คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1868/2548 ฉบับเต็ม

#269714
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1868/2548 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทโค้วยู่ฮะกรุงเทพ จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2), มาตรา 255 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์ แต่จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะนำทรัพย์สินของโจทก์ดังกล่าวไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง และยังปลูกสร้างอาคารหรือยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต โจทก์จึงยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุด คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตตามความจำเป็นเพื่อคุ้มครองโจทก์มิให้เสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยทั้งสิบเจ็ดต่อไป จึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 254 (2) ประกอบมาตรา 255 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท และอาคารอื่นซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมพรอวิเดนซ์ และให้ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสิบเจ็ด หากโจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายไปให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชดใช้คืนโจทก์ ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนถึงวันฟ้องแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 9,202,000 บาท และในอัตราเดือนละ 740,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะปฏิบัติตามคำขอข้างต้น และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 820,795.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 770,750 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชำระค่าภาษีโรงเรือนสำหรับที่ดินและตราจองพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท และอาคารอื่น นับแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะปฏิบัติตามคำขอเบื้องต้นเสร็จสิ้น หากโจทก์ได้ชำระแทนไปให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชดใช้คืนโจทก์ ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นรายวัน วันละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะส่งมอบที่ดินและอาคารของโจทก์คืนแก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 8 กันยายน 2543 ว่า กรณีมีเหตุฉุกเฉินและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองมาใช้ จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลใดเช่าช่วงจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ส่วนคำขอให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง และคำขอห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดขัดขวางพนักงานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านั้น เห็นว่า กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองมาใช้บังคับได้จึงเป็นควรยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้เสีย ให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหาย 200,000 บาท จำเลยที่ 16 และที่ 17 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลใดเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุดเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตและเงื่อนไขตามความจำเป็นและเหมาะสมแล้ว กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้จับกุมและกักขังผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำสั่งศาลที่ห้ามชั่วคราวไม่ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้เช่าช่วงตามคำสั่งวันที่ 8 กันยายน 2543 นั้น ออกตามคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินฉบับวันที่ 6 กันยายน 2543 ของโจทก์ที่อ้างไว้ว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดกำลังจะให้บุคคลอื่นเช่าช่วงโดยต่ออายุสัญญาเช่าช่วงในสัญญาเช่าช่วงที่จำเลยทั้งสิบเจ็ดทำกับผู้เช่าช่วงและกำลังจะสิ้นสุดสัญญาเช่าช่วงลง จึงเป็นคำสั่งห้ามนำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้เช่าช่วงในทุกกรณี ซึ่งรวมถึงผู้เช่าช่วงเดิมด้วย กรณีเป็นที่พอใจจากหลักฐานที่ศาลสอบถามว่าจำเลยที่ 16 ที่ 17 และบริวารสามารถจะปฏิบัติตามคำสั่งได้ถ้าได้ทำโดยสุจริตกับไม่มีวิธีการบังคับอื่นที่ผู้ร้องจะใช้บังคับจึงให้กักขังจำเลยที่ 17 กับนายประมาณ เสนา ซึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดีมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 ประกอบมาตรา 259 จำเลยที่ 16 และที่ 17 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยทำอุทธรณ์เป็น 2 ฉบับ ฉบับแรกอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้น ส่วนฉบับที่สองอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหรือกลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้กักขังจำเลยที่ 17 และนายประมาณ เสนา ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแต่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้กักขังจำเลยที่ 17 กับนายประมาณ เสนา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนใหม่ โดยให้โอกาสจำเลยที่ 17 และนายประมาณ เสนา นำพยานมาสืบแก้แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี จำเลยที่ 16 และที่ 17 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ว่า มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์ แต่จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะนำทรัพย์สินของโจทก์ดังกล่าวไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง และยังปลูกสร้างอาคารหรือยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และเรียกค่าเสียหายด้วย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดมิให้นำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกสร้างบนที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุด ส่วนคำขออื่นให้ยก จึงเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตตามความจำเป็นเพื่อคุ้มครองโจทก์มิให้เสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยทั้งสิบเจ็ดต่อไป เพราะจำเลยที่ 16 และที่ 17 ก็ยอมรับว่าได้เอาทรัพย์สินของโจทก์ออกให้ผู้อื่นเช่าช่วงจริง คำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ประกอบมาตรา 255 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงชอบแล้ว" พิพากษายืน (สุพัฒน์ บุญยุบล-บรรหาร มูลทวี-เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269714
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082033441"
    }
}
date
2548
deka_no
1868/2548
deka_running_no
1868
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สุพัฒน์ บุญยุบล",
    "บรรหาร มูลทวี",
    "เฉลิมศักดิ์ บุญยงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 254 (2)",
            "ม. 255"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทโค้วยู่ฮะกรุงเทพ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดออกไปจากที่ดินและอาคารพิพาท และอาคารอื่นซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมพรอวิเดนซ์ และให้ร่วมกันหรือแทนกันรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินที่ไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ และปรับที่ดินให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินดังกล่าวด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสิบเจ็ด หากโจทก์ต้องออกค่าใช้จ่ายไปให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชดใช้คืนโจทก์ ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าเสียหายที่เกิดขึ้นก่อนถึงวันฟ้องแก่โจทก์เป็นเงินจำนวน 9,202,000 บาท และในอัตราเดือนละ 740,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะปฏิบัติตามคำขอข้างต้น และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 820,795.95 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 770,750 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชำระค่าภาษีโรงเรือนสำหรับที่ดินและตราจองพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท และอาคารอื่น นับแต่ปี พ.ศ.2543 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะปฏิบัติตามคำขอเบื้องต้นเสร็จสิ้น หากโจทก์ได้ชำระแทนไปให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดชดใช้คืนโจทก์ ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์เป็นรายวัน วันละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดจะส่งมอบที่ดินและอาคารของโจทก์คืนแก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ ทั้งสิ้น

ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันที่ 8 กันยายน 2543 ว่า กรณีมีเหตุฉุกเฉินและมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองมาใช้ จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลใดเช่าช่วงจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ส่วนคำขอให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง และคำขอห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดขัดขวางพนักงานเจ้าหน้าที่การไฟฟ้านั้น เห็นว่า กรณียังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองมาใช้บังคับได้จึงเป็นควรยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้เสีย ให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหาย 200,000 บาท

จำเลยที่ 16 และที่ 17 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลใดเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุดเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตและเงื่อนไขตามความจำเป็นและเหมาะสมแล้ว กรณียังไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้จับกุมและกักขังผู้ฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ตามคำสั่งศาลที่ห้ามชั่วคราวไม่ให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้เช่าช่วงตามคำสั่งวันที่ 8 กันยายน 2543 นั้น ออกตามคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินฉบับวันที่ 6 กันยายน 2543 ของโจทก์ที่อ้างไว้ว่าจำเลยทั้งสิบเจ็ดกำลังจะให้บุคคลอื่นเช่าช่วงโดยต่ออายุสัญญาเช่าช่วงในสัญญาเช่าช่วงที่จำเลยทั้งสิบเจ็ดทำกับผู้เช่าช่วงและกำลังจะสิ้นสุดสัญญาเช่าช่วงลง จึงเป็นคำสั่งห้ามนำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้เช่าช่วงในทุกกรณี ซึ่งรวมถึงผู้เช่าช่วงเดิมด้วย กรณีเป็นที่พอใจจากหลักฐานที่ศาลสอบถามว่าจำเลยที่ 16 ที่ 17 และบริวารสามารถจะปฏิบัติตามคำสั่งได้ถ้าได้ทำโดยสุจริตกับไม่มีวิธีการบังคับอื่นที่ผู้ร้องจะใช้บังคับจึงให้กักขังจำเลยที่ 17 กับนายประมาณ เสนา ซึ่งจงใจไม่ปฏิบัติตามหมายบังคับคดีมีกำหนด 1 เดือน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 ประกอบมาตรา 259

จำเลยที่ 16 และที่ 17 อุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น โดยทำอุทธรณ์เป็น 2 ฉบับ ฉบับแรกอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้น ส่วนฉบับที่สองอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหรือกลับคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้กักขังจำเลยที่ 17 และนายประมาณ เสนา

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นลงวันที่ 24 ตุลาคม 2544 ที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวแต่ให้ยกคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้กักขังจำเลยที่ 17 กับนายประมาณ เสนา ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการไต่สวนใหม่ โดยให้โอกาสจำเลยที่ 17 และนายประมาณ เสนา นำพยานมาสืบแก้แล้วมีคำสั่งใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 16 และที่ 17 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ว่า มีเหตุสมควรที่จะเพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบเจ็ดและบริวารออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ซึ่งจำเลยเช่าจากโจทก์ แต่จำเลยผิดสัญญาเช่าเพราะนำทรัพย์สินของโจทก์ดังกล่าวไปให้ผู้อื่นเช่าช่วง และยังปลูกสร้างอาคารหรือยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างอาคารในที่ดินของโจทก์โดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์ และเรียกค่าเสียหายด้วย การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในระหว่างพิจารณา ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดมิให้นำทรัพย์สินของโจทก์ออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้จำเลยทั้งสิบเจ็ดรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกสร้างบนที่ดินโดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำร้อง จึงมีคำสั่งห้ามจำเลยทั้งสิบเจ็ดนำทรัพย์สินของโจทก์ตามฟ้องออกให้บุคคลอื่นเช่าช่วงจนกว่าคดีถึงที่สุด ส่วนคำขออื่นให้ยก จึงเป็นคำสั่งที่ออกภายในขอบเขตตามความจำเป็นเพื่อคุ้มครองโจทก์มิให้เสียหายจากการกระทำผิดสัญญาของจำเลยทั้งสิบเจ็ดต่อไป เพราะจำเลยที่ 16 และที่ 17 ก็ยอมรับว่าได้เอาทรัพย์สินของโจทก์ออกให้ผู้อื่นเช่าช่วงจริง คำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นดังกล่าวจึงชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ประกอบมาตรา 255 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของจำเลยที่ 16 และที่ 17 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งห้ามชั่วคราวของศาลชั้นต้นดังกล่าว จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000836.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548