คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1663/2548 ฉบับเต็ม

#269971
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1663/2548 กรมเจ้าท่า โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยแซลเว็จเอ็นจิเนียริ่ง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 383 ค่าปรับหรือเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยขอผ่อนผันการทำงานอีกหลายครั้งแต่จำเลยก็ทำงานไม่แล้วเสร็จ พฤติการณ์ของจำเลยอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ โจทก์ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้ น่าจะต้องละทิ้งงานและเกิดความเสียหาย โจทก์จึงควรใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาภายในเวลาอันสมควร แต่โจทก์กลับละเลยปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบ 1 ปี จึงบอกเลิกสัญญา ความเสียหายจึงเกิดจากความล่าช้าของโจทก์ที่ไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควรอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง และเมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ปรับจำเลยวันละ 5,000 บาท จึงนับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมดีแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับวันละ 6,899.80 บาท นับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 2,283,833.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่จำเลยได้รับทราบการบอกเลิกสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,489,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,655,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขุดลอกร่องน้ำและก่อสร้างกำแพงกันดินร่องน้ำคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เริ่มทำงานวันที่ 15 ตุลาคม 2539 กำหนดงานแล้วเสร็จภายในวันที่ 12 เมษายน 2540 หากทำไม่แล้วเสร็จจะต้องถูกปรับวันละ 6,899.80 บาท ตามสำเนาสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.1 จำเลยทำงานไม่แล้วเสร็จ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2541 จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2541 เห็นว่า ค่าปรับหรือเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยขอผ่อนผันการทำงานอีกหลายครั้งแต่จำเลยก็ทำงานไม่แล้วเสร็จ พฤติการณ์ของจำเลยอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ โจทก์ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้น่าจะต้องละทิ้งงานและเกิดความเสียหาย โจทก์จึงควรใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาภายในเวลาอันสมควร แต่กลับละเลยปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบ 1 ปี จึงบอกเลิกสัญญา เมื่อความเสียหายเกิดจากความล่าช้าไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควรอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง และโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์เสียหายเต็มจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญา ทั้งจำเลยไม่ได้รับค่าจ้างจากโจทก์และโจทก์ก็ริบหลักประกันของจำเลยไปแล้ว เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ปรับจำเลยวันละ 5,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบงานตามสัญญาไปจนถึงวันบอกเลิกสัญญา รวม 331 วัน เป็นเงิน 1,655,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (พีรพล พิชยวัฒน์-ธาดา กษิตินนท์-องอาจ โรจนสุพจน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269971
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082033875"
    }
}
date
2548
deka_no
1663/2548
deka_running_no
1663
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "พีรพล พิชยวัฒน์",
    "ธาดา กษิตินนท์",
    "องอาจ โรจนสุพจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 383"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมเจ้าท่า"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดไทยแซลเว็จเอ็นจิเนียริ่ง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับวันละ 6,899.80 บาท นับแต่วันครบกำหนดตามสัญญาจนถึงวันบอกเลิกสัญญาเป็นเงิน 2,283,833.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันที่จำเลยได้รับทราบการบอกเลิกสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,489,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,655,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2539 โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้ขุดลอกร่องน้ำและก่อสร้างกำแพงกันดินร่องน้ำคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เริ่มทำงานวันที่ 15 ตุลาคม 2539 กำหนดงานแล้วเสร็จภายในวันที่ 12 เมษายน 2540 หากทำไม่แล้วเสร็จจะต้องถูกปรับวันละ 6,899.80 บาท ตามสำเนาสัญญาว่าจ้างเอกสารหมาย จ.1 จำเลยทำงานไม่แล้วเสร็จ โจทก์จึงบอกเลิกสัญญาเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2541 จำเลยได้รับเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2541 เห็นว่า ค่าปรับหรือเบี้ยปรับเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ถ้าสูงเกินส่วนศาลจะลดลงเป็นจำนวนพอสมควรก็ได้ ข้อเท็จจริงได้ความว่า เมื่อครบกำหนดตามสัญญาแล้วจำเลยขอผ่อนผันการทำงานอีกหลายครั้งแต่จำเลยก็ทำงานไม่แล้วเสร็จ พฤติการณ์ของจำเลยอยู่ในความรู้เห็นของโจทก์ โจทก์ย่อมเล็งเห็นได้ว่าจำเลยไม่สามารถทำงานให้แล้วเสร็จได้น่าจะต้องละทิ้งงานและเกิดความเสียหาย โจทก์จึงควรใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาภายในเวลาอันสมควร แต่กลับละเลยปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปเกือบ 1 ปี จึงบอกเลิกสัญญา เมื่อความเสียหายเกิดจากความล่าช้าไม่บอกเลิกสัญญาในเวลาอันสมควรอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง และโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏชัดแจ้งว่าโจทก์เสียหายเต็มจำนวนค่าปรับที่กำหนดไว้ในสัญญา ทั้งจำเลยไม่ได้รับค่าจ้างจากโจทก์และโจทก์ก็ริบหลักประกันของจำเลยไปแล้ว เมื่อพิเคราะห์ทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้ปรับจำเลยวันละ 5,000 บาท นับถัดจากวันครบกำหนดส่งมอบงานตามสัญญาไปจนถึงวันบอกเลิกสัญญา รวม 331 วัน เป็นเงิน 1,655,000 บาท นับว่าเป็นจำนวนที่เหมาะสมดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000840.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548