ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1614/2548
พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่น
โจทก์
นายธาริน อินทรตั้ง
จำเลย
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (1), มาตรา 30 (2), มาตรา 69 วรรคสอง, มาตรา 75
จำเลยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาบันทึกลงในหน่วยความจำเครื่องคอมพิวเตอร์ อันเป็นการทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 30 (1) และมีความผิดตามมาตรา 69 วรรคสอง ส่วนการที่จำเลยเปิดให้บริการแก่ลูกค้าเป็นการทำให้ปรากฏซึ่งงานดนตรีกรรมเพลงชุดพิพาท โดยไม่มีการทำให้ปรากฏซึ่งชุดคำสั่งที่เป็นงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จึงมิใช่กรณีที่จะเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานโปรแรมคอมพิวเตอร์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 30 (2) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง
โปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นงานที่เกิดจากการแสดงออกซึ่งความคิดจึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ส่วนสิ่งที่ศาลจะให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 75 นั้น หมายถึงสิ่งซึ่งเป็นวัตถุที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีผู้ทำหรือดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาบันทึกลงในหน่วยบันทึกความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ หน่วยบันทึกความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวจึงเป็นเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่ จึงต้องพิพากษาให้หน่วยบันทึกความจำเครื่องคอมพิวเตอร์นี้ตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 75
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 30, 69, 75, 76 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 สั่งริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์สั่งจ่ายเงินค่าปรับฐานละเมิดลิขสิทธิ์กึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้าตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (2) ระวางโทษตามมาตรา 69 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพทำให้สะดวกแก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และปรับ 50,000 บาท เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตัวต่อไป โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางทั้งหมด เว้นแต่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาฐานละเมิดลิขสิทธิ์เป็นจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ในเบื้องต้นเห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายโดยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีเพลงชุด "เรียกพี่ยังไหว" ซึ่งได้มีผู้ทำซ้ำและดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ไปบันทึกในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ของจำเลยแล้วนำงานดนตรีกรรมเพลงชุด "เรียกพี่ยังไหว" ที่บันทึกเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าวออกเผยแพร่ต่อสาธารณชน โดยการเปิดให้บริการแก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปที่เข้ามาร้องเพลงในร้านอาหารของจำเลยเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 และมาตรา 69 แสดงว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยในการกระทำที่นำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาบันทึกลงในหน่วยความจำเครื่องคอมพิวเตอร์ อันเป็นการทำซ้ำงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (1) และมีความผิดตามมาตรา 69 วรรคสอง ส่วนการที่จำเลยเปิดให้บริการแก่ลูกค้าเป็นการทำให้ปรากฏซึ่งงานดนตรีกรรมเพลงชุดเรียกพี่ยังไหว โดยไม่ปรากฏว่ามีการทำให้ปรากฏซึ่งชุดคำสั่งที่เป็นงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นแต่อย่างใด จึงมิใช่กรณีที่จะเป็นความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยการเผยแพร่ต่อสาธารณชนซึ่งงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์แต่ประการใด ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาลงโทษจำเลยตามมาตรา 30 (2) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง จึงเป็นการปรับบทความผิดไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง
ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า จำเลยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่บันทึกเพลงชุด "เรียกพี่ยังไหว" เพียง 1 ชุด มาบันทึกลงในหน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วนำออกเผยแพร่ต่อลูกค้าร้านอาหารของจำเลยเท่านั้น ทั้งไม่ปรากฏว่าร้านอาหารของจำเลยเป็นกิจการขนาดใหญ่ ตามพฤติการณ์ไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายมากนัก ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลย 6 เดือน และยังลงโทษปรับ 100,000 บาท อีกสถานหนึ่งด้วยน้ำหนักเกินไป ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรลงโทษจำคุกจำเลยสถานเดียว โดยไม่ลงโทษปรับจำเลย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น
อนึ่ง ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์นั้นไม่ถูกต้อง เนื่องจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นงานที่เกิดจากการแสดงออกซึ่งความคิดจึงเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย ส่วนสิ่งที่ศาลจะให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ได้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75 นั้น หมายถึงสิ่งซึ่งเป็นวัตถุที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยนำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งมีผู้ทำหรือดัดแปลงขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้เสียหายมาบันทึกลงในหน่วยบันทึกความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนี้ หน่วยบันทึกความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ เมื่อยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่ จึงต้องพิพากษาให้หน่วยบันทึกความจำเครื่องคอมพิวเตอร์ตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 75"
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 30 (1) ประกอบมาตรา 69 วรรคสอง ให้จำคุกมีกำหนด 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง โดยไม่ลงโทษปรับจำเลย ให้หน่วยบันทึกความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ของกลางตกเป็นของผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
(จิระ โชติพงศ์-สุวัฒน์ วรรธนะหทัย-วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
หน่วยบันทึกความจำดังเช่นในคดีนี้ที่ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ หากการตรวจพิสูจน์หลักฐานทางคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นการรวมเทคนิคพิเศษต่าง ๆ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนในการตรวจ และวิเคราะห์ข้อมูลที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยผู้ใช้ หากข้อมูลหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ถูกลบทิ้งโดยผู้ใช้ก่อนที่มีการสืบสวนสอบสวน หรืออาจไม่ได้เก็บเอาไว้แต่อาจยังคงมีอยู่ทั้งหมดหรือบางส่วนในอุปกรณ์เก็บข้อมูล (Hard drive) จึงยังมีปัญหาทางกฎหมายว่าถ้าโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าเป็นหน่วยบันทึกความจำที่เป็นสิ่งที่ได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ ก็อาจมีผลเปลี่ยนแปลงได้ ในการพิจารณาว่าคอมพิวเตอร์มีข้อมูลที่สามารถใช้เป็นหลักฐานได้หรือไม่ ผู้ที่เป็นมืออาชีพจำเป็นต้องสร้างรูปจำลองที่เหมือนกันกับอุปกรณ์เก็บข้อมูล (Image drive) เพื่อป้องกันการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่หรือต้นฉบับ รูปจำลองที่สร้างขึ้นดังกล่าวต้องเป็นภาพที่สะท้อนถึงสิ่งที่มีอยู่ไม่เพียงแต่เป็นสำเนาข้อมูลแบบง่าย ๆ การที่จะได้รับสำเนาที่ถูกต้องนี้ต้องใช้เทคนิคการตรวจพิสูจน์หลักฐานเฉพาะ รูปจำลองที่ใช้นี้เป็นสิ่งที่วิกฤตเพราะในแต่ละครั้งหากมีใครเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติกับไฟล์ต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแม้กระทั่งลบหลักฐานได้เช่นวันที่มีการประกอบอาชญากรรมเส้นทางการเก็บรักษาคือ Chain of custody มีความสำคัญต่อผู้เชี่ยวชาญที่ควบคุมการสร้างรูปจำลอง และประเมินข้อมูลในการนำไปใช้เป็นพยานหลักฐานเช่นเดียวกับในทางนิติเวชศาสตร์ กรณีเช่นนี้ผู้เชี่ยวชาญจะใช้รหัสที่เรียกว่า Hash codes หรือรหัสที่สร้างขึ้นตามวิธีการที่โปรแกรมเก็บข้อมูลตามการคำนวณทางคณิตศาสตร์หรือฟังก์ชันย่อยข้อมูล เพื่อรักษาหรือดูแลเส้นทางการเก็บรักษา Hash codes เป็นเลขมาก ๆ ที่กำหนดเฉพาะไฟล์แต่ละไฟล์และในแต่ละอุปกรณ์เก็บข้อมูล (Drive) โดยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ ถ้าหากไฟล์หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูล (Drive) ถูกเปลี่ยนไปไม่ว่าจะน้อยมากที่สุดก็ตาม Hash codes จะเปลี่ยนแปลงเช่นกัน Hash codes เหล่านี้จะถูกคำนวณบนต้นฉบับและรูปจำลองในจุดต่าง ๆ ระหว่างการสืบสวนเพื่อที่จะทำให้แน่ใจว่ากระบวนการตรวจสอบไม่ได้มีการปรับแต่งรูปจำลองที่กำลังตรวจสอบอยู่ ไพจิตร สวัสดิสาร