คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2549 ฉบับเต็ม

#269884
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 776/2549 นายอนงค์ บุญชาติ โจทก์ นายโสรญา สร้อยสุด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 204, มาตรา 369, มาตรา 391 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247, มาตรา 305 (1) ป.พ.พ. มาตรา 369 บัญญัติว่า ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้...ฯลฯ... หมายความว่า การชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาจะต้องมีความพร้อมในการชำระหนี้ทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมที่จะชำระหนี้ตอบแทนอีกฝ่ายจะไม่ยอมชำระหนี้ก็ได้ ที่ดินพิพาทถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อบังคับคดีชำระหนี้ ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2541 และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 แจ้งให้โจทก์ไปรับโฉนดที่ดินพิพาทคืนเนื่องจากมีการถอนการยึด แสดงว่าในวันที่ 10 เมษายน 2541 ที่โจทก์จำเลยนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์นั้น ที่ดินพิพาทยังถูกยึดโดยเจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะโอนให้โจทก์ เพราะการโอนทรัพย์ที่ถูกยึดภายหลังที่ได้ทำการยึดไว้แล้วไม่อาจใช้ยันแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 305 (1) เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องทำให้ที่ดินพิพาทพ้นสภาพจากการถูกยึดก่อนนำมาโอนและรับชำระราคาจากโจทก์ หากที่ดินพิพาทยังไม่พ้นจากสภาพดังกล่าว จำเลยก็มิอาจเรียกร้องให้โจทก์ชำระราคาได้ เพราะจำเลยไม่อยู่ในสภาพจะชำระหนี้ตอบแทนได้ทันที จำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระราคาที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินที่โจทก์ชำระไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และถอนการยึดที่ดินพิพาทแล้วนำมาโอนให้โจทก์ได้ จำเลยไม่พร้อมที่จะโอนที่ดินพิพาทเพราะที่ดินถูกยึด โจทก์ย่อมมีสิทธิไม่ยอมชำระราคาดังกล่าว และถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะที่ดินพิพาทถูกยึดไม่พร้อมจะโอนให้โจทก์อันเป็นเหตุที่เกิดจากฝ่ายจำเลย จำลยจึงไม่มีสิทธิริบเงินมัดจำที่โจทก์วางไว้ และเมื่อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ โจทก์จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในวันที่ 10 เมษายน 2541 เมื่อจำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามกำหนด ถือว่าจำเลยผิดนัดและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2541 เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 จึงยังไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 184,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 160,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้กับโจทก์ยึดถือโฉนดเลขที่ 4602 ตำบลขามป้อม อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น เป็นประกันไว้จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนจนครบถ้วน จำเลยให้การว่าจำเลยได้รับเงินมัดจำจากโจทก์เพียง 110,000 บาท โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือภายในกำหนด จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืนขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์จำนวน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2541 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4602 ตำบลขามป้อม อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น แก่โจทก์เป็นเงิน 330,000 บาท โดยในวันทำสัญญาโจทก์วางเงินมัดจำ จำนวน 110,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระในวันที่ 31 มีนาคม 2541 โดยกำหนดนัดโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 10 เมษายน 2541 ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2541 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2083/2540 ของศาลชั้นต้น และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยตามเอกสารหมาย จ.7 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 บัญญัติว่าในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้...ฯลฯ... หมายความว่า การชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาจะต้องมีความพร้อมในการชำระหนี้ทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมที่จะชำระหนี้ตอบแทนอีกฝ่ายจะไม่ยอมชำระหนี้ก็ได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ที่ดินพิพาทถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อบังคับชำระหนี้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2083/2540 ของศาลชั้นต้น ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2541 และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 แจ้งให้โจทก์ไปรับโฉนดที่ดินพิพาทคืน เนื่องจากมีการถอนการยึด แสดงว่าในวันที่ 10 เมษายน 2541 ที่โจทก์จำเลยนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์นั้น ที่ดินพิพาทยังถูกยึดโดยเจ้าหน้าที่บังคับคดี มิได้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะโอนให้โจทก์ เพราะการโอนทรัพย์ที่ถูกยึดภายหลังที่ทำการยึดไว้แล้วไม่อาจใช้ยันแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 305 (1) เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องทำให้ที่ดินพิพาทพ้นสภาพจากการถูกยึดก่อนนำมาโอนและรับชำระราคาจากโจทก์ หากที่ดินพิพาทยังไม่พ้นสภาพดังกล่าว จำเลยก็มิอาจเรียกร้องให้โจทก์ชำระราคาได้ เพราะจำเลยไม่อยู่ในสภาพที่จะชำระหนี้ตอบแทนได้ทันที ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระราคาที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินที่โจทก์ชำระไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและถอนการยึดที่ดินพิพาทแล้วนำมาโอนให้โจทก์ได้ในส่วนของโจทก์นั้นโจทก์เบิกความยืนยันว่า ขณะนั้นมีมีเงินเตรียมพร้อมแล้ว ข้อนี้จำเลยเบิกความว่า เมื่อวันที่ 28 นีนาคม 2541 โจทก์ไปหาจำเลยบอกว่าที่ดินพิพาทถูกยึด ไม่เป็นมงคลไม่ซื้อแล้ว แสดงว่าจำเลยไม่โต้เถียงในข้อที่ว่า โจทก์ไม่มีเงินชำระราคาที่ดินพิพาทแต่อย่างใด น่าเชื่อว่าโจทก์อยู่ในฐานะที่จะชำระราคาที่ดินพิพาทได้ ทั้งจากพยานโจทก์จำเลยบ่งชี้ว่า ภายหลังจากจำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทแล้วที่ดินพิพาทจึงถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึด มิใช่โจทก์ไม่มีเงินชำระราคา เมื่อจำเลยไม่พร้อมที่จะโอนที่ดินพิพาทเพราะที่ดินถูกยึด โจทก์ย่อมมีสิทธิไม่ยอมชำระราคาดังกล่าว และกรณีนี้ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะที่ดินพิพาทถูกยึดไม่พร้อมจะโอนให้โจทก์อันเป็นเหตุที่เกิดจากฝ่ายจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบเงินมัดจำที่โจทก์วางไว้ และเมื่อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่าโจทก์วางเงินมัดจำแก่จำเลยจำนวนเท่าใด จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้รับเงินมัดจำไว้ในวันทำสัญญาจำนวน 110,000 บาทเท่านั้น มิได้รับเงินมัดจำเพิ่มอีก 50,000 บาท ในข้อนี้โจทก์เบิกความว่า เมื่อโจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาทถูกยึดก็ได้ไปติดต่อจำเลยแจ้งว่าโจทก์ยังประสงค์รับโอนที่ดินพิพาท แต่จำเลยให้โจทก์ชำระมัดจำเพิ่มอีก 50,000 บาท เพื่อจำเลยจะนำเงินไปถอนการบังคับคดี และสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ทันกำหนดโจทก์จึงชำระเงินให้แก่จำเลยอีก 50,000 บาท และได้มีการแก้ไขสัญญา ส่วนราคาที่ดินพิพาทที่เหลือใช้ชำระในวันที่ 10 เมษายน 2541 แต่ถึงกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์จำเลยไม่ไปถอนการบังคับคดี และโจทก์มีนายพรหมมา เป็นพยานเบิกความว่า เป็นผู้เขียนสัญญาและแก้ไขสัญญาและลงชื่อกำกับการแก้ไข กับยืนยันว่าโจทก์จ่ายเงินมัดจำเพิ่มให้จำเลย เห็นว่า จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยเคยมอบให้นายพรหมมาไปติดต่อกับโจทก์ให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินพิพาทที่เหลือมาชำระโดยให้นายพรหมมามีอำนาจต่อรองกับโจทก์ ดังนี้แสดงว่านายพรหมมาเป็นบุคคลที่ทั้งโจทก์จำเลยให้การยอมรับ และเป็นคนกลางไม่มีประโยชน์ได้เสียกับฝ่ายใดทั้งได้รู้เห็นเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกโดยเป็นผู้เขียนสัญญาจะขายที่ดินให้โจทก์จำเลยคำเบิกความของนายพรหมมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นายพรหมมาเบิกความสอดคล้องกับโจทก์ว่า โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำเพิ่มให้จำเลย และพยานเป็นผู้แก้ไขสัญญาและลงชื่อกำกับการแก้ไข แม้จำเลยจะมิได้ลงชื่อกำกับการแก้ไข แต่นายพรหมมาก็เบิกความว่าจำเลยยินยอมด้วย ซึ่งก็มีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าจำเลยยินยอมและไม่ปฏิเสธเพราะเป็นเรื่องที่โจทก์จะช่วยเหลือให้จำเลยมีเงินไปชำระหนี้เพื่อถอนการบังคับคดีและนำที่ดินพิพาทมาโอนให้โจทก์ตามสัญญา พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้จ่ายเงินมัดจำเพิ่มให้จำเลยอีก 50,000 บาท รวมเป็นเงินที่จ่ายให้จำเลยทั้งสิ้น 160,000 บาท เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องคืนเงินจำนวนนี้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 นั้น ได้ความว่า โจทก์จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในวันที่ 10 เมษายน 2541 เมื่อจำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามกำหนด ถือว่าจำเลยผิดนัดและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2541 เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 จึงยังไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 160,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (ประทีป เฉลิมภัทรกุล-เรวัตร อิศราภรณ์-ศิริชัย จิระบุญศรี) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269884
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026227"
    }
}
date
2549
deka_no
776/2549
deka_running_no
776
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ศิริชัย จิระบุญศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 204",
            "ม. 369",
            "ม. 391"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247",
            "ม. 305 (1)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอนงค์ บุญชาติ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายโสรญา สร้อยสุด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 184,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 160,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้กับโจทก์ยึดถือโฉนดเลขที่ 4602 ตำบลขามป้อม อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น เป็นประกันไว้จนกว่าโจทก์จะได้รับชำระเงินพร้อมดอกเบี้ยคืนจนครบถ้วน

จำเลยให้การว่าจำเลยได้รับเงินมัดจำจากโจทก์เพียง 110,000 บาท โจทก์ผิดสัญญาไม่ชำระค่าที่ดินส่วนที่เหลือภายในกำหนด จึงไม่มีสิทธิเรียกเงินมัดจำคืนขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงินแก่โจทก์จำนวน 160,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ คำขออื่นให้ยก

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่โต้เถียงกันฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2541 จำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 4602 ตำบลขามป้อม อำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น แก่โจทก์เป็นเงิน 330,000 บาท โดยในวันทำสัญญาโจทก์วางเงินมัดจำ จำนวน 110,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระในวันที่ 31 มีนาคม 2541 โดยกำหนดนัดโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 10 เมษายน 2541 ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2541 เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินพิพาทดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2083/2540 ของศาลชั้นต้น และโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแก่จำเลยตามเอกสารหมาย จ.7 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 369 บัญญัติว่าในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายจะชำระหนี้หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้...ฯลฯ... หมายความว่า การชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทน คู่สัญญาจะต้องมีความพร้อมในการชำระหนี้ทั้งสองฝ่าย หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พร้อมที่จะชำระหนี้ตอบแทนอีกฝ่ายจะไม่ยอมชำระหนี้ก็ได้ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า ที่ดินพิพาทถูกเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อบังคับชำระหนี้ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2083/2540 ของศาลชั้นต้น ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2541 และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 แจ้งให้โจทก์ไปรับโฉนดที่ดินพิพาทคืน เนื่องจากมีการถอนการยึด แสดงว่าในวันที่ 10 เมษายน 2541 ที่โจทก์จำเลยนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์นั้น ที่ดินพิพาทยังถูกยึดโดยเจ้าหน้าที่บังคับคดี มิได้อยู่ในสภาพพร้อมที่จะโอนให้โจทก์ เพราะการโอนทรัพย์ที่ถูกยึดภายหลังที่ทำการยึดไว้แล้วไม่อาจใช้ยันแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 305 (1) เป็นหน้าที่ของจำเลยที่จะต้องทำให้ที่ดินพิพาทพ้นสภาพจากการถูกยึดก่อนนำมาโอนและรับชำระราคาจากโจทก์ หากที่ดินพิพาทยังไม่พ้นสภาพดังกล่าว จำเลยก็มิอาจเรียกร้องให้โจทก์ชำระราคาได้ เพราะจำเลยไม่อยู่ในสภาพที่จะชำระหนี้ตอบแทนได้ทันที ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระราคาที่ดินพิพาทเพื่อนำเงินที่โจทก์ชำระไปชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและถอนการยึดที่ดินพิพาทแล้วนำมาโอนให้โจทก์ได้ในส่วนของโจทก์นั้นโจทก์เบิกความยืนยันว่า ขณะนั้นมีมีเงินเตรียมพร้อมแล้ว ข้อนี้จำเลยเบิกความว่า เมื่อวันที่ 28 นีนาคม 2541 โจทก์ไปหาจำเลยบอกว่าที่ดินพิพาทถูกยึด ไม่เป็นมงคลไม่ซื้อแล้ว แสดงว่าจำเลยไม่โต้เถียงในข้อที่ว่า โจทก์ไม่มีเงินชำระราคาที่ดินพิพาทแต่อย่างใด น่าเชื่อว่าโจทก์อยู่ในฐานะที่จะชำระราคาที่ดินพิพาทได้ ทั้งจากพยานโจทก์จำเลยบ่งชี้ว่า ภายหลังจากจำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทแล้วที่ดินพิพาทจึงถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึด มิใช่โจทก์ไม่มีเงินชำระราคา เมื่อจำเลยไม่พร้อมที่จะโอนที่ดินพิพาทเพราะที่ดินถูกยึด โจทก์ย่อมมีสิทธิไม่ยอมชำระราคาดังกล่าว และกรณีนี้ถือว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะที่ดินพิพาทถูกยึดไม่พร้อมจะโอนให้โจทก์อันเป็นเหตุที่เกิดจากฝ่ายจำเลย จำเลยจึงไม่มีสิทธิริบเงินมัดจำที่โจทก์วางไว้ และเมื่อโจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้วคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงินมัดจำแก่โจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยต่อไปว่าโจทก์วางเงินมัดจำแก่จำเลยจำนวนเท่าใด จำเลยฎีกาว่า จำเลยได้รับเงินมัดจำไว้ในวันทำสัญญาจำนวน 110,000 บาทเท่านั้น มิได้รับเงินมัดจำเพิ่มอีก 50,000 บาท ในข้อนี้โจทก์เบิกความว่า เมื่อโจทก์ทราบว่าที่ดินพิพาทถูกยึดก็ได้ไปติดต่อจำเลยแจ้งว่าโจทก์ยังประสงค์รับโอนที่ดินพิพาท แต่จำเลยให้โจทก์ชำระมัดจำเพิ่มอีก 50,000 บาท เพื่อจำเลยจะนำเงินไปถอนการบังคับคดี และสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ทันกำหนดโจทก์จึงชำระเงินให้แก่จำเลยอีก 50,000 บาท และได้มีการแก้ไขสัญญา ส่วนราคาที่ดินพิพาทที่เหลือใช้ชำระในวันที่ 10 เมษายน 2541 แต่ถึงกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์จำเลยไม่ไปถอนการบังคับคดี และโจทก์มีนายพรหมมา เป็นพยานเบิกความว่า เป็นผู้เขียนสัญญาและแก้ไขสัญญาและลงชื่อกำกับการแก้ไข กับยืนยันว่าโจทก์จ่ายเงินมัดจำเพิ่มให้จำเลย เห็นว่า จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยเคยมอบให้นายพรหมมาไปติดต่อกับโจทก์ให้โจทก์นำเงินค่าที่ดินพิพาทที่เหลือมาชำระโดยให้นายพรหมมามีอำนาจต่อรองกับโจทก์ ดังนี้แสดงว่านายพรหมมาเป็นบุคคลที่ทั้งโจทก์จำเลยให้การยอมรับ และเป็นคนกลางไม่มีประโยชน์ได้เสียกับฝ่ายใดทั้งได้รู้เห็นเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกโดยเป็นผู้เขียนสัญญาจะขายที่ดินให้โจทก์จำเลยคำเบิกความของนายพรหมมาจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ นายพรหมมาเบิกความสอดคล้องกับโจทก์ว่า โจทก์ได้ชำระเงินมัดจำเพิ่มให้จำเลย และพยานเป็นผู้แก้ไขสัญญาและลงชื่อกำกับการแก้ไข แม้จำเลยจะมิได้ลงชื่อกำกับการแก้ไข แต่นายพรหมมาก็เบิกความว่าจำเลยยินยอมด้วย ซึ่งก็มีเหตุผลให้น่าเชื่อว่าจำเลยยินยอมและไม่ปฏิเสธเพราะเป็นเรื่องที่โจทก์จะช่วยเหลือให้จำเลยมีเงินไปชำระหนี้เพื่อถอนการบังคับคดีและนำที่ดินพิพาทมาโอนให้โจทก์ตามสัญญา พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักกว่าพยานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์ได้จ่ายเงินมัดจำเพิ่มให้จำเลยอีก 50,000 บาท รวมเป็นเงินที่จ่ายให้จำเลยทั้งสิ้น 160,000 บาท เมื่อจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาจึงต้องคืนเงินจำนวนนี้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ในส่วนนี้ชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 นั้น ได้ความว่า โจทก์จำเลยตกลงโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในวันที่ 10 เมษายน 2541 เมื่อจำเลยไม่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้โจทก์ตามกำหนด ถือว่าจำเลยผิดนัดและต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยผิดนัดตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2541 เป็นต้นไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาให้จำเลยรับผิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 1 เมษายน 2541 จึงยังไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความใดฎีกา ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 160,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000769.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549