คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2421/2548 ฉบับเต็ม

#271005
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2421/2548 นายประวิทย์ ณ ระนอง โจทก์ นายจันทร์ คุณเถื่อน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำเลยที่ 3 จึงเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่ต้น ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดมีขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ ___________________________ คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมากับคดีหมายเลขแดงที่ 130/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 203/2539 ของศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ต่อมาคดีหมายเลขแดงที่ 130/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 203/2536 ถึงที่สุด โดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ สำนวนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 3 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 85 ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทดังกล่าว และทำที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท เมื่อปี 2531 จำเลยที่ 3 จับจองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา ที่ดินพิพาทผ่านการทำเหมืองแร่มาแล้ว และเจ้าของเหมืองแร่สละการครอบครอง ทำให้ที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตกลงกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าคู่ความฝ่ายใดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนและยกฟ้องของจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ยกฟ้องแย้งและยกฟ้องของจำเลยที่ 1 กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) แทนจำเลยที่ 1 และที่ 3 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยที่ 3 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 ของคดีหมายเลขแดงที่ 131/2539 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงดังกล่าว และทำที่ดินให้อยูในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงอีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงประการเดียวว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเพราะพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำเลยที่ 3 จึงเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่ต้น ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีการอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่จำเลยที่ 3 ยกสาเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี หรือไม่ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน (ทวีวัฒน์ แดงทองดี-พลรัตน์ ประทุมทาน-เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271005
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082032681"
    }
}
date
2548
deka_no
2421/2548
deka_running_no
2421
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี",
    "พลรัตน์ ประทุมทาน",
    "เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1375 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายประวิทย์ ณ ระนอง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายจันทร์ คุณเถื่อน"
    }
]
long_text
คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมากับคดีหมายเลขแดงที่ 130/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 203/2539 ของศาลชั้นต้น ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและจำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 2 ออกจากสารบบความ ต่อมาคดีหมายเลขแดงที่ 130/2539 และคดีหมายเลขแดงที่ 203/2536 ถึงที่สุด โดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

สำนวนคดีนี้ จำเลยที่ 1 เป็นโจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยที่ 3 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) เลขที่ 85 ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทดังกล่าว และทำที่ดินพิพาทให้อยู่ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทอีก

จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่เจ้าของที่ดินพิพาท เมื่อปี 2531 จำเลยที่ 3 จับจองและทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวตลอดมา ที่ดินพิพาทผ่านการทำเหมืองแร่มาแล้ว และเจ้าของเหมืองแร่สละการครอบครอง ทำให้ที่ดินพิพาทเป็นที่รกร้างว่างเปล่า จำเลยที่ 3 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตกลงกำหนดประเด็นข้อพิพาทเพียงข้อเดียวว่าคู่ความฝ่ายใดมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวนและยกฟ้องของจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกคำสั่งและคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้ว พิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน ยกฟ้องแย้งและยกฟ้องของจำเลยที่ 1 กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ (ที่ถูก ศาลอุทธรณ์ภาค 3) แทนจำเลยที่ 1 และที่ 3

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ขับไล่จำเลยที่ 3 และบริวารออกจากที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.1 ของคดีหมายเลขแดงที่ 131/2539 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงดังกล่าว และทำที่ดินให้อยูในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องในที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงอีกต่อไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงประการเดียวว่า ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องเอาคืนซึ่งการครอบครองที่ดินพิพาทภายในเส้นสีแดงตามแผนที่พิพาทเพราะพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 3 เข้าครอบครองที่ดินพิพาทชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 ฟ้องจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า จำเลยที่ 3 จึงเข้าครอบครองที่ดินพิพาทโดยปลูกสร้างบ้านและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทตลอดมา ตามคำให้การของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินพิพาทมาแต่ต้น ไม่มีปัญหาเรื่องแย่งการครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีการอ้างสิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 วรรคสอง เพราะการแย่งการครอบครองจะเกิดขึ้นได้ก็แต่เฉพาะในที่ดินของผู้อื่นเท่านั้น การที่จำเลยที่ 3 ยกสาเหตุเป็นข้อต่อสู้ว่าที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 3 จึงไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองเกิน 1 ปี หรือไม่ ฉะนั้น ที่ศาลชั้นต้นหยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัย จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็น ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง เป็นการไม่ชอบ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000829.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548