คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2033/2548 ฉบับเต็ม

#269863
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2033/2548 ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายแพทย์เกรียงศักดิ์ หรือภิญโญหรือเกรียงไกร หรือศิววงศ์ เหมือนลม้าย จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 231 การขอทุเลาการบังคับ กฎหมายกำหนดวิธีการให้อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้น ๆ ไป การขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับแล้ว จำเลยจะฎีกาคำสั่งต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,438,308.18 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองแทนการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์นั้น เห็นว่า การทุเลาการบังคับ กฎหมายกำหนดวิธีการให้อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้น ๆ ไป การขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับแล้ว จำเลยจะฎีกาคำสั่งต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้" พิพากษายกฎีกาจำเลย (มนตรี ยอดปัญญา-วิบูลย์ มีอาสา-ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269863
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082033218"
    }
}
date
2548
deka_no
2033/2548
deka_running_no
2033
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "วิบูลย์ มีอาสา",
    "ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 231"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายแพทย์เกรียงศักดิ์ หรือภิญโญหรือเกรียงไกร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "หรือศิววงศ์ เหมือนลม้าย"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 4,438,308.18 บาท พร้อมดอกเบี้ย นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงขอหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์จำนองเพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นทรัพย์จำนองแทนการขายทอดตลาดทรัพย์ดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 307

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์พร้อมกับยื่นคำร้องขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยกคำร้อง

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์นั้น เห็นว่า การทุเลาการบังคับ กฎหมายกำหนดวิธีการให้อยู่ในอำนาจของศาลเป็นชั้น ๆ ไป การขอทุเลาการบังคับในระหว่างอุทธรณ์เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจของศาลอุทธรณ์ภาค 7 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำสั่งยกคำร้องขอทุเลาการบังคับแล้ว จำเลยจะฎีกาคำสั่งต่อศาลฎีกาอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000834.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548