คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2548 ฉบับเต็ม

#269709
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1866/2548 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทสามสมุทร จำกัด กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 7, มาตรา 8 (5), มาตรา 9, มาตรา 14 การพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคน เมื่อจำเลยทั้งสามเป็นลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ตามคำพิพากษาจำนวน 5,495,094.53 บาท และไม่มีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากที่ดิน 3 แปลงที่จำนองเป็นประกันไว้แก่เจ้าหนี้รายอื่น โดยไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินที่จำนองเป็นประกันมีราคามากกว่าหนี้ที่จำนองเป็นประกันหรือไม่ จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม แต่มิได้ขวนขวายที่จะนำเงินมาชำระหนี้ จนโจทก์นำยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยทั้งสามจึงมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวน 1,250,131.86 บาท 4,016,127.82 บาท และ 322,889.79 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ย โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดได้เงิน 6,000,000 บาท นำมาชำระหนี้ได้บางส่วน คิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 5,495,094.53 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ปรากฏว่าไม่พบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) แล้ว จำเลยทั้งสามมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่ที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล. 1 ได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ดินของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล. 3 ได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ดินของจำเลยที่ 3 ตามเอกสารหมาย ล. 2 ได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้เป็นจำนวนเงินเท่าใด หากมีการบังคับจำนองแล้วจะได้เงินพอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ผู้รับจำนองและโจทก์หรือไม่ เมื่อจำเลยทั้งสามเป็นลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ตามคำพิพากษาจำนวน 5,495,094.53 บาท การพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคน เมื่อจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากที่ดิน 3 แปลงที่จำนองเป็นประกันไว้แก่เจ้าหนี้รายอื่น และไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินที่จำนองเป็นประกันมีราคามากกว่าหนี้ที่จำนองเป็นประกันหรือไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบว่ามีรายได้เดือนละ 20,000 ถึง 30,000 บาท และ 30,000 ถึง 40,000 บาท ตามลำดับนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่จะสนับสนุนให้รับฟังได้ว่ามีรายได้ตามที่นำสืบจริง จึงไม่อาจรับฟังได้ จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมตั้งแต่ปี 2540 แต่มิได้ขวนขวายที่จะนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ จนกระทั่งโจทก์นำยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยทั้งสามจึงมีหนี้สินล้นพ้นตัวและกรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย" พิพากษายืน (พีรพล จันทร์สว่าง-สมชาย พงษธา-วัฒนชัย โชติชูตระกูล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269709
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082033442"
    }
}
date
2548
deka_no
1866/2548
deka_running_no
1866
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล จันทร์สว่าง",
    "สมชาย พงษธา",
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 8 (5)",
            "ม. 9",
            "ม. 14"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทสามสมุทร จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสามเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีล้มละลายพิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้จำนวน 1,250,131.86 บาท 4,016,127.82 บาท และ 322,889.79 บาท ตามลำดับ พร้อมดอกเบี้ย โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาดได้เงิน 6,000,000 บาท นำมาชำระหนี้ได้บางส่วน คิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์เป็นเงิน 5,495,094.53 บาท ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามว่าจำเลยทั้งสามมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีคำพิพากษาดังกล่าวแล้ว จำเลยทั้งสามไม่ชำระหนี้ ปรากฏว่าไม่พบทรัพย์สินของจำเลยทั้งสาม กรณีต้องด้วยข้อสันนิษฐานว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 8 (5) แล้ว จำเลยทั้งสามมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าว แต่ที่ดินของจำเลยที่ 1 ตามเอกสารหมาย ล. 1 ได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ที่ดินของจำเลยที่ 2 ตามเอกสารหมาย ล. 3 ได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่ดินของจำเลยที่ 3 ตามเอกสารหมาย ล. 2 ได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร โดยจำเลยทั้งสามไม่ได้นำสืบให้ศาลเห็นว่าได้จำนองเป็นประกันหนี้ไว้เป็นจำนวนเงินเท่าใด หากมีการบังคับจำนองแล้วจะได้เงินพอชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ผู้รับจำนองและโจทก์หรือไม่ เมื่อจำเลยทั้งสามเป็นลูกหนี้ร่วมต่อโจทก์ตามคำพิพากษาจำนวน 5,495,094.53 บาท การพิจารณาว่าลูกหนี้ร่วมคนใดมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ได้หรือไม่ หรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ล้มละลายหรือไม่ เป็นเรื่องเฉพาะตัวของลูกหนี้ร่วมแต่ละคน เมื่อจำเลยทั้งสามไม่มีทรัพย์สินอื่นใดนอกจากที่ดิน 3 แปลงที่จำนองเป็นประกันไว้แก่เจ้าหนี้รายอื่น และไม่ปรากฏว่าทรัพย์สินที่จำนองเป็นประกันมีราคามากกว่าหนี้ที่จำนองเป็นประกันหรือไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำสืบว่ามีรายได้เดือนละ 20,000 ถึง 30,000 บาท และ 30,000 ถึง 40,000 บาท ตามลำดับนั้น จำเลยที่ 2 และที่ 3 เบิกความลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดที่จะสนับสนุนให้รับฟังได้ว่ามีรายได้ตามที่นำสืบจริง จึงไม่อาจรับฟังได้ จำเลยทั้งสามเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมตั้งแต่ปี 2540 แต่มิได้ขวนขวายที่จะนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ จนกระทั่งโจทก์นำยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้ดังกล่าว จำเลยทั้งสามจึงมีหนี้สินล้นพ้นตัวและกรณีไม่มีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยทั้งสามล้มละลาย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000836.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548