คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 884/2549 ฉบับเต็ม

#270272
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 884/2549 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสมชาย ถินปวัติ จำเลย ป.อ. มาตรา 91 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), มาตรา 43 (4), มาตรา 157, มาตรา 160 วรรคสาม การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถตามหลังรถคันอื่นด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิดจนหยุดรถไม่ทันในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยไปชนรถยนต์บุคคลอื่นได้รับความเสียหาย อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงให้รถยนต์ดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำความผิดดังกล่าวจะเป็นการกระทำความผิดที่ต้องมีเจตนาและไม่มีเจตนา กับบทลงโทษบัญญัติไว้คนละมาตรา ก็ไม่ทำให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 70 - 2364 กรุงเทพมหานคร ไปในทางตามถนนราชสีมา ในขณะเมาสุรา จำเลยขับรถตามหลังรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ปฉ 5165 กรุงเทพมหานคร ในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็ว เมื่อรถที่อยู่ด้านหน้าลดความเร็วลงเมื่อเข้ามาใกล้ทางแยก ในภาวะเช่นนั้นจำเลยต้องใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ โดยไม่ขับรถมาด้วยความเร็วและต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าพอสมควรเพื่อจะหยุดได้ทัน แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กลับขับรถตามหลังรถคันหน้ามาด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิด เมื่อรถคันที่อยู่ด้านหน้าหยุด จำเลยจึงหยุดรถไม่ทัน เป็นเหตุให้รถของจำเลยชนท้ายรถคันดังกล่าวได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 จำคุก 2 เดือน และมาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง จนกว่าจะครบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นการกระทำที่ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาในการกระทำความผิด ส่วนความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ต้องมีเจตนาก็เป็นความผิด แม้ความผิดทั้งสองฐานจะบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตราเดียวกัน แต่ก็ต่างอนุมาตรากันและบทลงโทษก็บัญญัติไว้คนละมาตรา การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตามพระราชบบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถตามหลังรถคันอื่นด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิดจนหยุดรถไม่ทันในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยไปชนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ปฉ 5165 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำความผิดดังกล่าวจะเป็นการกระทำความผิดที่ต้องมีเจตนาและไม่มีเจตนา กับบทลงโทษบัญญัติไว้คนละมาตราตามที่โจทก์ฎีกา ก็ไม่ทำให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ชวลิต ตุลยสิงห์-เกษม วีรวงศ์-บุญส่ง น้อยโสภณ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ เรื่องเมาสุราหรือเสพยาเสพติดให้โทษขับรถยนต์จนเกิดเหตุน่าสลดใจ มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายเรื่อง เช่น ฎีกาที่ 4348/2536, 3315/2542 วินิจฉัยว่าเป็นเรื่องกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท รวมถึงฎีกาที่ 884/2542 นี้ด้วย ด้วยความเคารพ ข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ (2) ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น และในอนุมาตรา (4) โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) และ (4) มีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน ความผิดฐานเมาสุราขับรถตามมาตรา 43 (2) เพียงแต่เมาสุราแล้วขึ้นไปนั่งที่คนขับติดเครื่องยนต์ขับออกไปในถนนสาธารณะก็เป็นความผิดแล้ว แม้จะขับช้า ๆ หรือค่อย ๆ เลื้อยไปก็เป็นความผิดตามมาตรา 43 (2) แล้ว แม้จะถึงจุดหมายปลายทางโดยไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุในท้องถนน การที่จำเลยคดีนี้ขับรถขณะเมาสุราและขับในลักษณะประมาทจนเกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่นน่าจะเป็นความผิด 2 กรรมแล้ว ทุกวันนี้ทางการก็มีโครงการรณรงค์เมาไม่ขับ เนื่องจากเกิดอุบัติภัยด้วยสาเหตุเมาสุรามากมาย ภาษิตกฎหมายก็มีว่า Plures crapula quam gladius (ความเมาฆ่าคนมามากกว่าดาบ) ย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่าศาลยุติธรรมมีบทบาททางอ้อมในการช่วยผดุงสังคมให้เกิดความมีระเบียบและสงบเรียบร้อย (Law and Order) ด้วย นอกเหนือจากการทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดี จึงเป็นเรื่องที่น่าจะพิจารณาทบทวนหลักกฎหมายในเรื่องนี้เพื่อช่วยระมัดระวังสังคมป้องกันอันตรายต่อสาธารณชน ทุกวันนี้ทางการก็มีโครงการรณรงค์เมาไม่ขับ เนื่องจากเกิดอุบัติภัยด้วย ประทีป อ่าววิจิตรกุล
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
270272
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026214"
    }
}
date
2549
deka_no
884/2549
deka_running_no
884
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ตุลยสิงห์",
    "เกษม วีรวงศ์",
    "บุญส่ง น้อยโสภณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 91"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 43 (2)",
            "ม. 43 (4)",
            "ม. 157",
            "ม. 160 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมชาย ถินปวัติ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยขับรถยนต์บรรทุก หมายเลขทะเบียน 70 - 2364 กรุงเทพมหานคร ไปในทางตามถนนราชสีมา ในขณะเมาสุรา จำเลยขับรถตามหลังรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ปฉ 5165 กรุงเทพมหานคร ในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็ว เมื่อรถที่อยู่ด้านหน้าลดความเร็วลงเมื่อเข้ามาใกล้ทางแยก ในภาวะเช่นนั้นจำเลยต้องใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอ โดยไม่ขับรถมาด้วยความเร็วและต้องขับรถให้ห่างจากรถคันหน้าพอสมควรเพื่อจะหยุดได้ทัน แต่จำเลยหาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ กลับขับรถตามหลังรถคันหน้ามาด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิด เมื่อรถคันที่อยู่ด้านหน้าหยุด จำเลยจึงหยุดรถไม่ทัน เป็นเหตุให้รถของจำเลยชนท้ายรถคันดังกล่าวได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157 160 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 จำคุก 2 เดือน และมาตรา 43 (4), 157 ปรับ 1,000บาท รวมจำคุก 2 เดือน และปรับ 1,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 เดือน และปรับ 500 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) (4), 157, 160 วรรคสาม เป็นการกระทำกรรมดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 เดือน และปรับ 6,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 1 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ระหว่างรอการลงโทษให้คุมความประพฤติจำเลย โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 3 เดือนต่อครั้ง จนกว่าจะครบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานขับรถในขณะเมาสุราเป็นการกระทำที่ผู้กระทำความผิดต้องมีเจตนาในการกระทำความผิด ส่วนความผิดฐานขับรถโดยประมาทอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ต้องมีเจตนาก็เป็นความผิด แม้ความผิดทั้งสองฐานจะบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตราเดียวกัน แต่ก็ต่างอนุมาตรากันและบทลงโทษก็บัญญัติไว้คนละมาตรา การกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมนั้น เห็นว่า การที่จำเลยขับรถในขณะเมาสุราอันเป็นความผิดตามพระราชบบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2), 160 วรรคสาม กับการที่จำเลยขับรถตามหลังรถคันอื่นด้วยความเร็วในระยะกระชั้นชิดจนหยุดรถไม่ทันในขณะเมาสุรา ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของการกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถยนต์ของจำเลยไปชนรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ปฉ 5165 กรุงเทพมหานคร ได้รับความเสียหาย อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (4), 157 เป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันและเป็นผลโดยตรงให้รถยนต์คันดังกล่าวได้รับความเสียหาย จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้การกระทำความผิดดังกล่าวจะเป็นการกระทำความผิดที่ต้องมีเจตนาและไม่มีเจตนา กับบทลงโทษบัญญัติไว้คนละมาตราตามที่โจทก์ฎีกา ก็ไม่ทำให้การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การกระทของจำเลยเป็นกรรมเดียว เป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
เรื่องเมาสุราหรือเสพยาเสพติดให้โทษขับรถยนต์จนเกิดเหตุน่าสลดใจ มีแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายเรื่อง เช่น ฎีกาที่ 4348/2536, 3315/2542 วินิจฉัยว่าเป็นเรื่องกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท รวมถึงฎีกาที่ 884/2542 นี้ด้วย ด้วยความเคารพ ข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 ห้ามมิให้ผู้ขับขี่ขับรถ (2) ในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น และในอนุมาตรา (4) โดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 43 (2) และ (4) มีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน ความผิดฐานเมาสุราขับรถตามมาตรา 43 (2) เพียงแต่เมาสุราแล้วขึ้นไปนั่งที่คนขับติดเครื่องยนต์ขับออกไปในถนนสาธารณะก็เป็นความผิดแล้ว แม้จะขับช้า ๆ หรือค่อย ๆ เลื้อยไปก็เป็นความผิดตามมาตรา 43 (2) แล้ว แม้จะถึงจุดหมายปลายทางโดยไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุในท้องถนน การที่จำเลยคดีนี้ขับรถขณะเมาสุราและขับในลักษณะประมาทจนเกิดอันตรายแก่ทรัพย์สินของผู้อื่นน่าจะเป็นความผิด 2 กรรมแล้ว ทุกวันนี้ทางการก็มีโครงการรณรงค์เมาไม่ขับ เนื่องจากเกิดอุบัติภัยด้วยสาเหตุเมาสุรามากมาย ภาษิตกฎหมายก็มีว่า Plures crapula quam gladius (ความเมาฆ่าคนมามากกว่าดาบ) ย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่าศาลยุติธรรมมีบทบาททางอ้อมในการช่วยผดุงสังคมให้เกิดความมีระเบียบและสงบเรียบร้อย (Law and Order) ด้วย นอกเหนือจากการทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดี จึงเป็นเรื่องที่น่าจะพิจารณาทบทวนหลักกฎหมายในเรื่องนี้เพื่อช่วยระมัดระวังสังคมป้องกันอันตรายต่อสาธารณชน ทุกวันนี้ทางการก็มีโครงการรณรงค์เมาไม่ขับ เนื่องจากเกิดอุบัติภัยด้วย ประทีป อ่าววิจิตรกุล
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000769.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549