คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2233/2548 ฉบับเต็ม

#270105
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2233/2548 นางไพฑูรย์ หรือประภาวดี มณีเรือง โจทก์ หรือศรีรัตนาภิวัฒน์ นางซิ้ม อ้วนลา จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1299 ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 145 คดีก่อน ธนาคาร ก. เป็นโจทก์ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นจำเลย โดยมีจำเลยคดีนี้เป็นผู้ร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีก่อนแล้วว่า ที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องเป็นของจำเลยคดีนี้ เมื่อโจทก์และจำเลยคดีนี้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ผลของคำพิพากษาย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และแม้จำเลยจะยังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินทั้งสามแปลงตามคำพิพากษาคดีดังกล่าว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะบุคคลภายนอกซึ่งอาจอ้างสิทธิตามความใน ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคสองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับโอนสิทธิครอบครองที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 387, 391 และ 393 ตำบลเขาทราย หมู่ที่ 9 อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ด้วยนิติกรรมซื้อขายจากนายรังเจ้าของเดิม เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2534 โจทก์อนุญาตให้จำเลยพร้อมบริวารอาศัยทำกินอยู่ในที่ดินดังกล่าวเรื่อยมา ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยและบริวารอาศัยทำกินอยู่ในที่ดินของโจทก์ทั้งสามแปลงดังกล่าวอีกต่อไป โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน จำเลยทราบแล้วแต่เพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 14,600 บาทต่อปี อนึ่ง ฟ้องของโจทก์คดีนี้ไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ 804/2536 คดีหมายเลขแดงที่ 905/2536 ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 100 บาทต่อไร่ คิดเป็นเงิน 14,600 บาทต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยหยุดการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 905/2536 ของศาลชั้นต้นไว้จนกว่าคดีนี้จะถึงที่สุด ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า ที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องเป็นของจำเลยคดีนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 905/2536 ระหว่าง ธนาคารกรุงไทย จำกัด โจทก์ นายซิ้ม อ้วนลา ผู้ร้อง นางไพฑูรย์ มณีเรือง จำเลย เรื่องเบิกเงินเกินบัญชี บัญชีเดินสะพัดจำนอง (ชั้นร้องขอให้ปล่อยทรัพย์) เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ผลของคำพิพากษาจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และแม้จำเลยจะยังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินทั้งสามแปลงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะบุคคลภายนอกซึ่งอาจอ้างสิทธิตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (โนรี จันทร์ทร-จิระ โชติพงศ์-ธนพจน์ อารยลักษณ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
270105
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082032899"
    }
}
date
2548
deka_no
2233/2548
deka_running_no
2233
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "โนรี จันทร์ทร",
    "จิระ โชติพงศ์",
    "ธนพจน์ อารยลักษณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1299"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 55",
            "ม. 145"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางไพฑูรย์ หรือประภาวดี มณีเรือง"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "หรือศรีรัตนาภิวัฒน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางซิ้ม อ้วนลา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้รับโอนสิทธิครอบครองที่ดินมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 387, 391 และ 393 ตำบลเขาทราย หมู่ที่ 9 อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ด้วยนิติกรรมซื้อขายจากนายรังเจ้าของเดิม เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2534 โจทก์อนุญาตให้จำเลยพร้อมบริวารอาศัยทำกินอยู่ในที่ดินดังกล่าวเรื่อยมา ต่อมาโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะให้จำเลยและบริวารอาศัยทำกินอยู่ในที่ดินของโจทก์ทั้งสามแปลงดังกล่าวอีกต่อไป โจทก์บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน จำเลยทราบแล้วแต่เพิกเฉย การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 14,600 บาทต่อปี อนึ่ง ฟ้องของโจทก์คดีนี้ไม่เป็นการฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขดำที่ 804/2536 คดีหมายเลขแดงที่ 905/2536 ขอให้บังคับจำเลยพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 100 บาทต่อไร่ คิดเป็นเงิน 14,600 บาทต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกไปจากที่ดินของโจทก์ และให้จำเลยหยุดการบังคับคดีตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 905/2536 ของศาลชั้นต้นไว้จนกว่าคดีนี้จะถึงที่สุด

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความตามคำฟ้องและคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองว่า ที่ดินทั้งสามแปลงตามฟ้องเป็นของจำเลยคดีนี้ตามคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วของศาลชั้นต้นในคดีหมายเลขแดงที่ 905/2536 ระหว่าง ธนาคารกรุงไทย จำกัด โจทก์ นายซิ้ม อ้วนลา ผู้ร้อง นางไพฑูรย์ มณีเรือง จำเลย เรื่องเบิกเงินเกินบัญชี บัญชีเดินสะพัดจำนอง (ชั้นร้องขอให้ปล่อยทรัพย์) เห็นว่า เมื่อโจทก์และจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความในคดีดังกล่าว ผลของคำพิพากษาจึงย่อมผูกพันโจทก์และจำเลยตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง และแม้จำเลยจะยังมิได้จดทะเบียนการได้มาซึ่งที่ดินทั้งสามแปลงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นดังกล่าว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะบุคคลภายนอกซึ่งอาจอ้างสิทธิตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 วรรคสองได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยตามคำขอท้ายฟ้องเป็นคดีนี้ ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000831.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548