คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 653/2548 ฉบับเต็ม

#270480
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 653/2548 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ นายวัชระ พุดชั่ง จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 23 ป.วิ.อ. มาตรา 15, มาตรา 198 การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในคดีอาญาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 23 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 นั้น จะต้องกระทำก่อนสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์เว้นแต่กรณีมีเหตุสุดวิสัย ทนายจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 ดังนั้น การที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ในวันที่ 12 กันยายน 2545 จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วันต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 9 สิงหาคม 2545 โดยมีหมายเหตุท้ายคำร้องว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว" พร้อมทั้งลงลายมือชื่อทนายจำเลยผู้ร้องไว้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำร้องขอว่า อนุญาตให้ขยายเวลาถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 ย่อมถือได้ว่าทนายจำเลยผู้ร้องทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นคำร้องแล้ว ข้อที่อ้างว่าจำเลยเชื่อถือคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ศาลว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 12 กันยายน 2545 ทำให้ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าว ถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเอง มิใช่มีเหตุสุดวิสัย ทนายจำเลยป่วยเจ็บเพราะเกิดอุบัติเหตุทำให้สมองกระเทือนต้องพักรักษาตัวโดยไม่ปรากฏว่ามีอาการถึงขนาดที่จะทำให้ไม่สามารถทำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มายื่นได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลา จึงไม่ถือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ทนายจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2545 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สองมีกำหนด 7 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์พ้นกำหนดเวลาที่ศาลอุทธรณ์ให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาต ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น จะต้องกระทำก่อนสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ส่วนคำว่า เหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หมายถึง เหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ คดีนี้ปรากฏว่าทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2545 ทั้งที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุที่จำเลยไม่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เพราะเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นแจ้งให้ฝ่ายจำเลยทราบว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 12 กันยายน 2545 จำเลยจึงเชื่อถือคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ศาล ทำให้จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์นั้น เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วันต่อศาลชั้นต้น ในวันที่ 9 สิงหาคม 2545 โดยมีหมายเหตุท้ายคำร้องว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว" พร้อมทั้งลงลายมือชื่อทนายจำเลยผู้ร้องไว้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำร้องขอว่า อนุญาตให้ขยายเวลาถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 ย่อมถือได้ว่าทนายจำเลยผู้ร้องทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นคำร้องแล้ว ข้ออ้างที่ว่าจำเลยเชื่อถือคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ศาลว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 12 กันยายน 2545 ทำให้ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าว ถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเอง กรณีจึงมิใช่มีเหตุสุดวิสัย เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่จำเลยเข้าใจว่าศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยไปถึงวันที่ 12 กันยายน 2545 ดังนั้น ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ว่า ทนายจำเลยป่วยเจ็บเพราะเกิดอุบัติเหตุทำให้สมองกระทบกระเทือนต้องพักรักษาตัว โดยไม่ปรากฏว่ามีอาการถึงขนาดที่จะทำให้ไม่สามารถทำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มายื่นได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลา จึงไม่ถือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยเช่นเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลย และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลฎีกาไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาในการอุทธรณ์แล้ว ขอศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาลงโทษจำเลยในสถานเบาด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ปัญหาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาคงมีว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ ปัญหาตามที่จำเลยฎีกาในข้อนี้จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายืน (มนตรี ยอดปัญญา-วิบูลย์ มีอาสา-ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
270480
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082035043"
    }
}
date
2548
deka_no
653/2548
deka_running_no
653
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "มนตรี ยอดปัญญา",
    "วิบูลย์ มีอาสา",
    "ประจักษ์ เกียรติ์อนุพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 23"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15",
            "ม. 198"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวัชระ พุดชั่ง"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มีกำหนด 6 ปี 8 เดือน ทนายจำเลยยื่นคำร้องลงวันที่ 9 สิงหาคม 2545 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่ทนายจำเลยยื่นคำร้องอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 ต่อมาวันที่ 12 กันยายน 2545 ทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สองมีกำหนด 7 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายเวลายื่นอุทธรณ์พ้นกำหนดเวลาที่ศาลอุทธรณ์ให้ขยายเวลายื่นอุทธรณ์ จึงไม่มีเหตุที่จะอนุญาต ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่ามีเหตุที่จะขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ในคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 นั้น จะต้องกระทำก่อนสิ้นสุดระยะเวลาอุทธรณ์เว้นแต่กรณีที่มีเหตุสุดวิสัย ส่วนคำว่า เหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 23 หมายถึง เหตุที่ทำให้ศาลไม่สามารถมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาหรือคู่ความไม่สามารถมีคำขอเช่นนั้นขึ้นมาก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายให้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ซึ่งเป็นพฤติการณ์นอกเหนือที่จะกระทำได้ก่อนสิ้นระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ คดีนี้ปรากฏว่าทนายจำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2545 ทั้งที่ครบกำหนดระยะเวลาอุทธรณ์ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 จึงเป็นกรณีที่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด ที่จำเลยฎีกาว่า เหตุที่จำเลยไม่ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด เพราะเจ้าหน้าที่ของศาลชั้นต้นแจ้งให้ฝ่ายจำเลยทราบว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 12 กันยายน 2545 จำเลยจึงเชื่อถือคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ศาล ทำให้จำเลยไม่ได้ยื่นคำร้องขอขยายก่อนสิ้นระยะเวลาอุทธรณ์นั้น เห็นว่า จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มีกำหนด 30 วันต่อศาลชั้นต้น ในวันที่ 9 สิงหาคม 2545 โดยมีหมายเหตุท้ายคำร้องว่า "ข้าพเจ้ารอฟังคำสั่งอยู่ ถ้าไม่รอถือว่าทราบแล้ว" พร้อมทั้งลงลายมือชื่อทนายจำเลยผู้ร้องไว้ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันกับที่จำเลยยื่นคำร้องขอว่า อนุญาตให้ขยายเวลาถึงวันที่ 6 กันยายน 2545 ย่อมถือได้ว่าทนายจำเลยผู้ร้องทราบคำสั่งศาลในวันที่ยื่นคำร้องแล้ว ข้ออ้างที่ว่าจำเลยเชื่อถือคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ศาลว่าศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ถึงวันที่ 12 กันยายน 2545 ทำให้ไม่สามารถยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ก่อนสิ้นระยะเวลาดังกล่าว ถือเป็นความบกพร่องของทนายจำเลยเอง กรณีจึงมิใช่มีเหตุสุดวิสัย เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่จำเลยเข้าใจว่าศาลอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลยไปถึงวันที่ 12 กันยายน 2545 ดังนั้น ข้ออ้างตามฎีกาของจำเลยที่ว่า ทนายจำเลยป่วยเจ็บเพราะเกิดอุบัติเหตุทำให้สมองกระทบกระเทือนต้องพักรักษาตัว โดยไม่ปรากฏว่ามีอาการถึงขนาดที่จะทำให้ไม่สามารถทำคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์มายื่นได้ทันก่อนสิ้นระยะเวลา จึงไม่ถือเป็นกรณีมีเหตุสุดวิสัยเช่นเดียวกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ของจำเลย และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลฎีกาไม่อนุญาตให้จำเลยขยายระยะเวลาในการอุทธรณ์แล้ว ขอศาลฎีกาได้โปรดพิจารณาลงโทษจำเลยในสถานเบาด้วยนั้น เห็นว่า คดีนี้ปัญหาในชั้นอุทธรณ์และฎีกาคงมีว่า มีเหตุที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยหรือไม่ ปัญหาตามที่จำเลยฎีกาในข้อนี้จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000851.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548