คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2430/2548 ฉบับเต็ม

#270326
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2430/2548 นายใหญ่ กรินทะ โจทก์ นางทองดีหรือลักขณา อยู่โต จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 533 โจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดินให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรสาว ต่อมาโจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินบางส่วนให้แก่โจทก์ ซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าเมื่อเดือนตุลาคม 2540 จำเลยบันดาลโทสะพูดกับโจทก์ว่า จำเลยไม่จัดการโอนที่ดินให้โจทก์เพราะโจทก์ได้ยกที่ดินให้จำเลยแล้ว ถ้าอยากได้เก่งจริงก็ให้ไปฟ้องศาลเองเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทที่โจทก์ยกให้จำเลย แต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นเวลาล่วงพ้นกำหนดหกเดือนไปแล้ว ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 533 วรรคหนึ่ง การจะฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณนั้น ต้องฟ้องภายในกำหนดหกเดือนนับแต่เหตุประพฤติเนรคุณได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้คดีของโจทก์จึงขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2516 โจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 26 ให้จำเลยซึ่งเป็นบุตรสาว โดยแท้จริงโจทก์ต้องการยกให้เพียง 11 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 3 ไร่ ทางฝั่งตะวันออกซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 5 ซึ่งโจทก์ครอบครองเป็นส่วนสัดจำเลยจะแบ่งแยกส่วนนี้ให้โจทก์ เมื่อเดือนตุลาคม 2540 จำเลยบันดาลโทสะพูดกับโจทก์ว่า จำเลยไม่จัดการเดินเรื่องให้เพราะไหน ๆ โจทก์ได้ยกที่ดินให้จำเลยแล้ว ถ้าโจทก์อยากได้ที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองอยู่ เก่งจริงก็ให้โจทก์ไปฟ้องศาลเอาเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ถอนคืนการให้ที่ดิน ส.ค. 1 ดังกล่าว โดยให้จำเลยจดทะเบียนโอนคืนแก่โจทก์ หากเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย มิฉะนั้นให้จำเลยแบ่งแยกที่ดิน ส.ค. 1 ดังกล่าวตามที่โจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของเป็นส่วนสัดต่างหาก ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้น 6 เดือน นับแต่เดือนตุลาคม 2540 คดีจึงขาดอายุความ จำเลยได้โอนที่ดินทั้งหมดให้แก่ผู้อื่นแล้ว จำเลยจึงไม่มีที่ดินเหลืออยู่ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2516 โจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดิน ส.ค. 1 เนื้อที่ 14 ไร่ ตามฟ้องให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรสาว แต่ยกให้จริงเพียงจำนวน 11 ไร่ ต่อมาที่ดินพิพาทได้ออกเป็นโฉนดที่ดินและแบ่งแยกเป็น 5 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 6448 ถึงเลขที่ 6452 และโจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินบางส่วนของที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ปลูกบ้านที่โจทก์อยู่อาศัยเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ ทางฝั่งตะวันออกให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2540 จำเลยบันดาลโทสะพูดกับโจทก์ว่า จำเลยไม่จัดการโอนที่ดินให้โจทก์เพราะไหน ๆ โจทก์ได้ยกที่ดินให้จำเลยแล้ว ถ้าอยากได้ส่วนที่ครอบครองอยู่เก่งจริงก็ให้ไปฟ้องศาลเอา เป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทแต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นเวลาล่วงพ้นกำหนดเวลาหกเดือนไปแล้วซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 533 วรรคหนึ่ง การจะฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณนั้น ต้องฟ้องภายในกำหนดหกเดือนนับแต่เหตุประพฤติเนรคุณได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ คดีส่วนนี้ของโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์จะอ้างว่าแท้จริงแล้วโจทก์มาทราบว่าจำเลยออกโฉนดไม่มีชื่อโจทก์หลังวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นวันออกโฉนด จำเลยไปบ้านโจทก์เกิดโต้เถียงท้าทายกันว่า ถ้าอยากได้ก็ให้ไปฟ้องเอา ซึ่งหากนับจากเดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ยังไม่เกิน 6 เดือน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เป็นการอ้างนอกจากที่โจทก์ฟ้อง และโจทก์ไม่ได้แก้ไขคำฟ้องแต่อย่างใด ทั้งจำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่า โจทก์ฟ้องคดีพ้น 6 เดือนนับแต่เดือนตุลาคม 2540 คดีจึงขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อฟังว่าคดีโจทก์ในส่วนที่ฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณขาดอายุความแล้ว จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าถ้อยคำกล่าวของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ผู้ให้อย่างร้ายแรงดังโจทก์ฎีกาหรือไม่" พิพากษายืน (ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์-กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ-วิเชียร มงคล) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
270326
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082032588"
    }
}
date
2548
deka_no
2430/2548
deka_running_no
2430
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ประจวบ พัชนีรัตนกรณ์",
    "กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ",
    "วิเชียร มงคล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 533"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายใหญ่ กรินทะ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางทองดีหรือลักขณา อยู่โต"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อปี 2516 โจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 26 ให้จำเลยซึ่งเป็นบุตรสาว โดยแท้จริงโจทก์ต้องการยกให้เพียง 11 ไร่ ส่วนที่เหลืออีก 3 ไร่ ทางฝั่งตะวันออกซึ่งมีสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 26 หมู่ที่ 5 ซึ่งโจทก์ครอบครองเป็นส่วนสัดจำเลยจะแบ่งแยกส่วนนี้ให้โจทก์ เมื่อเดือนตุลาคม 2540 จำเลยบันดาลโทสะพูดกับโจทก์ว่า จำเลยไม่จัดการเดินเรื่องให้เพราะไหน ๆ โจทก์ได้ยกที่ดินให้จำเลยแล้ว ถ้าโจทก์อยากได้ที่ดินส่วนที่โจทก์ครอบครองอยู่ เก่งจริงก็ให้โจทก์ไปฟ้องศาลเอาเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ถอนคืนการให้ที่ดิน ส.ค. 1 ดังกล่าว โดยให้จำเลยจดทะเบียนโอนคืนแก่โจทก์ หากเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย มิฉะนั้นให้จำเลยแบ่งแยกที่ดิน ส.ค. 1 ดังกล่าวตามที่โจทก์ครอบครองเป็นเจ้าของเป็นส่วนสัดต่างหาก ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลย หากเพิกเฉยให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้น 6 เดือน นับแต่เดือนตุลาคม 2540 คดีจึงขาดอายุความ จำเลยได้โอนที่ดินทั้งหมดให้แก่ผู้อื่นแล้ว จำเลยจึงไม่มีที่ดินเหลืออยู่ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อปี 2516 โจทก์ได้ทำสัญญายกที่ดิน ส.ค. 1 เนื้อที่ 14 ไร่ ตามฟ้องให้แก่จำเลยซึ่งเป็นบุตรสาว แต่ยกให้จริงเพียงจำนวน 11 ไร่ ต่อมาที่ดินพิพาทได้ออกเป็นโฉนดที่ดินและแบ่งแยกเป็น 5 แปลง คือ โฉนดเลขที่ 6448 ถึงเลขที่ 6452 และโจทก์ได้เรียกร้องให้จำเลยแบ่งแยกที่ดินบางส่วนของที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ปลูกบ้านที่โจทก์อยู่อาศัยเป็นเนื้อที่ 3 ไร่ ทางฝั่งตะวันออกให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2540 จำเลยบันดาลโทสะพูดกับโจทก์ว่า จำเลยไม่จัดการโอนที่ดินให้โจทก์เพราะไหน ๆ โจทก์ได้ยกที่ดินให้จำเลยแล้ว ถ้าอยากได้ส่วนที่ครอบครองอยู่เก่งจริงก็ให้ไปฟ้องศาลเอา เป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ ขอให้ถอนคืนการให้ที่ดินพิพาทแต่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ซึ่งเป็นเวลาล่วงพ้นกำหนดเวลาหกเดือนไปแล้วซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 533 วรรคหนึ่ง การจะฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุประพฤติเนรคุณนั้น ต้องฟ้องภายในกำหนดหกเดือนนับแต่เหตุประพฤติเนรคุณได้ทราบถึงบุคคลผู้ชอบที่จะเรียกถอนคืนการให้ คดีส่วนนี้ของโจทก์จึงขาดอายุความ โจทก์จะอ้างว่าแท้จริงแล้วโจทก์มาทราบว่าจำเลยออกโฉนดไม่มีชื่อโจทก์หลังวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2541 อันเป็นวันออกโฉนด จำเลยไปบ้านโจทก์เกิดโต้เถียงท้าทายกันว่า ถ้าอยากได้ก็ให้ไปฟ้องเอา ซึ่งหากนับจากเดือนกุมภาพันธ์ 2541 ถึงวันฟ้องวันที่ 31 กรกฎาคม 2541 ยังไม่เกิน 6 เดือน คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ เป็นการอ้างนอกจากที่โจทก์ฟ้อง และโจทก์ไม่ได้แก้ไขคำฟ้องแต่อย่างใด ทั้งจำเลยได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่า โจทก์ฟ้องคดีพ้น 6 เดือนนับแต่เดือนตุลาคม 2540 คดีจึงขาดอายุความ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น เมื่อฟังว่าคดีโจทก์ในส่วนที่ฟ้องถอนคืนการให้เพราะเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณขาดอายุความแล้ว จึงไม่ต้องวินิจฉัยว่าถ้อยคำกล่าวของจำเลยเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ผู้ให้อย่างร้ายแรงดังโจทก์ฎีกาหรือไม่"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000828.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548