คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 931/2548 ฉบับเต็ม

#269736
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 931/2548 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ นายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 84, มาตรา 226 ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา มี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) ฯ ออกใช้บังคับมาตรา 19 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าวยกเลิกความในมาตรา 84 แห่ง ป.วิ.อ. และให้ใช้ความใหม่แทนโดยวรรคสุดท้ายของมาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติว่าถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าถ้อยคำอื่น จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือตามมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี แสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่ มุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานต่อเมื่อบทบัญญัติเรื่องการแจ้งสิทธิแก่ ผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่ มีผลใช้บังคับแล้วหาได้มีความหมายว่าขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมมารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยไม่ เพราะเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับได้จัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ และโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 โดยชอบแล้ว ประกอบกับกฎหมายที่แก้ไขใหม่ ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 84 วรรคสุดท้าย ที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับ ต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ศาลฎีกาจึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษได้ตามกฎหมายเดิม ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสอง), 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัส โหสุวรรณ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองประจักษ์พยานโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน พยานทั้งสองกับพวกจับกุมนายหยางหรือดนตรี หมื่นจินาได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40,000 เม็ด กับเฮโรอีนอัดแท่งอีกจำนวนหนึ่งในท้องที่เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร และจากการสอบสวนขยายผลนายหยางให้การซัดทอดว่า นายหยางได้ร่วมกับนายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ จำเลยที่ 1 คดีนี้ และนายเนตรไม่ทราบชื่อสกุล มีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้นายหยางยังให้การอีกว่า ยังมีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ที่บ้านเลขที่ 42/28 และบ้านเลขที่ 42/31 ในหมู่บ้านปิยะพงษ์วิลเลจ แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานครอีกด้วย พยานทั้งสองกับพวกจึงนำนายหยางไปที่หมู่บ้านดังกล่าว และนายหยางได้ชี้บ้านดังกล่าวทั้งสองหลัง ซึ่งเป็นบ้านแบบทาวน์เฮาส์ปลูกอยู่แถวเดียวกันโดยมีบ้านอื่นคั่นอยู่ 2 หลัง ให้พยานทั้งสองกับพวกดูว่าเป็นบ้านที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน แต่ขณะนั้นเป็นเวลามืดแล้วพยานทั้งสองกับพวกจึงไม่ได้เข้าไปตรวจค้นและจากการสืบสวนต่อมาพยานทั้งสองทราบจากสายลับว่า จำเลยที่ 1 จะพักอยู่ที่การเคหะรามอินทรา กิโลเมตรที่ 4 ถนนรามอินทรา เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร เป็นส่วนใหญ่ วันเกิดเหตุพันตำรวจตรีสมศักดิ์สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปเฝ้าดูพฤติการณ์ของบุคคลในบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังและให้ร้อยตำรวจเอกเสน่ห์ มณีฉาย ไปขอหมายค้นจากศาลอาญา ส่วนพยานทั้งสองพร้อมด้วยสายลับได้เดินทางไปที่การเคหะรามอินทรา กิโลเมตรที่ 4 เพื่อตามหาจำเลยที่ 1 ต่อมาเวลา 17.30 นาฬิกา พยานทั้งสองพบชายคนหนึ่งเดินอยู่กลางซอยในการเคหะรามอินทราดังกล่าว สายลับได้ชี้ให้ดูและบอกว่าชายคนดังกล่าวคือนายธรรมะ จำเลยที่ 1 พยานทั้งสองจึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอดูบัตรประจำตัวประชาชนของชายคนดังกล่าว ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวเป็นนายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ จำเลยที่ 1 คดีนี้จริง พยานทั้งสองจึงนำจำเลยที่ 1 ขึ้นรถยนต์ไปยังบ้านที่เกิดเหตุในหมู่บ้านปิยะพงษ์วิลเลจ ซึ่งได้มีการสอบถามแล้วจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าบ้านดังกล่าวเป็นบ้านพักของจำเลยที่ 1 จริง พยานทั้งสองกับพวกแสดงหมายค้นของศาลอาญา เพื่อขอตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง ผลการตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 มัด (มัดละ 2,000 เม็ด) มีกระดาษกาวสีน้ำตาลมัดห่อไว้วางอยู่บนเตียงนอนภายในห้องนอน ชั้นบนซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าเป็นห้องนอนของจำเลยที่ 1 เมื่อแกะห่อกระดาษออกตรวจนับแล้วปรากฏว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด จากนั้นพยานทั้งสองกับพวกได้เข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 ซึ่งอยู่ถัดไป ผลการตรวจค้นพยานทั้งสองพบเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 1 มัด) ซุกซ่อนอยู่ใต้บันไดบ้านชั้นล่างแล้วพยานทั้งสองกับพวกขึ้นไปตรวจค้นชั้นบนพบจำเลยที่ 2 นั่งยอง ๆ อยู่ที่ชั้นบนและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่ง (จำนวน 5 มัด) อยู่บนฝ้าเพดานซึ่งมีรอยนิ้วมือติดอยู่ที่ช่องเปิดฝ้ากับพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่ง (จำนวน 298 มัด) ในห้องน้ำที่อยู่ใต้ฝ้าดังกล่าวด้วยรวมเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พบที่บ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง มีจำนวนทั้งสิ้น 606,000 เม็ด หลังจากตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว พยานทั้งสองกับพวกได้สอบถามจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 บอกว่านายเนตรจะเป็นผู้ดำเนินการเอาเมทแอมเฟตามีนจากท่าอากาศยานกรุงเทพแล้วเอามาเก็บไว้ที่บ้านที่เกิดเหตุสองหลังนี้ซึ่งเป็นบ้านที่นายเนตรเช่าไว้โดยให้จำเลยที่ 1 เฝ้าดูแลบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 และให้จำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 หลังจากนั้นจึงจะเอาเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนนี้ไปส่งให้แก่ลูกค้าเพื่อจำหน่ายต่อไป ชั้นจับกุมพยานทั้งสองกับพวกแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุม เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองต่างก็เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติภารกิจไปตามอำนาจหน้าที่ และไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อนไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า พยานทั้งสองจะสมคบกันมาเบิกความหรือสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จขึ้นมาปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษในคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้ นอกจากนี้ศาลฎีกายังได้ตรวจดูคำเบิกความของพยานโจทก์สองปากนี้โดยถ้วนถี่แล้ว ก็ปรากฏว่าพยานทั้งสองเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญเป็นอย่างดีและมีเหตุผลติดต่อเชื่อมโยงกันมาเป็นลำดับ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและไร้ข้อพิรุธที่จะชี้ให้เห็นว่ามีการวางแผนกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสอง เชื่อได้ว่าพยานทั้งสองเบิกความไปตามความสัตย์จริงตามเหตุการณ์ที่พยานทั้งสองรู้เห็น โดยมิได้ปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นมาปรักปรำจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่า เป็นเพราะจำเลยทั้งสองถูกจับกุมได้โดยกระทันหันพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางยืนยันความผิดของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยังไม่มีโอกาสหาข้อแก้ตัวได้ทันในขณะนั้น จึงต้องให้การรับสารภาพไปตามความสัตย์จริง แม้จะปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 ให้ยกเลิกความในมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยวรรคสุดท้ายของมาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติไว้ว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี" ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวในความตอนท้ายซึ่งเป็นข้อยกเว้นของความตอนแรกที่ว่า ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นของคำให้การในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับเมื่อมีการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันนี้แก่ผู้ถูกจับแล้ว ก็สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ แสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่วรรคนี้มุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานต่อเมื่อบทบัญญัติเรื่องการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่นี้มีผลใช้บังคับแล้ว หาได้มีความหมายว่า ขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุม มารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยไม่ เพราะบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับจัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับและโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 226 ในสำนวนคดีนี้โดยชอบก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ หากจะแปลความบทบัญญัติดังกล่าวว่า ขณะที่ศาลมีคำพิพากษา ต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังทุกกรณี ไม่ว่าคำรับสารภาพดังกล่าวจะมีอยู่ก่อนหรือหลังวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ก็อาจมีผลกระทบกระทั่งต่อสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะได้รับการลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เพราะเหตุที่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยผู้ถูกจับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อาจทำให้ศาลไม่อาจลดโทษให้แก่จำเลยได้อีก ยิ่งกว่านั้นในคดีที่ศาลล่างมีคำพิพากษาก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ให้ลดโทษแก่จำเลย เพราะเหตุที่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่คดีดังกล่าวได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลสูงภายหลังจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว หากศาลสูงต้องห้ามมิให้รับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยผู้ถูกจับในขณะที่มีคำพิพากษา คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันจะนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อลดโทษให้แก่จำเลยได้อีก นอกจากนี้ยังอาจกระทบกระทั่งต่อสิทธิของโจทก์เสมือนหนึ่งว่าพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ถูกตัดออกไปจากสำนวนโดยที่โจทก์ไม่มีโอกาสได้แก้ไขอันอาจทำให้ความยุติธรรมต้องเสียไปได้ กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่น่าจะมีเจตนารมณ์ให้เกิดผลอันไม่พึงปรารถนาเช่นนั้น ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับแก่คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรมก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่จึงเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบกระทั่งถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองที่เจ้าพนักงานผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 226 โดยชอบด้วยกฎหมายในสำนวนคดีนี้ก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามกฎหมายเดิม ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การรับสารภาพ แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกาย จำเลยที่ 1 จึงบอกว่าถ้าจะให้การรับสารภาพ ก็ขอรับว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด (ที่ตรวจค้นพบในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28) เท่านั้น เห็นว่า ความในข้อนี้คงมีแต่ตัวจำเลยที่ 1 เบิกความอ้างลอย ๆ และมิได้ถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ไว้ การที่จำเลยที่ 1 มาเบิกความข้างเดียวในภายหลังเช่นนี้ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงได้ และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็เพื่อที่ภริยาจำเลยที่ 1 จะได้ไม่ต้องถูกจับกุมนั้น ก็เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา โดยในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบในข้อนี้ไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้เช่นเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นได้ฎีกาโต้เถียงในข้อนี้ว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับสารภาพในบันทึกการตรวจค้นและจับกุมนั้นเป็นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจนำกระดาษหลายแผ่นให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 2 เป็นเด็กชาวไทยใหญ่ไม่รู้หนังสือไม่เข้าใจภาษาไทยประกอบกับมีเจ้าพนักงานตำรวจบางคนขู่เข็ญบังคับให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 2 ตกใจกลัวจึงได้ลงลายมือชื่อไปนั้น เห็นว่า ความในข้อนี้จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเช่นเดียวกันโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้นำสืบต่อสู้ไว้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงไม่อาจรับฟังได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 606,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.3 จริง หากจำเลยทั้งสองเป็นผู้บริสุทธิ์ มิได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยทั้งสองจะต้องให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเช่นนั้น ตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าวก็ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ โดยพันตำรวจตรีสมศักดิ์พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า พยานอ่านบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองฟังเป็นที่เข้าใจดีแล้วจึงให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นชาวไทยใหญ่แต่ก็ปรากฏว่าในชั้นสืบพยานจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 สามารถเบิกความตอบคำซักถามของทนายจำเลยและคำถามค้านของโจทก์โดยไม่ต้องผ่านล่ามภาษาท้องถิ่นอันเป็นภาษาพูดของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยที่ 2 สามารถพูดและฟังภาษาไทยเป็นที่เข้าใจได้ สำหรับบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าว ศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้วปรากฏว่ามีการระบุถึงพฤติการณ์ในการจับกุมไว้โดยละเอียดสอดคล้องตรงกับที่พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความข้างต้นทุกประการ รวมทั้งได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า ขณะตรวจค้นเจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นชาวไทยใหญ่อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 มิใช่พบจำเลยที่ 2 อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 ตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง นอกจากนี้ศาลฎีกาได้ตรวจดูหมายค้นศาลอาญา เอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นหมายค้นสำหรับตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 แล้ว ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับทราบข้อความในหมายในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับสถานที่ถูกตรวจค้น ตามรูปเรื่องจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ขณะเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยที่ 2 อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 จริงตามที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ในข้อนี้ได้ การที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถเข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง ซึ่งประตูบ้านปิดใส่กุญแจไว้ได้นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนเอาลูกกุญแจของประตูบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังมาไขกุญแจเปิดประตูบ้านทั้งสองหลัง อันเป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองดูแลบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังดังกล่าวซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ และได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์อีกว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดที่ตรวจค้นพบจะมีลักษณะการห่อเป็นอย่างเดียวกันกับเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจค้นได้จากนายหยาง เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นอีกว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของขบวนการผู้ค้ายาเสพติดให้โทษในกลุ่มเดียวกันแต่มีการแยกสถานที่เก็บซุกซ่อนไว้หลายแห่ง ที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากจากบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังนั้นก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำให้การซัดทอดของนายหยางโดยแท้ แสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่พันตำรวจตรีสมศักดิ์พยานโจทก์ได้มาจากนายหยางเป็นความจริง แม้นายหยางจะให้การซัดทอดถึงนายเนตรและจำเลยที่ 1 โดยมิได้กล่าวถึงจำเลยที่ 2 ด้วยก็น่าเป็นเพราะจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นเพียงเด็กรับใช้ในขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายนี้ ซึ่งนายเนตรนำมาจากจังหวัดเชียงรายให้มาทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าดูแลเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บ้านเกิดเหตุโดยที่จำเลยที่ 2 มิใช่ตัวการสำคัญเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และนายเนตรก็ได้ หาใช่ว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำความผิดคดีนี้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าในการเข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง เจ้าพนักงานตำรวจใช้เครื่องมืองัดประตูเข้าไปโดยไม่มีการนำลูกกุญแจจากจำเลยที่ 1 ไปไขกุญแจประตูนั้น เห็นว่า ความในข้อนี้จำเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา โดยจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบและถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้และการที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด บนเตียงนอนของจำเลยที่ 1 โดยที่เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมิได้ถูกซุกซ่อนไว้ให้มิดชิดนั้นก็ไม่เพียงพอที่จะนำมาฟังเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เพราะจำเลยที่ 1 อาจเกิดความชะล่าใจโดยคิดว่าเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ล่วงรู้ความผิดของตนหรือเป็นความมักง่ายของจำเลยที่ 1 จึงได้ทิ้งเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนดังกล่าวไว้ที่เตียงนอนโดยมิได้ซุกซ่อนให้มิดชิดก็ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ต้องขอให้ศาลขอแรงทนายมาว่าความให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ว่าจ้างทนายความมาว่าความเองนั้นก็ไม่ใช่เหตุที่จะนำมาฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ค้ายาเสพติดให้โทษจึงเป็นคนยากจนเพราะการที่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินมาว่าจ้างทนายความอาจเป็นเพราะยังไม่สามารถจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางไปได้แต่มาถูกจับกุมเสียก่อนก็ได้ สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจพบว่าอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ที่ชั้นบนของบ้านดังกล่าวโดยมีผ้าห่มหรือหมอนขนาดใหญ่คลุมตัวไว้ในลักษณะซ่อนตัว และจำเลยที่ 2 มีอาการกลัว พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็เป็นข้อพิรุธที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมากในบ้านที่เกิดเหตุที่จำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลอยู่โดยกะทันหันซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีด้วย จึงทำให้จำเลยที่ 2 มีอาการเป็นข้อพิรุธเช่นนั้น นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์อีกว่า ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 นี้มีก้านธูปมัดเป็นกำใส่กระป๋องวางไว้เป็นหย่อม ๆ ซึ่งมีลักษณะเป็นการจุดธูปเพื่อดับกลิ่นเมทแอมเฟตามีน กับพบกระดาษกาวที่มีลักษณะเป็นการฉีกแกะจากห่อเมทแอมเฟตามีนทิ้งเกลื่อนบ้านด้วย น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนเฝ้าดูแลบ้านดังกล่าวจะต้องมีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำเหล่านี้ด้วย สำหรับข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า หากจำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 จริง ก็ไม่จำต้องใส่กุญแจ การปิดประตูใส่กุญแจขังคนไว้ในบ้านย่อมไร้เหตุผลเพราะหากมีอันตรายคนในบ้านจะหาทางออกไม่ได้นั้น เห็นว่า ข้อนำสืบของโจทก์ข้อนี้ไม่เป็นพิรุธที่จะนำมารับฟังว่าจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคนเฝ้าดูแลของกลางในบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าว เพราะตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถเปิดประตูออกจากบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าวได้ หากจำเลยที่ 2 ถูกขังอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าวจริง ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพราะตัวการใหญ่ที่ค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่รายนี้สามารถกระทำความผิดร้ายแรงเช่นนี้ได้ย่อมจะต้องมีจิตใจที่โหดเหี้ยมผิดจากบุคคลทั่วไป จึงสามารถที่จะขังจำเลยที่ 2 ไว้ในบ้านที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันมิให้จำเลยที่ 2 หักหลังโดยลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งมีมูลค่ามหาศาลออกไปได้โดยไม่จำต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ยิ่งกว่านั้นศาลฎีกาเห็นว่า การมีเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมากถึง 606,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมายซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต ตามปกติผู้กระทำความผิดจะต้องปกปิดเป็นความลับอย่างยิ่งและรู้กันเฉพาะในหมู่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเท่านั้น หากจำเลยทั้งสองมิได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่รายนี้ก็ไม่มีเหตุผลใดที่บุคคลซึ่งเป็นตัวการใหญ่จะยอมให้จำเลยทั้งสองเข้าไปพักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าว เพราะจะเป็นการเสี่ยงต่อการถูกจำเลยทั้งสองพบเห็นความผิดและนำไปเปิดเผยได้ การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปอยู่ในสถานที่เก็บซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนมากเช่นนี้ จึงเป็นข้อพิรุธของจำเลยทั้งสองอย่างมาก อันเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองจะต้องมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับบุคคลที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าชื่อนายเนตรซึ่งเป็นตัวการใหญ่ด้วย สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างมาในฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนำมาอ้างเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 2 ได้ สรุปแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าตามรูปเรื่องและพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานี้ มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดจริงตามคำฟ้องดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรกล่าวต่อไปด้วยว่า แม้จะปรากฏว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง อันเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่ก็เป็นเรื่องอยู่ในดุลพินิจของศาลว่าสมควรจะลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมากถึง 606,000 เม็ด โดยมีปริมาณเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 16,656.789 กรัม หากเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวถูกจำหน่ายแพร่ระบาดไปในหมู่ประชาชน ย่อมก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นจำนวนมาก การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกนับว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างร้ายแรง ซึ่งจะต้องลงโทษในสถานหนักที่สุดเพื่อมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเอาเป็นเยี่ยงอย่างและให้ได้รับผลดีในการปราบปรามจึงไม่สมควรที่จะลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุมีอายุ 18 ปีเศษ เป็นชาวไทยใหญ่ในชนบทห่างไกลที่ยากจนและไร้การศึกษา จึงอ่อนทางความคิด เมื่อคำนึงถึงสภาพของจำเลยที่ 2 ในขณะถูกจับกุมด้วยแล้วน่าเชื่อว่าจะถูกนายเนตรพวกของจำเลยทั้งสองชักจูงให้หลงผิดเข้าร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วย ควรปรานีลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น แม้ขณะเกิดเหตุจะมีอายุ 19 ปีเศษ แต่เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและความรู้สึกผิดชอบของจำเลยที่ 1 แล้ว ไม่เห็นสมควรที่จะลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ด้วย อนึ่ง แม้จะปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และ 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และ 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง ต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่มีเหตุที่จะต้องพิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่" พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (1) แล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สุรชาติ บุญศิริพันธ์-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ประเด็นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ อยู่ตรงที่ว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีผลใช้บังคับย้อนหลังหรือไม่ ปัญหาว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมีผลใช้บังคับย้อนหลังหรือไม่นั้นตามกฎหมายเยอรมัน ประเด็นดังกล่าวแทนที่จะถูกอธิบายไว้ในส่วนของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กลับถูกอธิบายไว้ในส่วนของกฎหมายอาญาในส่วนที่ว่าด้วยหลักความชอบด้วยกฎหมาย (das Gesetzlichkeitsprinzip) หลักความชอบด้วยกฎหมายมีลักษณะสำคัญ 4 ประการคือ 1. กฎหมายอาญาต้องมีความชัดเจนแน่นอน 2. จะนำกฎหมายจารีตประเพณีมาใช้ลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ 3. จะนำกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้ลงโทษผู้กระทำผิดไม่ได้ 4. กฎหมายอาญาไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายแก่ผู้กระทำผิด (รายละเอียดของหลักความชอบด้วยกฎหมาย ดูใน สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์, ความผิดฐานวางเพลิงกรณีพิเศษ, ดุลพาห เล่ม 3 ปีที่ 43 กรกฎาคม-กันยายน 2539, น. 136-141 ปัญหาก็คือ หลักที่ว่ากฎหมายอาญาไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลัง จะครอบคลุมถึงกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วยหรือไม่นั้น ในประเด็นดังกล่าว ตามกฎหมายเยอรมัน ความเห็นทางตำราเห็นว่า โดยหลักการแล้ว กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ ทางศาลเองก็เห็นไปในทำนองดังกล่าว โดยศาลแห่งสหพันธรัฐเยอรมัน แผนกคดีอาญา (เทียบกับของประเทศไทยแล้ว คือศาลฎีกา) เคยวินิจฉัยไว้ว่า โดยหลักการแล้ว ข้อห้ามของการที่กฎหมายมีผลใช้บังคับย้อนหลัง (Das R?ckwirkungsverbot) ไม่ใช้บังคับสำหรับกฎหมายวิธีพิจารณาความ ข้อห้ามของการที่ไม่ให้กฎหมายอาญามีผลใช้บังคับย้อนหลังนั้นใช้เฉพาะในส่วนของกฎหมายสารบัญญัติ (das sachliche Recht) (BGHSt 20, 27) การที่บทบัญญัติใหม่ ๆ ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นับจากวันที่บทบัญญัติเหล่านี้มีผลใช้บังคับแล้วนั้นสามารถใช้บังคับกับกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น เป็นสิ่งที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว (BGHSt 26, 289) แนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันเองก็ยอมรับ (BVerfGE 24, 33, 55; 25, 269) ทั้งนี้เพราะว่า หลักความชอบด้วยกฎหมาย ทั้งจากถ้อยคำและความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์แล้ว มุ่งเฉพาะการกระทำที่มีโทษทางอาญา โดยไม่รวมถึงการอุดช่องว่างใด ๆ ที่มีอยู่ในกฎหมายวิธีพิจารณาความ (vgl. Roxin, Strafrecht : Allgemeiner Teil, 3. Auflage, 1997, บทที่ 5, หัวข้อ 57) อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้หรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปว่า การย้อนหลังดังกล่าวจะเป็นผลร้ายแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือไม่ เช่น ในกรณีของคำร้องทุกข์ การที่คำร้องทุกข์ถูกยกเลิกไปในภายหลัง (ทั้ง ๆ ที่แต่เดิมความผิดฐานดังกล่าวต้องมีคำร้องทุกข์) จึงเป็นผลให้ความผิดฐานดังกล่าวซึ่งแต่เดิมต้องร้องทุกข์ก่อน กลายเป็นไม่ต้องร้องทุกข์อีกต่อไป (เท่ากับจากความผิดต่อส่วนตัวกลายเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน) ในกรณีดังกล่าวต้องถือว่ากฎหมายไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลัง เพราะในส่วนของความผิดที่ต้องมีคำร้องทุกข์นั้น (bei Antragsdelikten) สิทธิในการลงโทษผู้กระทำผิดของรัฐขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้เสียหาย (ว่าจะร้องทุกข์หรือไม่) ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าว เป็นสิ่งที่ผู้กระทำผิดสามารถที่จะคาดหวังเช่นนั้นได้ (คือ คิดว่าผู้เสียหายอาจจะไม่ร้องทุกข์ก็ได้) หากคำร้องทุกข์ในความผิดที่ต้องมีคำร้องทุกข์ถูกยกเลิกไปในภายหลังและสามารถลงโทษการกระทำเช่นนั้นได้โดยปราศจากคำร้องทุกข์ ก็จะเป็นผลให้ในกรณีดังกล่าว รัฐสามารถที่จะลงโทษการกระทำเช่นนั้นได้ในภายหลังและสิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่ข้อห้ามของการที่กฎหมายมีผลใช้บังคับย้อนหลังตามมาตรา 103 (2) กฎหมายพื้นฐานเยอรมัน (เทียบกับของประเทศไทยแล้วคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ) ต้องการที่จะห้าม (vgl. Roxin, อ้างแล้ว, บทที่ 5, หัวข้อ 49) จากหลักกฎหมายข้างต้น จึงอาจสรุปได้ว่า ข้อห้ามที่มิให้กฎหมายอาญามีผลใช้บังคับย้อนหลัง ไม่มีผลใช้บังคับกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เว้นแต่การย้อนหลังของกฎหมายดังกล่าว จะเป็นผลร้ายแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย กฎหมายของอเมริกา กฎหมายของอังกฤษ และกฎหมายของฝรั่งเศส (ดู วิชัย เติมรัตนศิริกุล, กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากับหลักห้ามย้อนหลัง, วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2536, น. 46-47, 51-52, 61) ก็อธิบายไปในทำนองเดียวกัน แต่กระนั้นก็ตาม ในประเด็นที่ว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีผลใช้บังคับย้อนหลังหรือไม่นั้น ดูเหมือนว่าศาลฎีกาจะมีความเห็นไปในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ ศาลฎีกาวางหลักว่า มาตรา 84 วรรคท้ายที่แก้ไขใหม่ ไม่ใช้บังคับกับคำรับสารภาพของผู้ถูกจับในชั้นจับกุมที่ได้ให้การรับสารภาพไว้ ก่อนที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับที่ 22 จะมีผลใช้บังคับ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ศาลฎีกาเห็นว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลัง (แม้ว่าจะเป็นผลดีแก่ผู้กระทำผิดก็ตาม) โดยให้เหตุผลไว้ 3 ประการ 1. ในด้านสิทธิของจำเลย จะเป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกจับเอง เพราะศาลฎีกาไม่อาจนำคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมมาใช้เพื่อลดโทษให้แก่ผู้ถูกจับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (น. 172) 2. ในด้านสิทธิของโจทก์ จะเป็นผลร้ายแก่คดีของโจทก์ เพราะโจทก์ไม่อาจที่จะแก้ไขข้อบกพร่องแห่งคดีของตนได้ ซึ่งจะทำให้เสียความยุติธรรม และไม่น่าจะใช่เจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องการให้เกิดผลเช่นนี้ (น. 172) 3. เหตุผลประการสุดท้าย เป็นผลมาจากการที่ศาลฎีกา มีความเห็นว่าเมื่อไม่ได้มีการเขียนบทเฉพาะกาลของมาตรา 84 วรรคท้ายเอาไว้ จึงต้องใช้หลักกฎหมายทั่วไปที่ว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง (น. 172) เหตุผลทั้ง 3 ข้อ ผู้หมายเหตุ มีความเห็นว่ายังเป็นเหตุผลที่อาจโต้แย้งได้ ดังนี้ 1. สำหรับเหตุผลในข้อแรกนั้น การนำมาตรา 84 วรรคท้ายที่แก้ไขใหม่มาใช้ย้อนหลัง ไม่ได้ทำให้เป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกจับแต่อย่างใด เพราะมาตรา 84 วรรคท้าย ห้ามเฉพาะให้เป็นผลร้าย กล่าวคือ รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำความผิด แต่ไม่รวมถึงกรณีที่เป็นผลดีแก่ผู้กระทำความผิดด้วย กล่าวคือ ในการลดโทษด้วย นอกจากนี้ การบัญญัติมาตรา 84 วรรคท้าย เพราะฝ่ายนิติบัญญัติต้องการที่จะปรามการกระทำที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าสิ่งที่ทำไปจะไม่มีผลในทางกฎหมายเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ถูกจับ (ดู ข้อพิจารณาประกอบ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. ฯลฯ พิมพ์ครั้งที่ 2, พ.ศ.2548, จัดทำโดย สวัสดิการสำนักประธานศาลฎีกา, สวัสดิการสำนักวิชาการศาลยุติธรรม, น. 66-67) จึงไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพื่อที่จะทำให้สิทธิของผู้ถูกจับที่มีอยู่แล้วแต่เดิมต้องลดน้อยถอยลงไปอีก 2. สำหรับเหตุผลในข้อที่สองนั้น จริง ๆ แล้วปัญหาดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นแก่คดีของโจทก์นั้นสามารถแก้ไขได้โดยการเขียนบทเฉพาะกาลไว้สำหรับกรณีของมาตรา 84 วรรคท้าย ว่าไม่ให้ใช้บังคับแก่คดีที่เกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ เมื่อไม่ได้เขียนบทเฉพาะกาลเอาไว้ ก็สามารถตีความได้เป็นสองกรณี กล่าวคือ ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ประสงค์ที่จะให้มีบทเฉพาะกาลสำหรับกรณีของมาตรา 84 วรรคท้าย หากพิจารณาว่าบทบัญญัติบางมาตราใน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. ฉบับเดียวกันนี้ (ฉบับที่ 22) เช่น มาตรา 134/1 วรรคสอง มีบทเฉพาะกาลเขียนเอาไว้โดยเฉพาะแล้ว ก็ดูเหมือนกับว่าจะทำให้คิดไปได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติต้องการให้มาตรา 84 วรรคท้ายมีผลบังคับได้โดยทันทีจึงไม่ได้เขียนบทเฉพาะกาลเอาไว้ และถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วก็ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะตีความมาตรา 84 วรรคท้ายให้ขัดกับเจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติหรือถ้าไม่ใช่เจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างที่ศาลฎีกาได้แสดงความเห็นไว้ เพราะฝ่ายนิติบัญญัติมีความเห็นว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความไม่ใช้บังคับย้อนหลัง ถ้าจะให้ย้อนหลังจะต้องเขียนบทเฉพาะกาลเอาไว้ ก็ต้องถือว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของฝ่ายนิติบัญญัติเอง เพราะหลักในเรื่องข้อห้ามของการใช้กฎหมายย้อนหลังกับกฎหมายวิธีพิจารณาความนั้นเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับความเห็นของฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือ โดยหลักแล้ว กฎหมายวิธีพิจารณาความใช้บังคับย้อนหลัง ถ้าจะไม่ให้ย้อนหลังต้องเขียนบทเฉพาะกาลเอาไว้ การที่ไม่ได้เขียนบทเฉพาะกาลของมาตรา 84 วรรคท้ายเอาไว้ ต้องถือว่าเป็นความบกพร่องของฝ่ายนิติบัญญัติเอง จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จำเลยจะต้องมารับบาปเคราะห์จากความผิดพลาดของฝ่ายนิติบัญญัติ 3. สำหรับเหตุผลประการสุดท้ายที่ว่า มีหลักกฎหมายว่า กฎหมายไม่มีผลย้อนหลังนั้น หลักกฎหมายดังกล่าวเป็นหลักที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งในทางตำราเรียกว่าหลักความชอบด้วยกฎหมายตามที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว แต่ประเด็นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ไม่ใช่เป็นประเด็นในเรื่องของหลักความชอบด้วยกฎหมายที่ว่ากฎหมายอาญาจะมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้หรือไม่ แต่เป็นประเด็นที่ว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติว่าจะมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้หรือไม่ ศาลฎีกาเองก็เคยวางหลักกฎหมายดังกล่าวไว้เช่นเดียวกันโดยเคยเห็นว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีผลใช้บังคับย้อนหลังได้เพราะเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 521-522/2518, 191/2533, 391/2533 และที่ 1047/2535) สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ หมายเหตุ ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้ายที่แก้ไขใหม่วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับฟังถ้อยคำของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน บทบัญญัติดังกล่าวนำมาซึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร เพราะปกติแล้วการที่บัญญัติมิให้รับฟังพยานหลักฐานใดนั้นจะต้องมีเหตุปัจจัยมาสนับสนุน แต่บทบัญญัติมาตรา 84 วรรคท้ายนี้เป็นบทตัดพยานโดยเด็ดขาดด้วยเหตุเพียงว่าเป็นถ้อยคำที่ให้ไว้กับเจ้าพนักงาน ดังนั้น เจ้าพนักงานจึงเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับกุมในชั้นจับกุมหรือชั้นรับมอบตัวไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ มีการอธิบายในทำนองว่า ถ้อยคำของผู้ถูกจับกุมเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 ก็ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะถ้าเป็นพยานหลักฐานที่ต้องห้าม ตามมาตรา 226 อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนมาตรา 84 วรรคท้าย แล้ว ถ้อยคำของผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคท้ายก็ไม่มีลักษณะของพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ ส่วนที่ไปอ้างหลัก Exclusionary Rules ของสหรัฐอเมริกายิ่งไปกันใหญ่ เพราะหลัก Exclusionary Rules หมายถึงบทตัดพยานหลักฐานที่ได้มาจากการกระทำที่ไม่ชอบของเจ้าพนักงาน เช่น เจ้าพนักงานไปค้นหาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานที่ได้มาจะถูกห้ามมิให้รับฟัง แต่ถ้อยคำของผู้ถูกจับกุมที่เป็นคำรับสารภาพนั้น แม้เจ้าพนักงานจะไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ก็จะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้ายที่แก้ไขใหม่ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 931/2548 (ประชุมใหญ่) ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะในประเด็นที่ว่า บทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่นี้จะมีผลย้อนหลังไปใช้กับถ้อยคำของผู้ถูกจับกุมที่เจ้าพนักงานได้จัดทำขึ้นก่อนที่กฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ ซึ่งศาลีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 84 วรรคท้ายที่แก้ไขใหม่ไม่มีผลย้อนหลัง เนื่องจากขณะที่ได้พยานหลักฐานนั้นมาเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงน่าจะชอบด้วยเหตุผลแล้ว แต่ปัญหาตามมาตรา 84 วรรคท้ายคงยังไม่ยุติแล้ว ศาลฎีกาคงวินิจฉัยในอีกหลายประเด็นปัญหาตามมา พรเพชร วิชิตชลชัย
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269736
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082034533"
    }
}
date
2548
deka_no
931/2548
deka_running_no
931
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "กำธร โพธิ์สุวัฒนากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 84",
            "ม. 226"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (ที่ถูกมาตรา 15 วรรคสอง), 66 วรรคสอง ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ประหารชีวิตจำเลยทั้งสอง ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัส โหสุวรรณ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองประจักษ์พยานโจทก์ว่า ก่อนเกิดเหตุ 1 วัน พยานทั้งสองกับพวกจับกุมนายหยางหรือดนตรี หมื่นจินาได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวน 40,000 เม็ด กับเฮโรอีนอัดแท่งอีกจำนวนหนึ่งในท้องที่เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร และจากการสอบสวนขยายผลนายหยางให้การซัดทอดว่า นายหยางได้ร่วมกับนายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ จำเลยที่ 1 คดีนี้ และนายเนตรไม่ทราบชื่อสกุล มีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า นอกจากนี้นายหยางยังให้การอีกว่า ยังมีเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่งซุกซ่อนอยู่ที่บ้านเลขที่ 42/28 และบ้านเลขที่ 42/31 ในหมู่บ้านปิยะพงษ์วิลเลจ แขวงออเงิน เขตสายไหม กรุงเทพมหานครอีกด้วย พยานทั้งสองกับพวกจึงนำนายหยางไปที่หมู่บ้านดังกล่าว และนายหยางได้ชี้บ้านดังกล่าวทั้งสองหลัง ซึ่งเป็นบ้านแบบทาวน์เฮาส์ปลูกอยู่แถวเดียวกันโดยมีบ้านอื่นคั่นอยู่ 2 หลัง ให้พยานทั้งสองกับพวกดูว่าเป็นบ้านที่ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีน แต่ขณะนั้นเป็นเวลามืดแล้วพยานทั้งสองกับพวกจึงไม่ได้เข้าไปตรวจค้นและจากการสืบสวนต่อมาพยานทั้งสองทราบจากสายลับว่า จำเลยที่ 1 จะพักอยู่ที่การเคหะรามอินทรา กิโลเมตรที่ 4 ถนนรามอินทรา เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร เป็นส่วนใหญ่ วันเกิดเหตุพันตำรวจตรีสมศักดิ์สั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปเฝ้าดูพฤติการณ์ของบุคคลในบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังและให้ร้อยตำรวจเอกเสน่ห์ มณีฉาย ไปขอหมายค้นจากศาลอาญา ส่วนพยานทั้งสองพร้อมด้วยสายลับได้เดินทางไปที่การเคหะรามอินทรา กิโลเมตรที่ 4 เพื่อตามหาจำเลยที่ 1 ต่อมาเวลา 17.30 นาฬิกา พยานทั้งสองพบชายคนหนึ่งเดินอยู่กลางซอยในการเคหะรามอินทราดังกล่าว สายลับได้ชี้ให้ดูและบอกว่าชายคนดังกล่าวคือนายธรรมะ จำเลยที่ 1 พยานทั้งสองจึงแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจขอดูบัตรประจำตัวประชาชนของชายคนดังกล่าว ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวเป็นนายธรรมะหรือเสริฐ ธรารักษ์ จำเลยที่ 1 คดีนี้จริง พยานทั้งสองจึงนำจำเลยที่ 1 ขึ้นรถยนต์ไปยังบ้านที่เกิดเหตุในหมู่บ้านปิยะพงษ์วิลเลจ ซึ่งได้มีการสอบถามแล้วจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าบ้านดังกล่าวเป็นบ้านพักของจำเลยที่ 1 จริง พยานทั้งสองกับพวกแสดงหมายค้นของศาลอาญา เพื่อขอตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง ผลการตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 มัด (มัดละ 2,000 เม็ด) มีกระดาษกาวสีน้ำตาลมัดห่อไว้วางอยู่บนเตียงนอนภายในห้องนอน ชั้นบนซึ่งจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าเป็นห้องนอนของจำเลยที่ 1 เมื่อแกะห่อกระดาษออกตรวจนับแล้วปรากฏว่ามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด จากนั้นพยานทั้งสองกับพวกได้เข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 ซึ่งอยู่ถัดไป ผลการตรวจค้นพยานทั้งสองพบเมทแอมเฟตามีน (จำนวน 1 มัด) ซุกซ่อนอยู่ใต้บันไดบ้านชั้นล่างแล้วพยานทั้งสองกับพวกขึ้นไปตรวจค้นชั้นบนพบจำเลยที่ 2 นั่งยอง ๆ อยู่ที่ชั้นบนและตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่ง (จำนวน 5 มัด) อยู่บนฝ้าเพดานซึ่งมีรอยนิ้วมือติดอยู่ที่ช่องเปิดฝ้ากับพบเมทแอมเฟตามีนอีกจำนวนหนึ่ง (จำนวน 298 มัด) ในห้องน้ำที่อยู่ใต้ฝ้าดังกล่าวด้วยรวมเมทแอมเฟตามีนของกลางที่พบที่บ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง มีจำนวนทั้งสิ้น 606,000 เม็ด หลังจากตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนของกลางแล้ว พยานทั้งสองกับพวกได้สอบถามจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 1 บอกว่านายเนตรจะเป็นผู้ดำเนินการเอาเมทแอมเฟตามีนจากท่าอากาศยานกรุงเทพแล้วเอามาเก็บไว้ที่บ้านที่เกิดเหตุสองหลังนี้ซึ่งเป็นบ้านที่นายเนตรเช่าไว้โดยให้จำเลยที่ 1 เฝ้าดูแลบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 และให้จำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 หลังจากนั้นจึงจะเอาเมทแอมเฟตามีนที่ซุกซ่อนนี้ไปส่งให้แก่ลูกค้าเพื่อจำหน่ายต่อไป ชั้นจับกุมพยานทั้งสองกับพวกแจ้งข้อหาแก่จำเลยทั้งสองว่าร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุม เห็นว่า พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองต่างก็เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติภารกิจไปตามอำนาจหน้าที่ และไม่เคยรู้จักจำเลยทั้งสองมาก่อนไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่า พยานทั้งสองจะสมคบกันมาเบิกความหรือสร้างพยานหลักฐานอันเป็นเท็จขึ้นมาปรักปรำจำเลยทั้งสองให้ต้องรับโทษในคดีอุกฉกรรจ์เช่นนี้ นอกจากนี้ศาลฎีกายังได้ตรวจดูคำเบิกความของพยานโจทก์สองปากนี้โดยถ้วนถี่แล้ว ก็ปรากฏว่าพยานทั้งสองเบิกความได้สอดคล้องต้องกันในข้อสาระสำคัญเป็นอย่างดีและมีเหตุผลติดต่อเชื่อมโยงกันมาเป็นลำดับ มีน้ำหนักน่าเชื่อถือและไร้ข้อพิรุธที่จะชี้ให้เห็นว่ามีการวางแผนกลั่นแกล้งจำเลยทั้งสอง เชื่อได้ว่าพยานทั้งสองเบิกความไปตามความสัตย์จริงตามเหตุการณ์ที่พยานทั้งสองรู้เห็น โดยมิได้ปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นมาปรักปรำจำเลยทั้งสอง ที่จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็มีเหตุผลน่าเชื่อว่า เป็นเพราะจำเลยทั้งสองถูกจับกุมได้โดยกระทันหันพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนเป็นของกลางยืนยันความผิดของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองยังไม่มีโอกาสหาข้อแก้ตัวได้ทันในขณะนั้น จึงต้องให้การรับสารภาพไปตามความสัตย์จริง แม้จะปรากฏว่าในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 มาตรา 19 ให้ยกเลิกความในมาตรา 84 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และให้ใช้ข้อความใหม่แทน โดยวรรคสุดท้ายของมาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2547 เป็นต้นไป บัญญัติไว้ว่า "ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน แต่ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ต่อเมื่อได้มีการแจ้งสิทธิตามวรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง แก่ผู้ถูกจับ แล้วแต่กรณี" ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวในความตอนท้ายซึ่งเป็นข้อยกเว้นของความตอนแรกที่ว่า ถ้าเป็นถ้อยคำอื่นของคำให้การในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับเมื่อมีการแจ้งสิทธิของผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่โดยพระราชบัญญัติฉบับเดียวกันนี้แก่ผู้ถูกจับแล้ว ก็สามารถนำมารับฟังเป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับได้ แสดงให้เห็นว่ากฎหมายที่แก้ไขใหม่วรรคนี้มุ่งประสงค์ที่จะห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังเป็นพยานหลักฐานต่อเมื่อบทบัญญัติเรื่องการแจ้งสิทธิแก่ผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 83 วรรคสอง ที่แก้ไขใหม่นี้มีผลใช้บังคับแล้ว หาได้มีความหมายว่า ขณะที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีนี้ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว ต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุม มารับฟังประกอบการพิจารณาลงโทษจำเลยทั้งสองด้วยไม่ เพราะบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่เจ้าพนักงานผู้จับจัดทำขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับและโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 226 ในสำนวนคดีนี้โดยชอบก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ หากจะแปลความบทบัญญัติดังกล่าวว่า ขณะที่ศาลมีคำพิพากษา ต้องห้ามมิให้นำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของผู้ถูกจับมารับฟังทุกกรณี ไม่ว่าคำรับสารภาพดังกล่าวจะมีอยู่ก่อนหรือหลังวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ก็อาจมีผลกระทบกระทั่งต่อสิทธิของจำเลยทั้งสองที่จะได้รับการลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 เพราะเหตุที่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยผู้ถูกจับเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา อาจทำให้ศาลไม่อาจลดโทษให้แก่จำเลยได้อีก ยิ่งกว่านั้นในคดีที่ศาลล่างมีคำพิพากษาก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ให้ลดโทษแก่จำเลย เพราะเหตุที่คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่คดีดังกล่าวได้ขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลสูงภายหลังจากกฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับแล้ว หากศาลสูงต้องห้ามมิให้รับฟังคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยผู้ถูกจับในขณะที่มีคำพิพากษา คำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอันจะนำมาเป็นเหตุบรรเทาโทษเพื่อลดโทษให้แก่จำเลยได้อีก นอกจากนี้ยังอาจกระทบกระทั่งต่อสิทธิของโจทก์เสมือนหนึ่งว่าพยานหลักฐานดังกล่าวของโจทก์ถูกตัดออกไปจากสำนวนโดยที่โจทก์ไม่มีโอกาสได้แก้ไขอันอาจทำให้ความยุติธรรมต้องเสียไปได้ กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่น่าจะมีเจตนารมณ์ให้เกิดผลอันไม่พึงปรารถนาเช่นนั้น ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติให้นำมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่มาใช้บังคับแก่คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลยุติธรรมก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวมีผลใช้บังคับ จึงต้องใช้หลักทั่วไปว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่จึงเห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 84 วรรคสุดท้ายที่แก้ไขใหม่ดังกล่าวไม่มีผลย้อนหลังไปกระทบกระทั่งถึงคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองที่เจ้าพนักงานผู้จับได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายและโจทก์ได้ส่งอ้างเป็นพยานหลักฐานตามมาตรา 226 โดยชอบด้วยกฎหมายในสำนวนคดีนี้ก่อนวันที่กฎหมายที่แก้ไขใหม่มีผลใช้บังคับ ศาลฎีกาจึงนำคำรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมมารับฟังเป็นพยานหลักฐานประกอบการลงโทษจำเลยทั้งสองได้ตามกฎหมายเดิม ที่จำเลยที่ 1 นำสืบอ้างว่าชั้นจับกุมจำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การรับสารภาพ แต่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจทำร้ายร่างกาย จำเลยที่ 1 จึงบอกว่าถ้าจะให้การรับสารภาพ ก็ขอรับว่าจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด (ที่ตรวจค้นพบในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28) เท่านั้น เห็นว่า ความในข้อนี้คงมีแต่ตัวจำเลยที่ 1 เบิกความอ้างลอย ๆ และมิได้ถามค้านพยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ไว้ การที่จำเลยที่ 1 มาเบิกความข้างเดียวในภายหลังเช่นนี้ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเป็นความจริงได้ และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอ้างว่าจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมก็เพื่อที่ภริยาจำเลยที่ 1 จะได้ไม่ต้องถูกจับกุมนั้น ก็เป็นข้อที่จำเลยที่ 1 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา โดยในชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 มิได้นำสืบในข้อนี้ไว้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้เช่นเดียวกัน ส่วนจำเลยที่ 2 นั้นได้ฎีกาโต้เถียงในข้อนี้ว่า สาเหตุที่จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อรับสารภาพในบันทึกการตรวจค้นและจับกุมนั้นเป็นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจนำกระดาษหลายแผ่นให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ จำเลยที่ 2 เป็นเด็กชาวไทยใหญ่ไม่รู้หนังสือไม่เข้าใจภาษาไทยประกอบกับมีเจ้าพนักงานตำรวจบางคนขู่เข็ญบังคับให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าว จำเลยที่ 2 ตกใจกลัวจึงได้ลงลายมือชื่อไปนั้น เห็นว่า ความในข้อนี้จำเลยที่ 2 เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาเช่นเดียวกันโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้นำสืบต่อสู้ไว้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้นแต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้จึงไม่อาจรับฟังได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวน 606,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.3 จริง หากจำเลยทั้งสองเป็นผู้บริสุทธิ์ มิได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยทั้งสองจะต้องให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมเช่นนั้น ตามบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าวก็ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องไว้ โดยพันตำรวจตรีสมศักดิ์พยานโจทก์เบิกความยืนยันว่า พยานอ่านบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าวให้จำเลยทั้งสองฟังเป็นที่เข้าใจดีแล้วจึงให้จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นชาวไทยใหญ่แต่ก็ปรากฏว่าในชั้นสืบพยานจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 สามารถเบิกความตอบคำซักถามของทนายจำเลยและคำถามค้านของโจทก์โดยไม่ต้องผ่านล่ามภาษาท้องถิ่นอันเป็นภาษาพูดของจำเลยที่ 2 แต่อย่างใด แสดงว่าจำเลยที่ 2 สามารถพูดและฟังภาษาไทยเป็นที่เข้าใจได้ สำหรับบันทึกการตรวจค้นและจับกุมฉบับดังกล่าว ศาลฎีกาได้ตรวจดูแล้วปรากฏว่ามีการระบุถึงพฤติการณ์ในการจับกุมไว้โดยละเอียดสอดคล้องตรงกับที่พยานโจทก์ทั้งสองผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองเบิกความข้างต้นทุกประการ รวมทั้งได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า ขณะตรวจค้นเจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นชาวไทยใหญ่อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 มิใช่พบจำเลยที่ 2 อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 ตามที่จำเลยที่ 2 อ้าง นอกจากนี้ศาลฎีกาได้ตรวจดูหมายค้นศาลอาญา เอกสารหมาย จ.2 ซึ่งเป็นหมายค้นสำหรับตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 แล้ว ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียวเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับทราบข้อความในหมายในฐานะผู้เกี่ยวข้องกับสถานที่ถูกตรวจค้น ตามรูปเรื่องจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า ขณะเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจพบจำเลยที่ 2 อยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 จริงตามที่โจทก์นำสืบ ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 พักอาศัยอยู่ที่บ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/28 ไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ในข้อนี้ได้ การที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถเข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง ซึ่งประตูบ้านปิดใส่กุญแจไว้ได้นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 เป็นคนเอาลูกกุญแจของประตูบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังมาไขกุญแจเปิดประตูบ้านทั้งสองหลัง อันเป็นเหตุผลที่แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองดูแลบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังดังกล่าวซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อนอยู่ และได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์อีกว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดที่ตรวจค้นพบจะมีลักษณะการห่อเป็นอย่างเดียวกันกับเมทแอมเฟตามีนที่ตรวจค้นได้จากนายหยาง เป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นอีกว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางเป็นของขบวนการผู้ค้ายาเสพติดให้โทษในกลุ่มเดียวกันแต่มีการแยกสถานที่เก็บซุกซ่อนไว้หลายแห่ง ที่เจ้าพนักงานตำรวจสามารถจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากจากบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลังนั้นก็เป็นผลสืบเนื่องมาจากคำให้การซัดทอดของนายหยางโดยแท้ แสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่พันตำรวจตรีสมศักดิ์พยานโจทก์ได้มาจากนายหยางเป็นความจริง แม้นายหยางจะให้การซัดทอดถึงนายเนตรและจำเลยที่ 1 โดยมิได้กล่าวถึงจำเลยที่ 2 ด้วยก็น่าเป็นเพราะจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นเพียงเด็กรับใช้ในขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายนี้ ซึ่งนายเนตรนำมาจากจังหวัดเชียงรายให้มาทำหน้าที่เป็นคนเฝ้าดูแลเมทแอมเฟตามีนของกลางที่บ้านเกิดเหตุโดยที่จำเลยที่ 2 มิใช่ตัวการสำคัญเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 และนายเนตรก็ได้ หาใช่ว่าจำเลยที่ 2 มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำความผิดคดีนี้ตามที่จำเลยที่ 2 ฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่าในการเข้าไปตรวจค้นบ้านที่เกิดเหตุทั้งสองหลัง เจ้าพนักงานตำรวจใช้เครื่องมืองัดประตูเข้าไปโดยไม่มีการนำลูกกุญแจจากจำเลยที่ 1 ไปไขกุญแจประตูนั้น เห็นว่า ความในข้อนี้จำเลยทั้งสองเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา โดยจำเลยทั้งสองมิได้นำสืบและถามค้านพยานโจทก์ในข้อนี้ไว้ ข้ออ้างของจำเลยทั้งสองดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังได้และการที่เจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 10,000 เม็ด บนเตียงนอนของจำเลยที่ 1 โดยที่เมทแอมเฟตามีนดังกล่าวมิได้ถูกซุกซ่อนไว้ให้มิดชิดนั้นก็ไม่เพียงพอที่จะนำมาฟังเป็นข้อพิรุธของพยานโจทก์ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา เพราะจำเลยที่ 1 อาจเกิดความชะล่าใจโดยคิดว่าเจ้าพนักงานตำรวจมิได้ล่วงรู้ความผิดของตนหรือเป็นความมักง่ายของจำเลยที่ 1 จึงได้ทิ้งเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนดังกล่าวไว้ที่เตียงนอนโดยมิได้ซุกซ่อนให้มิดชิดก็ได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ต้องขอให้ศาลขอแรงทนายมาว่าความให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 มิได้ว่าจ้างทนายความมาว่าความเองนั้นก็ไม่ใช่เหตุที่จะนำมาฟังว่าจำเลยที่ 1 มิได้ค้ายาเสพติดให้โทษจึงเป็นคนยากจนเพราะการที่จำเลยที่ 1 ไม่มีเงินมาว่าจ้างทนายความอาจเป็นเพราะยังไม่สามารถจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางไปได้แต่มาถูกจับกุมเสียก่อนก็ได้ สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจพบว่าอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 นั้น ก็ได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 กำลังนั่งยอง ๆ อยู่ที่ชั้นบนของบ้านดังกล่าวโดยมีผ้าห่มหรือหมอนขนาดใหญ่คลุมตัวไว้ในลักษณะซ่อนตัว และจำเลยที่ 2 มีอาการกลัว พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวก็เป็นข้อพิรุธที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 เห็นเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมากในบ้านที่เกิดเหตุที่จำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลอยู่โดยกะทันหันซึ่งจำเลยที่ 2 จะต้องถูกจับกุมดำเนินคดีด้วย จึงทำให้จำเลยที่ 2 มีอาการเป็นข้อพิรุธเช่นนั้น นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมศักดิ์และดาบตำรวจมนัสพยานโจทก์อีกว่า ในบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 นี้มีก้านธูปมัดเป็นกำใส่กระป๋องวางไว้เป็นหย่อม ๆ ซึ่งมีลักษณะเป็นการจุดธูปเพื่อดับกลิ่นเมทแอมเฟตามีน กับพบกระดาษกาวที่มีลักษณะเป็นการฉีกแกะจากห่อเมทแอมเฟตามีนทิ้งเกลื่อนบ้านด้วย น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคนเฝ้าดูแลบ้านดังกล่าวจะต้องมีส่วนร่วมรู้เห็นกับการกระทำเหล่านี้ด้วย สำหรับข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า หากจำเลยที่ 2 เฝ้าดูแลบ้านที่เกิดเหตุเลขที่ 42/31 จริง ก็ไม่จำต้องใส่กุญแจ การปิดประตูใส่กุญแจขังคนไว้ในบ้านย่อมไร้เหตุผลเพราะหากมีอันตรายคนในบ้านจะหาทางออกไม่ได้นั้น เห็นว่า ข้อนำสืบของโจทก์ข้อนี้ไม่เป็นพิรุธที่จะนำมารับฟังว่าจำเลยที่ 2 มิได้เป็นคนเฝ้าดูแลของกลางในบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าว เพราะตามทางนำสืบของจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ไม่สามารถเปิดประตูออกจากบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าวได้ หากจำเลยที่ 2 ถูกขังอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าวจริง ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติเพราะตัวการใหญ่ที่ค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่รายนี้สามารถกระทำความผิดร้ายแรงเช่นนี้ได้ย่อมจะต้องมีจิตใจที่โหดเหี้ยมผิดจากบุคคลทั่วไป จึงสามารถที่จะขังจำเลยที่ 2 ไว้ในบ้านที่เกิดเหตุเพื่อป้องกันมิให้จำเลยที่ 2 หักหลังโดยลักลอบนำเมทแอมเฟตามีนของกลางซึ่งมีมูลค่ามหาศาลออกไปได้โดยไม่จำต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของจำเลยที่ 2 ยิ่งกว่านั้นศาลฎีกาเห็นว่า การมีเมทแอมเฟตามีนเป็นจำนวนมากถึง 606,000 เม็ด ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมายซึ่งมีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต ตามปกติผู้กระทำความผิดจะต้องปกปิดเป็นความลับอย่างยิ่งและรู้กันเฉพาะในหมู่ผู้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันเท่านั้น หากจำเลยทั้งสองมิได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการค้ายาเสพติดให้โทษรายใหญ่รายนี้ก็ไม่มีเหตุผลใดที่บุคคลซึ่งเป็นตัวการใหญ่จะยอมให้จำเลยทั้งสองเข้าไปพักอาศัยอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุดังกล่าว เพราะจะเป็นการเสี่ยงต่อการถูกจำเลยทั้งสองพบเห็นความผิดและนำไปเปิดเผยได้ การที่จำเลยทั้งสองเข้าไปอยู่ในสถานที่เก็บซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนมากเช่นนี้ จึงเป็นข้อพิรุธของจำเลยทั้งสองอย่างมาก อันเป็นพฤติการณ์ที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองจะต้องมีส่วนร่วมกระทำความผิดกับบุคคลที่จำเลยทั้งสองอ้างว่าชื่อนายเนตรซึ่งเป็นตัวการใหญ่ด้วย สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาต่าง ๆ ที่จำเลยที่ 2 ยกขึ้นอ้างมาในฎีกาของจำเลยที่ 2 นั้น ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่อาจนำมาอ้างเป็นประโยชน์แก่คดีของจำเลยที่ 2 ได้ สรุปแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าตามรูปเรื่องและพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมานี้ มีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอให้รับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดจริงตามคำฟ้องดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองไม่สามารถฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรกล่าวต่อไปด้วยว่า แม้จะปรากฏว่าคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมของจำเลยทั้งสองและคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง อันเป็นเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่ก็เป็นเรื่องอยู่ในดุลพินิจของศาลว่าสมควรจะลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ ซึ่งศาลฎีกาได้พิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองที่ร่วมกับพวกมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเป็นจำนวนมากถึง 606,000 เม็ด โดยมีปริมาณเมทแอมเฟตามีนคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 16,656.789 กรัม หากเมทแอมเฟตามีนจำนวนดังกล่าวถูกจำหน่ายแพร่ระบาดไปในหมู่ประชาชน ย่อมก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนเป็นจำนวนมาก การกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกนับว่าเป็นภัยต่อสังคมอย่างร้ายแรง ซึ่งจะต้องลงโทษในสถานหนักที่สุดเพื่อมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเอาเป็นเยี่ยงอย่างและให้ได้รับผลดีในการปราบปรามจึงไม่สมควรที่จะลดหย่อนผ่อนโทษให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น ปรากฏว่าขณะเกิดเหตุมีอายุ 18 ปีเศษ เป็นชาวไทยใหญ่ในชนบทห่างไกลที่ยากจนและไร้การศึกษา จึงอ่อนทางความคิด เมื่อคำนึงถึงสภาพของจำเลยที่ 2 ในขณะถูกจับกุมด้วยแล้วน่าเชื่อว่าจะถูกนายเนตรพวกของจำเลยทั้งสองชักจูงให้หลงผิดเข้าร่วมกระทำความผิดคดีนี้ด้วย ควรปรานีลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น แม้ขณะเกิดเหตุจะมีอายุ 19 ปีเศษ แต่เมื่อคำนึงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดและความรู้สึกผิดชอบของจำเลยที่ 1 แล้ว ไม่เห็นสมควรที่จะลดมาตราส่วนโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ด้วย

อนึ่ง แม้จะปรากฏว่าระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จะได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และ 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และ 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง ต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดมาบังคับแก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่มีเหตุที่จะต้องพิพากษาแก้ไขปรับบทลงโทษจำเลยทั้งสองตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 52 (1) แล้ว คงให้จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ประเด็นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ อยู่ตรงที่ว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีผลใช้บังคับย้อนหลังหรือไม่ ปัญหาว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมีผลใช้บังคับย้อนหลังหรือไม่นั้นตามกฎหมายเยอรมัน ประเด็นดังกล่าวแทนที่จะถูกอธิบายไว้ในส่วนของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กลับถูกอธิบายไว้ในส่วนของกฎหมายอาญาในส่วนที่ว่าด้วยหลักความชอบด้วยกฎหมาย (das Gesetzlichkeitsprinzip) หลักความชอบด้วยกฎหมายมีลักษณะสำคัญ 4 ประการคือ 1. กฎหมายอาญาต้องมีความชัดเจนแน่นอน 2. จะนำกฎหมายจารีตประเพณีมาใช้ลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้ 3. จะนำกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาใช้ลงโทษผู้กระทำผิดไม่ได้ 4. กฎหมายอาญาไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลังให้เป็นผลร้ายแก่ผู้กระทำผิด (รายละเอียดของหลักความชอบด้วยกฎหมาย ดูใน สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์, ความผิดฐานวางเพลิงกรณีพิเศษ, ดุลพาห เล่ม 3 ปีที่ 43 กรกฎาคม-กันยายน 2539, น. 136-141 ปัญหาก็คือ หลักที่ว่ากฎหมายอาญาไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลัง จะครอบคลุมถึงกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วยหรือไม่นั้น ในประเด็นดังกล่าว ตามกฎหมายเยอรมัน ความเห็นทางตำราเห็นว่า โดยหลักการแล้ว กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีผลใช้บังคับย้อนหลังได้ ทางศาลเองก็เห็นไปในทำนองดังกล่าว โดยศาลแห่งสหพันธรัฐเยอรมัน แผนกคดีอาญา (เทียบกับของประเทศไทยแล้ว คือศาลฎีกา) เคยวินิจฉัยไว้ว่า โดยหลักการแล้ว ข้อห้ามของการที่กฎหมายมีผลใช้บังคับย้อนหลัง (Das R?ckwirkungsverbot) ไม่ใช้บังคับสำหรับกฎหมายวิธีพิจารณาความ ข้อห้ามของการที่ไม่ให้กฎหมายอาญามีผลใช้บังคับย้อนหลังนั้นใช้เฉพาะในส่วนของกฎหมายสารบัญญัติ (das sachliche Recht) (BGHSt 20, 27) การที่บทบัญญัติใหม่ ๆ ของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา นับจากวันที่บทบัญญัติเหล่านี้มีผลใช้บังคับแล้วนั้นสามารถใช้บังคับกับกระบวนพิจารณาที่ได้ดำเนินการมาแล้วนั้น เป็นสิ่งที่รู้ ๆ กันอยู่แล้ว (BGHSt 26, 289) แนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันเองก็ยอมรับ (BVerfGE 24, 33, 55; 25, 269) ทั้งนี้เพราะว่า หลักความชอบด้วยกฎหมาย ทั้งจากถ้อยคำและความเป็นมาในทางประวัติศาสตร์แล้ว มุ่งเฉพาะการกระทำที่มีโทษทางอาญา โดยไม่รวมถึงการอุดช่องว่างใด ๆ ที่มีอยู่ในกฎหมายวิธีพิจารณาความ (vgl. Roxin, Strafrecht : Allgemeiner Teil, 3. Auflage, 1997, บทที่ 5, หัวข้อ 57) อย่างไรก็ตาม ในบางกรณี กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้หรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไปว่า การย้อนหลังดังกล่าวจะเป็นผลร้ายแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยหรือไม่ เช่น ในกรณีของคำร้องทุกข์ การที่คำร้องทุกข์ถูกยกเลิกไปในภายหลัง (ทั้ง ๆ ที่แต่เดิมความผิดฐานดังกล่าวต้องมีคำร้องทุกข์) จึงเป็นผลให้ความผิดฐานดังกล่าวซึ่งแต่เดิมต้องร้องทุกข์ก่อน กลายเป็นไม่ต้องร้องทุกข์อีกต่อไป (เท่ากับจากความผิดต่อส่วนตัวกลายเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน) ในกรณีดังกล่าวต้องถือว่ากฎหมายไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลัง เพราะในส่วนของความผิดที่ต้องมีคำร้องทุกข์นั้น (bei Antragsdelikten) สิทธิในการลงโทษผู้กระทำผิดของรัฐขึ้นอยู่กับความพอใจของผู้เสียหาย (ว่าจะร้องทุกข์หรือไม่) ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าว เป็นสิ่งที่ผู้กระทำผิดสามารถที่จะคาดหวังเช่นนั้นได้ (คือ คิดว่าผู้เสียหายอาจจะไม่ร้องทุกข์ก็ได้) หากคำร้องทุกข์ในความผิดที่ต้องมีคำร้องทุกข์ถูกยกเลิกไปในภายหลังและสามารถลงโทษการกระทำเช่นนั้นได้โดยปราศจากคำร้องทุกข์ ก็จะเป็นผลให้ในกรณีดังกล่าว รัฐสามารถที่จะลงโทษการกระทำเช่นนั้นได้ในภายหลังและสิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่ข้อห้ามของการที่กฎหมายมีผลใช้บังคับย้อนหลังตามมาตรา 103 (2) กฎหมายพื้นฐานเยอรมัน (เทียบกับของประเทศไทยแล้วคือ กฎหมายรัฐธรรมนูญ) ต้องการที่จะห้าม (vgl. Roxin, อ้างแล้ว, บทที่ 5, หัวข้อ 49) จากหลักกฎหมายข้างต้น จึงอาจสรุปได้ว่า ข้อห้ามที่มิให้กฎหมายอาญามีผลใช้บังคับย้อนหลัง ไม่มีผลใช้บังคับกับกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เว้นแต่การย้อนหลังของกฎหมายดังกล่าว จะเป็นผลร้ายแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย กฎหมายของอเมริกา กฎหมายของอังกฤษ และกฎหมายของฝรั่งเศส (ดู วิชัย เติมรัตนศิริกุล, กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากับหลักห้ามย้อนหลัง, วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2536, น. 46-47, 51-52, 61) ก็อธิบายไปในทำนองเดียวกัน แต่กระนั้นก็ตาม ในประเด็นที่ว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีผลใช้บังคับย้อนหลังหรือไม่นั้น ดูเหมือนว่าศาลฎีกาจะมีความเห็นไปในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ ศาลฎีกาวางหลักว่า มาตรา 84 วรรคท้ายที่แก้ไขใหม่ ไม่ใช้บังคับกับคำรับสารภาพของผู้ถูกจับในชั้นจับกุมที่ได้ให้การรับสารภาพไว้ ก่อนที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับที่ 22 จะมีผลใช้บังคับ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ศาลฎีกาเห็นว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาไม่มีผลใช้บังคับย้อนหลัง (แม้ว่าจะเป็นผลดีแก่ผู้กระทำผิดก็ตาม) โดยให้เหตุผลไว้ 3 ประการ 1. ในด้านสิทธิของจำเลย จะเป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกจับเอง เพราะศาลฎีกาไม่อาจนำคำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมมาใช้เพื่อลดโทษให้แก่ผู้ถูกจับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 (น. 172) 2. ในด้านสิทธิของโจทก์ จะเป็นผลร้ายแก่คดีของโจทก์ เพราะโจทก์ไม่อาจที่จะแก้ไขข้อบกพร่องแห่งคดีของตนได้ ซึ่งจะทำให้เสียความยุติธรรม และไม่น่าจะใช่เจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องการให้เกิดผลเช่นนี้ (น. 172) 3. เหตุผลประการสุดท้าย เป็นผลมาจากการที่ศาลฎีกา มีความเห็นว่าเมื่อไม่ได้มีการเขียนบทเฉพาะกาลของมาตรา 84 วรรคท้ายเอาไว้ จึงต้องใช้หลักกฎหมายทั่วไปที่ว่ากฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง (น. 172) เหตุผลทั้ง 3 ข้อ ผู้หมายเหตุ มีความเห็นว่ายังเป็นเหตุผลที่อาจโต้แย้งได้ ดังนี้ 1. สำหรับเหตุผลในข้อแรกนั้น การนำมาตรา 84 วรรคท้ายที่แก้ไขใหม่มาใช้ย้อนหลัง ไม่ได้ทำให้เป็นผลร้ายแก่ผู้ถูกจับแต่อย่างใด เพราะมาตรา 84 วรรคท้าย ห้ามเฉพาะให้เป็นผลร้าย กล่าวคือ รับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำความผิด แต่ไม่รวมถึงกรณีที่เป็นผลดีแก่ผู้กระทำความผิดด้วย กล่าวคือ ในการลดโทษด้วย นอกจากนี้ การบัญญัติมาตรา 84 วรรคท้าย เพราะฝ่ายนิติบัญญัติต้องการที่จะปรามการกระทำที่มิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าสิ่งที่ทำไปจะไม่มีผลในทางกฎหมายเพื่อเป็นการคุ้มครองผู้ถูกจับ (ดู ข้อพิจารณาประกอบ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. ฯลฯ พิมพ์ครั้งที่ 2, พ.ศ.2548, จัดทำโดย สวัสดิการสำนักประธานศาลฎีกา, สวัสดิการสำนักวิชาการศาลยุติธรรม, น. 66-67) จึงไม่ใช่เป็นการแก้ไขเพื่อที่จะทำให้สิทธิของผู้ถูกจับที่มีอยู่แล้วแต่เดิมต้องลดน้อยถอยลงไปอีก 2. สำหรับเหตุผลในข้อที่สองนั้น จริง ๆ แล้วปัญหาดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นแก่คดีของโจทก์นั้นสามารถแก้ไขได้โดยการเขียนบทเฉพาะกาลไว้สำหรับกรณีของมาตรา 84 วรรคท้าย ว่าไม่ให้ใช้บังคับแก่คดีที่เกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ เมื่อไม่ได้เขียนบทเฉพาะกาลเอาไว้ ก็สามารถตีความได้เป็นสองกรณี กล่าวคือ ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ประสงค์ที่จะให้มีบทเฉพาะกาลสำหรับกรณีของมาตรา 84 วรรคท้าย หากพิจารณาว่าบทบัญญัติบางมาตราใน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.อ. ฉบับเดียวกันนี้ (ฉบับที่ 22) เช่น มาตรา 134/1 วรรคสอง มีบทเฉพาะกาลเขียนเอาไว้โดยเฉพาะแล้ว ก็ดูเหมือนกับว่าจะทำให้คิดไปได้ว่าฝ่ายนิติบัญญัติต้องการให้มาตรา 84 วรรคท้ายมีผลบังคับได้โดยทันทีจึงไม่ได้เขียนบทเฉพาะกาลเอาไว้ และถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วก็ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะตีความมาตรา 84 วรรคท้ายให้ขัดกับเจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติหรือถ้าไม่ใช่เจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติอย่างที่ศาลฎีกาได้แสดงความเห็นไว้ เพราะฝ่ายนิติบัญญัติมีความเห็นว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความไม่ใช้บังคับย้อนหลัง ถ้าจะให้ย้อนหลังจะต้องเขียนบทเฉพาะกาลเอาไว้ ก็ต้องถือว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของฝ่ายนิติบัญญัติเอง เพราะหลักในเรื่องข้อห้ามของการใช้กฎหมายย้อนหลังกับกฎหมายวิธีพิจารณาความนั้นเป็นไปในทางตรงกันข้ามกับความเห็นของฝ่ายนิติบัญญัติ กล่าวคือ โดยหลักแล้ว กฎหมายวิธีพิจารณาความใช้บังคับย้อนหลัง ถ้าจะไม่ให้ย้อนหลังต้องเขียนบทเฉพาะกาลเอาไว้ การที่ไม่ได้เขียนบทเฉพาะกาลของมาตรา 84 วรรคท้ายเอาไว้ ต้องถือว่าเป็นความบกพร่องของฝ่ายนิติบัญญัติเอง จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จำเลยจะต้องมารับบาปเคราะห์จากความผิดพลาดของฝ่ายนิติบัญญัติ 3. สำหรับเหตุผลประการสุดท้ายที่ว่า มีหลักกฎหมายว่า กฎหมายไม่มีผลย้อนหลังนั้น หลักกฎหมายดังกล่าวเป็นหลักที่บัญญัติไว้ในมาตรา 2 ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งในทางตำราเรียกว่าหลักความชอบด้วยกฎหมายตามที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว แต่ประเด็นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ไม่ใช่เป็นประเด็นในเรื่องของหลักความชอบด้วยกฎหมายที่ว่ากฎหมายอาญาจะมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้หรือไม่ แต่เป็นประเด็นที่ว่ากฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติว่าจะมีผลใช้บังคับย้อนหลังได้หรือไม่ ศาลฎีกาเองก็เคยวางหลักกฎหมายดังกล่าวไว้เช่นเดียวกันโดยเคยเห็นว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีผลใช้บังคับย้อนหลังได้เพราะเป็นกฎหมายวิธีสบัญญัติ (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 521-522/2518, 191/2533, 391/2533 และที่ 1047/2535) สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ หมายเหตุ ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้ายที่แก้ไขใหม่วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับฟังถ้อยคำของผู้ถูกจับที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด ห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน บทบัญญัติดังกล่าวนำมาซึ่งข้อวิพากษ์วิจารณ์พอสมควร เพราะปกติแล้วการที่บัญญัติมิให้รับฟังพยานหลักฐานใดนั้นจะต้องมีเหตุปัจจัยมาสนับสนุน แต่บทบัญญัติมาตรา 84 วรรคท้ายนี้เป็นบทตัดพยานโดยเด็ดขาดด้วยเหตุเพียงว่าเป็นถ้อยคำที่ให้ไว้กับเจ้าพนักงาน ดังนั้น เจ้าพนักงานจึงเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้ถ้อยคำรับสารภาพของผู้ถูกจับกุมในชั้นจับกุมหรือชั้นรับมอบตัวไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ มีการอธิบายในทำนองว่า ถ้อยคำของผู้ถูกจับกุมเป็นพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 ก็ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะถ้าเป็นพยานหลักฐานที่ต้องห้าม ตามมาตรา 226 อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเขียนมาตรา 84 วรรคท้าย แล้ว ถ้อยคำของผู้ถูกจับตามมาตรา 84 วรรคท้ายก็ไม่มีลักษณะของพยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ ส่วนที่ไปอ้างหลัก Exclusionary Rules ของสหรัฐอเมริกายิ่งไปกันใหญ่ เพราะหลัก Exclusionary Rules หมายถึงบทตัดพยานหลักฐานที่ได้มาจากการกระทำที่ไม่ชอบของเจ้าพนักงาน เช่น เจ้าพนักงานไปค้นหาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย พยานหลักฐานที่ได้มาจะถูกห้ามมิให้รับฟัง แต่ถ้อยคำของผู้ถูกจับกุมที่เป็นคำรับสารภาพนั้น แม้เจ้าพนักงานจะไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย ก็จะต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 84 วรรคท้ายที่แก้ไขใหม่ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 931/2548 (ประชุมใหญ่) ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะในประเด็นที่ว่า บทบัญญัติของ ป.วิ.อ. มาตรา 84 ที่แก้ไขใหม่นี้จะมีผลย้อนหลังไปใช้กับถ้อยคำของผู้ถูกจับกุมที่เจ้าพนักงานได้จัดทำขึ้นก่อนที่กฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้หรือไม่ ซึ่งศาลีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า บทบัญญัติมาตรา 84 วรรคท้ายที่แก้ไขใหม่ไม่มีผลย้อนหลัง เนื่องจากขณะที่ได้พยานหลักฐานนั้นมาเจ้าพนักงานได้ปฏิบัติถูกต้องตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงน่าจะชอบด้วยเหตุผลแล้ว แต่ปัญหาตามมาตรา 84 วรรคท้ายคงยังไม่ยุติแล้ว ศาลฎีกาคงวินิจฉัยในอีกหลายประเด็นปัญหาตามมา พรเพชร วิชิตชลชัย
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000846.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548