คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2549 ฉบับเต็ม

#270818
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 920/2549 พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โจทก์ นายวิรัตน์หรือโก๋ พัดลม กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 295, มาตรา 340 วรรคแรก, มาตรา 83 ก่อนเกิดเหตุ เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จำเลยทั้งสามนั่งดื่มสุราอยู่ในร้านคาราโอเกะห่างจากโต๊ะผู้เสียหายที่นั่งดื่มสุราเช่นกันเพียงประมาณ 1 เมตร ระหว่างที่นั่งอยู่ในร้านคาราโอเกะจำเลยทั้งสามและผู้เสียหายต่างก็ร้องเพลงคาราโอเกะ ต่อมาเวลาประมาณ 1 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น ผู้เสียหายกลับบ้านก่อนจำเลยทั้งสามประมาณ 5 นาที จากนั้นจำเลยทั้งสามได้ไปหาผู้เสียหายที่บ้านและขอร้องให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปส่งอย่างเปิดเผย ไม่ได้ปิดบังหรืออำพรางตัว ผู้เสียหายตกลงโดยให้จำเลยทั้งสามนั่งรถจักรยานยนต์ไปด้วย เมื่อรถวิ่งไปได้ประมาณ 100 เมตร จำเลยทั้งสามจึงทำร้ายผู้เสียหายโดยการเตะและกระทืบ ก่อนที่จะทำร้ายผู้เสียหาย จำเลยทั้งสามไม่ได้เรียกร้องเอารถจักรยานยนต์หรือทรัพย์สินอื่นของผู้เสียหายก่อน หลังจากจำเลยทั้งสามทำร้ายผู้เสียหายแล้ว ได้ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากที่เกิดเหตุเพียง 100 เมตร ก็จอดรถทิ้งไว้โดยจอดไว้ริมถนนข้างบ้าน ว. ผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่เกิดเหตุโดยเปิดเผยและเสียบกุญแจรถคาไว้ทั้งที่จำเลยทั้งสามสามารถนำรถจักรยานยนต์ไปได้โดยสะดวก เพราะไม่มีผู้ใดติดตามและเป็นยามวิกาล จากนั้นจำเลยทั้งสามพากันไปนอนที่บ้านของจำเลยที่ 1 มิได้หลบหนีและเมื่อทราบว่าเจ้าพนักงานตำรวจติดตามหาตัวจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามก็ยินยอมให้ ว. พาไปมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนโดยดี และให้การต่อพนักงานสอบสวนว่า มีเจตนาเพียงทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ประสงค์จะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยทั้งสามมิได้มุ่งประสงค์ต่อผลในการจะแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินโดยแท้จริง การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงขาดเจตนาทุจริตในการลักทรัพย์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้เสียหาย การที่จำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ จำเลยทั้งสามคงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจของผู้เสียหายเท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยทั้งสามไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 ปี 8 เดือน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันชกต่อยเตะทำร้ายร่างกายนายสวนเพชรผู้เสียหายแล้วขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจอดไว้ที่ข้างบ้านนายวันชัยซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร และหลบหนีไป ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามนั่งดื่มสุราอยู่ในร้านคาราโอเกะ วี พี สาขา 2 ห่างจากโต๊ะผู้เสียหายที่นั่งดื่มสุราเช่นกันเพียงประมาณ 1 เมตร โดยผู้เสียหายนั่งดื่มสุราตั้งแต่เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จนถึงเวลาประมาณ 1 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น และจำเลยทั้งสามเข้ามานั่งก่อนผู้เสียหาย แล้วผู้เสียหายกลับบ้านก่อนประมาณ 5 นาที ในระหว่างนั่งอยู่ที่ร้านจำเลยทั้งสามและผู้เสียหายต่างก็ร้องเพลงคาราโอเกะ ดังนั้น จำเลยทั้งสามและผู้เสียหายย่อมจดจำกันได้ จำเลยทั้งสามไปหาผู้เสียหายที่บ้านและขอร้องให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งอย่างเปิดเผย ไม่ได้ปิดบังหรืออำพรางตัว จากนั้นจึงทำร้ายผู้เสียหาย ก่อนที่จะทำร้ายผู้เสียหายก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสามเรียกร้องเอารถจักรยานยนต์หรือทรัพย์สินอื่นของผู้เสียหายก่อน หากจำเลยทั้งสามต้องการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายย่อมจะต้องปิดบังหรืออำพรางตัวและไม่น่าจะต้องให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปส่งก่อน เพราะย่อมทราบดีว่าผู้เสียหายต้องจดจำได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่นั่งดื่มสุราอยู่ใกล้กันในร้านอาหารเป็นเวลานานและจำเลยที่ 1 ก็ไม่น่าจะมอบบัตรเอทีเอ็มของจำเลยที่ 1 ให้นายสิทธิวัฒน์ยึดถือไว้ด้วยเพราะจะเป็นหลักฐานให้ติดตามจับกุมได้ง่าย นอกจากนั้นยังปรากฏอีกว่า หลังจากจำเลยทั้งสามทำร้ายผู้เสียหายแล้ว ได้ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากที่เกิดเหตุเพียง 100 เมตร ก็จอดรถทิ้งไว้โดยจอดไว้ริมถนนข้างบ้านนายวันชัยผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่เกิดเหตุโดยเปิดเผยและเสียบกุญแจรถคาไว้ ทั้งที่จำเลยทั้งสามสามารถนำรถจักรยานยนต์ไปได้โดยสะดวกเพราะไม่มีผู้ใดติดตามและเป็นยามวิกาล แต่จำเลยทั้งสามหาได้กระทำไม่ แต่กลับจอดทิ้งไว้และพากันไปนอนที่บ้านของจำเลยที่ 1 มิได้หลบหนีไปไหนและเมื่อทราบว่าเจ้าพนักงานตำรวจติดตามหาตัวจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามก็ยินยอมให้นายวันชัยพาไปมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนโดยดีและให้การต่อพนักงานสอบสวนในทันทีทันใดว่า มีเจตนาเพียงแต่ทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ประสงค์จะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่า จำเลยทั้งสามกระทำไปโดยมิได้มุ่งประสงค์ต่อผลในการจะแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าวโดยแท้จริง การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงขาดเจตนาทุจริตในการลักทรัพย์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้เสียหาย การที่จำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามข้อหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. (ชัชลิต ละเอียด-สมชัย จึงประเสริฐ-บุญรอด ตันประเสริฐ) ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา - นายสุจินต์ ขำไชโย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
270818
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นายสุจินต์ ขำไชโย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082026211"
    }
}
date
2549
deka_no
920/2549
deka_running_no
920
deka_year
2549
department
แผนก
judges
[
    "ชัชลิต ละเอียด",
    "สมชัย จึงประเสริฐ",
    "บุญรอด ตันประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 295",
            "ม. 340 วรรคแรก",
            "ม. 83"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิรัตน์หรือโก๋ พัดลม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 ให้จำคุกคนละ 6 เดือน และปรับคนละ 3,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 เดือน และปรับคนละ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และให้คุมประพฤติจำเลยทั้งสามไว้โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 ให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 10 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 6 ปี 8 เดือน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันชกต่อยเตะทำร้ายร่างกายนายสวนเพชรผู้เสียหายแล้วขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปจอดไว้ที่ข้างบ้านนายวันชัยซึ่งอยู่ห่างจากที่เกิดเหตุประมาณ 100 เมตร และหลบหนีไป ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามมีว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ก่อนเกิดเหตุจำเลยทั้งสามนั่งดื่มสุราอยู่ในร้านคาราโอเกะ วี พี สาขา 2 ห่างจากโต๊ะผู้เสียหายที่นั่งดื่มสุราเช่นกันเพียงประมาณ 1 เมตร โดยผู้เสียหายนั่งดื่มสุราตั้งแต่เวลาประมาณ 22 นาฬิกา จนถึงเวลาประมาณ 1 นาฬิกาของวันรุ่งขึ้น และจำเลยทั้งสามเข้ามานั่งก่อนผู้เสียหาย แล้วผู้เสียหายกลับบ้านก่อนประมาณ 5 นาที ในระหว่างนั่งอยู่ที่ร้านจำเลยทั้งสามและผู้เสียหายต่างก็ร้องเพลงคาราโอเกะ ดังนั้น จำเลยทั้งสามและผู้เสียหายย่อมจดจำกันได้ จำเลยทั้งสามไปหาผู้เสียหายที่บ้านและขอร้องให้ขับรถจักรยานยนต์ไปส่งอย่างเปิดเผย ไม่ได้ปิดบังหรืออำพรางตัว จากนั้นจึงทำร้ายผู้เสียหาย ก่อนที่จะทำร้ายผู้เสียหายก็ไม่ปรากฏว่า จำเลยทั้งสามเรียกร้องเอารถจักรยานยนต์หรือทรัพย์สินอื่นของผู้เสียหายก่อน หากจำเลยทั้งสามต้องการปล้นทรัพย์ผู้เสียหายย่อมจะต้องปิดบังหรืออำพรางตัวและไม่น่าจะต้องให้ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปส่งก่อน เพราะย่อมทราบดีว่าผู้เสียหายต้องจดจำได้ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่นั่งดื่มสุราอยู่ใกล้กันในร้านอาหารเป็นเวลานานและจำเลยที่ 1 ก็ไม่น่าจะมอบบัตรเอทีเอ็มของจำเลยที่ 1 ให้นายสิทธิวัฒน์ยึดถือไว้ด้วยเพราะจะเป็นหลักฐานให้ติดตามจับกุมได้ง่าย นอกจากนั้นยังปรากฏอีกว่า หลังจากจำเลยทั้งสามทำร้ายผู้เสียหายแล้ว ได้ขับรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายออกไปจากที่เกิดเหตุเพียง 100 เมตร ก็จอดรถทิ้งไว้โดยจอดไว้ริมถนนข้างบ้านนายวันชัยผู้ใหญ่บ้านท้องที่ที่เกิดเหตุโดยเปิดเผยและเสียบกุญแจรถคาไว้ ทั้งที่จำเลยทั้งสามสามารถนำรถจักรยานยนต์ไปได้โดยสะดวกเพราะไม่มีผู้ใดติดตามและเป็นยามวิกาล แต่จำเลยทั้งสามหาได้กระทำไม่ แต่กลับจอดทิ้งไว้และพากันไปนอนที่บ้านของจำเลยที่ 1 มิได้หลบหนีไปไหนและเมื่อทราบว่าเจ้าพนักงานตำรวจติดตามหาตัวจำเลยทั้งสาม จำเลยทั้งสามก็ยินยอมให้นายวันชัยพาไปมอบตัวต่อพนักงานสอบสวนโดยดีและให้การต่อพนักงานสอบสวนในทันทีทันใดว่า มีเจตนาเพียงแต่ทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น ไม่ประสงค์จะเอาทรัพย์สินของผู้เสียหายแต่อย่างใด การกระทำของจำเลยทั้งสามดังกล่าวจึงเป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ว่า จำเลยทั้งสามกระทำไปโดยมิได้มุ่งประสงค์ต่อผลในการจะแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าวโดยแท้จริง การกระทำของจำเลยทั้งสามจึงขาดเจตนาทุจริตในการลักทรัพย์ ถือไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสามมีความผิดฐานลักทรัพย์ของผู้เสียหาย การที่จำเลยทั้งสามกระทำการดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสามข้อหานี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสามฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000769.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2549