คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2548 ฉบับเต็ม

#269994
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2548 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทเพลินพานิช จำกัด ผู้ร้อง นายศรีระศักดิ์ เสนาะเสียง จำเลย ป.อ. มาตรา 36 พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 4, มาตรา 5, มาตรา 6, มาตรา 61, มาตรา 73, มาตรา 75 ผู้ร้องเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการขนส่ง และมีรถบรรทุกไว้บริการลูกค้าประมาณ 10 คัน การที่ผู้ร้องได้ออกประกาศข้อบังคับให้ลูกจ้างถือปฏิบัติการบรรทุกน้ำหนักตามกำหนดนั้น ถือเป็นเรื่องภายในของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องยังจะต้องมีหน้าที่ตรวจตราโดยหาวิธีการอื่นมาควบคุมมิให้มีการบรรทุกเกินอีกด้วย มิใช่เพียงแต่ปิดประกาศข้อบังคับให้ลูกจ้างทราบแล้วปล่อยให้ลูกจ้างขับรถไปบรรทุกโดยไม่มีการควบคุมอีกชั้นหนึ่งย่อมเป็นช่องทางให้มีการบรรทุกเกินกำหนดได้โดยง่าย ซึ่งผู้ร้องย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนั้น การที่ผู้ร้องปล่อยปละละเลยจนจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกของผู้ร้องไปบรรทุกเกินกำหนด ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลาง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว มิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลาง หมายเลขทะเบียน 70-1015 ชลบุรี วันเกิดเหตุผู้ร้องใช้ให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์ดังกล่าวไปรับจ้างบรรทุกปูนซีเมนต์ที่บริษัทจงสวัสดิ์ก่อสร้าง จำกัด เพื่อนำไปส่งให้แก่การไฟฟ้าบางขุนเทียน ปรากฏว่าปูนซีเมนต์ที่บรรทุกนั้นน้ำหนักเกินไปจากอัตราที่กำหนดไว้ 2,970 กิโลกรม อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาลงโทษจำเลยและริบรถยนต์บรรทุกของกลาง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ทางการไต่สวนผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องได้ออกประกาศและข้อบังคับให้ลูกจ้างทุกคนทราบและปฏิบัติตามในเรื่องการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถบรรทุกให้บรรทุกน้ำหนักตามกำหนด ซึ่งจำเลยก็ได้รับทราบประกาศดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยฝ่าฝืนกระทำความผิดจึงต้องถูกลงโทษตัดเงินเดือนและให้พักงาน ในที่สุดจำเลยได้ลาออกจากงานไป การบรรทุกสินค้าครั้งนี้ผู้ร้องและลูกค้าที่ว่าจ้างได้ตกลงราคาว่าจ้างกันเป็นรายเที่ยว ๆ ละ 3,000 บาท เห็นว่า ผู้ร้องเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการขนส่งและมีรถบรรทุกไว้บริการลูกค้าประมาณ 10 คัน การที่ผู้ร้องได้ออกประกาศข้อบังคับให้ลูกจ้างได้ถือปฏิบัติการบรรทุกน้ำหนักตามกำหนดนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ดี ประกาศและข้อบังคับดังกล่าวเป็นเรื่องภายในของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องยังจะต้องมีหน้าที่ตรวจตราโดยหาวิธีการอื่นมาควบคุมมิให้มีการบรรทุกเกินอีกด้วย มิใช่เพียงแต่ปิดประกาศข้อบังคับให้ลูกจ้างทราบเท่านั้น แล้วปล่อยให้ลูกจ้างขับรถไปบรรทุกโดยไม่มีการควบคุมอีกชั้นหนึ่งย่อมเป็นช่องทางให้มีการบรรทุกเกินกำหนดได้โดยง่าย ซึ่งผู้ร้องย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนั้น การที่ผู้ร้องปล่อยปละละเลยเช่นนี้จนจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกของกลางไปบรรทุกเกินกำหนดดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (คมวุฒ บุรีธนวัต-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
269994
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082033021"
    }
}
date
2548
deka_no
2105/2548
deka_running_no
2105
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "คมวุฒ บุรีธนวัต",
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 36"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 5",
            "ม. 6",
            "ม. 61",
            "ม. 73",
            "ม. 75"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทเพลินพานิช จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศรีระศักดิ์ เสนาะเสียง"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานใช้ยานพาหนะบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด และให้ริบรถยนต์บรรทุกของกลาง ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่าเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าว มิได้มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ขอให้คืนรถยนต์บรรทุกของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้เป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถยนต์บรรทุกของกลาง หมายเลขทะเบียน 70-1015 ชลบุรี วันเกิดเหตุผู้ร้องใช้ให้จำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์ดังกล่าวไปรับจ้างบรรทุกปูนซีเมนต์ที่บริษัทจงสวัสดิ์ก่อสร้าง จำกัด เพื่อนำไปส่งให้แก่การไฟฟ้าบางขุนเทียน ปรากฏว่าปูนซีเมนต์ที่บรรทุกนั้นน้ำหนักเกินไปจากอัตราที่กำหนดไว้ 2,970 กิโลกรม อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาลงโทษจำเลยและริบรถยนต์บรรทุกของกลาง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ทางการไต่สวนผู้ร้องนำสืบว่า ผู้ร้องได้ออกประกาศและข้อบังคับให้ลูกจ้างทุกคนทราบและปฏิบัติตามในเรื่องการปฏิบัติงานของพนักงานขับรถบรรทุกให้บรรทุกน้ำหนักตามกำหนด ซึ่งจำเลยก็ได้รับทราบประกาศดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยฝ่าฝืนกระทำความผิดจึงต้องถูกลงโทษตัดเงินเดือนและให้พักงาน ในที่สุดจำเลยได้ลาออกจากงานไป การบรรทุกสินค้าครั้งนี้ผู้ร้องและลูกค้าที่ว่าจ้างได้ตกลงราคาว่าจ้างกันเป็นรายเที่ยว ๆ ละ 3,000 บาท เห็นว่า ผู้ร้องเป็นบริษัทที่ประกอบกิจการขนส่งและมีรถบรรทุกไว้บริการลูกค้าประมาณ 10 คัน การที่ผู้ร้องได้ออกประกาศข้อบังคับให้ลูกจ้างได้ถือปฏิบัติการบรรทุกน้ำหนักตามกำหนดนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่ดี ประกาศและข้อบังคับดังกล่าวเป็นเรื่องภายในของผู้ร้อง แต่ผู้ร้องยังจะต้องมีหน้าที่ตรวจตราโดยหาวิธีการอื่นมาควบคุมมิให้มีการบรรทุกเกินอีกด้วย มิใช่เพียงแต่ปิดประกาศข้อบังคับให้ลูกจ้างทราบเท่านั้น แล้วปล่อยให้ลูกจ้างขับรถไปบรรทุกโดยไม่มีการควบคุมอีกชั้นหนึ่งย่อมเป็นช่องทางให้มีการบรรทุกเกินกำหนดได้โดยง่าย ซึ่งผู้ร้องย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนั้น การที่ผู้ร้องปล่อยปละละเลยเช่นนี้จนจำเลยซึ่งเป็นลูกจ้างขับรถยนต์บรรทุกของกลางไปบรรทุกเกินกำหนดดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องนั้นชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000832.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548