดของผู้ร้องสอดไม่มีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ง จึงเป็นคำร้องสอดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และคืนธนบัตรเก่าจำนวน 935 ฉบับ แหวนทอง 2 วง และจี้ทับทิมขอบทอง 1 ชิ้น กับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 17102, 17106, 17107, 17573 และ 20609 ส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และกันส่วนที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 346 ที่ดินโฉนดเลขที่ 20550, 23716 ถึง 23765, 38065 และ 40375 ในส่วนที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตาย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย โจทก์และจำเลยสมยอมกันจัดแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และคู่ความขอให้ศาลไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอมยอมความต่อกัน หากศาลมีคำพิพากษาตามยอมจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องสอดจึงเป็นกรณีจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องสอด ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องสอดไว้พิจารณานั้นชอบหรือไม่ โดยผู้ร้องสอดฎีกาว่าผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เมื่อศาลอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแล้วผู้ร้องสอดจะอยู่ในฐานะเป็นจำเลยซึ่งจะต้องยื่นคำให้การฉบับใหม่เข้ามาในคดี คำร้องสอดของผู้ร้องสอดจึงไม่ต้องมีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ง เห็นว่า คำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มีลักษณะเป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) จึงต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตาม มาตรา 172 วรรคสอง ที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย จำเลยไม่มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของผู้ตายเนื่องจากคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องสอดกับพวกได้ยื่นคำร้องคัดค้านและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวและได้ยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกการจัดตั้งมูลนิธิของผู้ร้องสอดเพื่อมิให้ผู้ร้องสอดมีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่อาจรับมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งจะทำให้โจท์และจำเลยสมยอมกันจัดแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และคู่ความขอให้ศาลไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอมยอมความต่อกันหากศาลมีคำพิพากษาตามยอมจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องสอด จึงเป็นกรณีจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความนั้น เป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1) ซึ่งถือว่าเป็นคำฟ้อง ผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เดิมและจำเลยอยู่ในฐานะเป็นจำเลย หากศาลมีคำสั่งรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดแล้ว ผู้ร้องสอดจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในฐานะเป็นโจทก์ เมื่อคำร้องสอดดังกล่าวเป็นคำฟ้องแต่ไม่มีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ว จึงเป็นคำร้องสอดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องสอดไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ว่า ผู้ร้องสอดต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น” พิพากษายืน (ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์-สุรพล เอกโยคยะ) - - แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.00/2548 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269681
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082034321"
    }
}
date
2548
deka_no
1443/2548
deka_running_no
1443
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "สุรพล เอกโยคยะ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (3)",
            "ม. 57 (1)",
            "ม. 172 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวสุภา วงศ์สุภา"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้องสอด",
        "name": "มูลนิธิสินเสริมธรรม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวกัลยาณี รุทระกาญจน์ ในฐานะทายาทและในฐานะผู้จัดการมรดกของพันตรีหญิงสินเสริม เลขะวณิช"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 14,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ และคืนธนบัตรเก่าจำนวน 935 ฉบับ แหวนทอง 2 วง และจี้ทับทิมขอบทอง 1 ชิ้น กับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 17102, 17106, 17107, 17573 และ 20609 ส่วนที่ผู้ตายถือกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง และกันส่วนที่ดิน น.ส. 3 เลขที่ 346 ที่ดินโฉนดเลขที่ 20550, 23716 ถึง 23765, 38065 และ 40375 ในส่วนที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ตาย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดว่า ผู้ร้องสอดเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย โจทก์และจำเลยสมยอมกันจัดแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และคู่ความขอให้ศาลไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอมยอมความต่อกัน หากศาลมีคำพิพากษาตามยอมจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องสอดจึงเป็นกรณีจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรองคุ้มครองหรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำร้องสอด

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องสอดว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องสอดไว้พิจารณานั้นชอบหรือไม่ โดยผู้ร้องสอดฎีกาว่าผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดเข้าเป็นคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) เมื่อศาลอนุญาตให้เข้าเป็นคู่ความแล้วผู้ร้องสอดจะอยู่ในฐานะเป็นจำเลยซึ่งจะต้องยื่นคำให้การฉบับใหม่เข้ามาในคดี คำร้องสอดของผู้ร้องสอดจึงไม่ต้องมีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ง เห็นว่า คำร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) มีลักษณะเป็นคำฟ้องตามมาตรา 1 (3) จึงต้องแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา และคำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาเช่นว่านั้นตาม มาตรา 172 วรรคสอง ที่ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องสอดโดยอ้างว่าผู้ร้องสอดเป็นผู้รับมรดกตามพินัยกรรมของผู้ตาย จำเลยไม่มีสิทธิจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของผู้ตายเนื่องจากคดีที่จำเลยยื่นคำร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ผู้ร้องสอดกับพวกได้ยื่นคำร้องคัดค้านและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวและได้ยื่นคำร้องขอให้ยกเลิกการจัดตั้งมูลนิธิของผู้ร้องสอดเพื่อมิให้ผู้ร้องสอดมีฐานะเป็นนิติบุคคลและไม่อาจรับมรดกตามพินัยกรรม ซึ่งจะทำให้โจท์และจำเลยสมยอมกันจัดแบ่งทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้และคู่ความขอให้ศาลไกล่เกลี่ยเพื่อประนีประนอมยอมความต่อกันหากศาลมีคำพิพากษาตามยอมจะเป็นผลเสียหายแก่ผู้ร้องสอด จึงเป็นกรณีจำเป็นเพื่อให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของผู้ร้องสอดที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ศาลอนุญาตให้ผู้ร้องสอดเข้าเป็นคู่ความนั้น เป็นการร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามตามมาตรา 57 (1) ซึ่งถือว่าเป็นคำฟ้อง ผู้ร้องสอดอยู่ในฐานะเป็นโจทก์ ส่วนโจทก์เดิมและจำเลยอยู่ในฐานะเป็นจำเลย หากศาลมีคำสั่งรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดแล้ว ผู้ร้องสอดจะต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปในฐานะเป็นโจทก์ เมื่อคำร้องสอดดังกล่าวเป็นคำฟ้องแต่ไม่มีคำขอบังคับโดยชัดแจ้ว จึงเป็นคำร้องสอดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลชั้นต้นไม่รับคำร้องสอดไว้พิจารณานั้นชอบแล้ว และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของผู้ร้องสอดที่ว่า ผู้ร้องสอดต้องเสียค่าขึ้นศาลหรือไม่ จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ฎีกาของผู้ร้องสอดฟังไม่ขึ้น”

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000844.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.00/2548
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548