คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2117/2548 ฉบับเต็ม

#270006
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2117/2548 บริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ผู้ร้อง ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. พเยาว์ กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 287, มาตรา 289 คำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองไว้เท่ากับภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้องนั้น แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ร้องว่าประสงค์จะให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อน ถือได้ว่าเป็นการขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 289 แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการขอกันส่วนตามมาตรา 287 แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 289 ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 405,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11514 และ 11515 ตำบลหัวไผ่ (งิ้วราย) อำเภอเมืองสิงห์บุรี (อินทร์บุรี) จังหวัดสิงห์บุรี ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เดิมจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินที่ถูกบังคับคดีเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และยังมีภาระหนี้จำนองรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 70,921,232.90 บาท ต่อมาผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพหรือรับโอนสิทธิเรียกร้องตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์จากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งรวมถึงหนี้สินของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่กับธนาคารดังกล่าวด้วย ผู้ร้องประสงค์จะขอกันส่วนโดยอาศัยอำนาจบุริมสิทธิจากทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ยึดไว้ ขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามภาระหนี้จำนองจำนวน 70,921,232.90 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองยื่นคำร้องขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แต่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่เหนือทรัพย์ที่ยึดไว้ในคดีนี้อยู่แล้ว ทั้งบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวให้ความคุ้มครองโดยไม่จำต้องยื่นคำร้องต่อศาล กรณีจึงไม่มีเหตุจะต้องพิจารณาคำร้องของผู้ร้อง จึงให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์คำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้ว การที่ผู้ร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองไว้เท่ากับภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้องนั้น แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ร้องว่าประสงค์จะให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อน อันถือได้ว่าเป็นการขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 289 ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น" พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป (มนตรี ยอดปัญญา-ปัญญา ถนอมรอด-ชวลิต ตุลยสิงห์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
270006
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082033017"
    }
}
date
2548
deka_no
2117/2548
deka_running_no
2117
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "ปัญญา ถนอมรอด",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 287",
            "ม. 289"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทธนบุรีพานิชลิสซิ่ง จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด ป. พเยาว์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 405,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์จึงขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 11514 และ 11515 ตำบลหัวไผ่ (งิ้วราย) อำเภอเมืองสิงห์บุรี (อินทร์บุรี) จังหวัดสิงห์บุรี ของจำเลยที่ 2 ออกขายทอดตลาด

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า เดิมจำเลยที่ 2 จำนองที่ดินที่ถูกบังคับคดีเป็นประกันหนี้ไว้แก่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) และยังมีภาระหนี้จำนองรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 70,921,232.90 บาท ต่อมาผู้ร้องรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพหรือรับโอนสิทธิเรียกร้องตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์จากธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งรวมถึงหนี้สินของจำเลยที่ 2 ที่มีอยู่กับธนาคารดังกล่าวด้วย ผู้ร้องประสงค์จะขอกันส่วนโดยอาศัยอำนาจบุริมสิทธิจากทรัพย์สินจำนองของจำเลยที่ 2 ที่โจทก์ยึดไว้ ขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดตามภาระหนี้จำนองจำนวน 70,921,232.90 บาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองยื่นคำร้องขอให้กันส่วนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้โดยอาศัยสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แต่การบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงบุริมสิทธิที่ผู้ร้องมีอยู่เหนือทรัพย์ที่ยึดไว้ในคดีนี้อยู่แล้ว ทั้งบทบัญญัติในมาตราดังกล่าวให้ความคุ้มครองโดยไม่จำต้องยื่นคำร้องต่อศาล กรณีจึงไม่มีเหตุจะต้องพิจารณาคำร้องของผู้ร้อง จึงให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องชอบหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิเคราะห์คำร้องของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลก่อนเอาทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดแล้ว การที่ผู้ร้องขอให้กันเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดทรัพย์สินจำนองไว้เท่ากับภาระหนี้จำนองที่จำเลยมีต่อผู้ร้องนั้น แสดงให้เห็นเจตนาของผู้ร้องว่าประสงค์จะให้นำทรัพย์สินจำนองออกขายทอดตลาดโดยปลอดจำนองและนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้จำนองแก่ผู้ร้องก่อน อันถือได้ว่าเป็นการขอรับชำระหนี้จำนองจากการขายทอดตลาดทรัพย์จำนองโดยอาศัยอำนาจแห่งการจำนองซึ่งผู้ร้องมีบุริมสิทธิในการที่จะได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 แม้ผู้ร้องจะอ้างว่าเป็นการขอกันส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 287 แต่เมื่อคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 289 ก็ไม่ทำให้คำร้องของผู้ร้องเสียไป ศาลมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น"

พิพากษายกคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นรับคำร้องของผู้ร้องไว้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000832.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548