คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1631/2550 ฉบับเต็ม

#271238
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1631/2550 การไฟฟ้านครหลวง โจทก์ นางสาวหรือนางดวงสมร บุศยารัศมี กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 887 ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เอาประกันภัยไว้ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างหรือแสดงว่าจำเลยที่ 2 รับประกันภัยจากจำเลยที่ 1 ในลักษณะประกันภัยค้ำจุน ซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยเพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่า ว. ผู้ขับรถยนต์มีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัย ซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบในผลแห่งละเมิดของ ว. ด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เท่ากับคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้ผู้รับประกันภัยต้องรับผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะแก้ไขคำให้การว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันที่เกิดเหตุ ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจทก์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรกกลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ และศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยไม่อาศัยคำฟ้องไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ธก - 5678 กรุงเทพมหานคร โดยมอบหมายให้นายวอง อันดริว จงยิน เป็นผู้ขับ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัยทุประเภท และได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุยังอยู่ในอายุสัญญาประกันภัย นายเทพ นพพิทักษ์ ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กท - 5769 นนทบุรี โดยมีนางสมพิศ นพพิทักษ์ ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์นั่งมาด้วย เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณป้ายรับส่งผู้โดยสารหน้าชุมชนนายเทพชะลอความเร็วเพื่อไม่ให้ชนสุนัข ระหว่างนั้นนายวองขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ธก - 5678 กรุงเทพมมหานคร ตามหลังมาในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็วสูงโดยปราศจากความระมัดระวัง นายวองห้ามล้ออย่างกระชั้นชิดจนไม่สามารถหยุดรถได้ทัน เป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน กท - 5769 นนทบุรี ได้รับความเสียหาย นางสมพิศได้รับบาดเจ็บ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ธก - 5678 กรุงเทพมหานคร ในขณะเกิดเหตุ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 41,410.96 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้จำเลยที่ 2 เข้าใจว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์จากจำเลยที่ 1 ในลักษณะใด จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อใคร เพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไรหากจำเลยที่ 2 ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดแทนและรับผิดในนามผู้ใดค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินสมควร ค่าเสียหายที่แท้จริงไม่เกิน 10,000 บาท รถยนต์หมายเลขทะเบียน ธก - 5678 กรุงเทพมหานคร มีการทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ไว้แก่บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด โดยมีวงเงินคุ้มครองในกรณีผู้ประสบภัยได้รับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยไว้สูงสุดจำนวน 50,000 บาท ต่อเมื่อจำนวนเงินความคุ้มครองแก่ผู้ประสบภัยไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงจะรับผิดในส่วนที่เกิน โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายมาจำนวน 39,219 บาท โจทก์จึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากบริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 41,410.96 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เอาประกันภัยไว้ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างหรือแสดงว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยจากจำเลยที่ 1 ในลักษณะประกันภัยค้ำจุน ซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่านายวอง อันดริว จงยิน ผู้ขับรถยนต์มีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบในผลแห่งละเมิดของนายวองด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เท่ากับคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้ผู้รับประกันภัยต้องรับผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะแก้ไขคำให้การว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุ ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจกท์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรก กลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ และศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยไม่อาศัยคำฟ้องไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-วีระชาติ เอี่ยมประไพ) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271238
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082018277"
    }
}
date
2550
deka_no
1631/2550
deka_running_no
1631
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 887"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 172 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "การไฟฟ้านครหลวง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวหรือนางดวงสมร บุศยารัศมี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ธก - 5678 กรุงเทพมหานคร โดยมอบหมายให้นายวอง อันดริว จงยิน เป็นผู้ขับ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัยทุประเภท และได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 1 ขณะเกิดเหตุยังอยู่ในอายุสัญญาประกันภัย นายเทพ นพพิทักษ์ ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน กท - 5769 นนทบุรี โดยมีนางสมพิศ นพพิทักษ์ ซึ่งเป็นพนักงานของโจทก์นั่งมาด้วย เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณป้ายรับส่งผู้โดยสารหน้าชุมชนนายเทพชะลอความเร็วเพื่อไม่ให้ชนสุนัข ระหว่างนั้นนายวองขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน ธก - 5678 กรุงเทพมมหานคร ตามหลังมาในทิศทางเดียวกันด้วยความเร็วสูงโดยปราศจากความระมัดระวัง นายวองห้ามล้ออย่างกระชั้นชิดจนไม่สามารถหยุดรถได้ทัน เป็นเหตุให้ชนท้ายรถยนต์หมายเลขทะเบียน กท - 5769 นนทบุรี ได้รับความเสียหาย นางสมพิศได้รับบาดเจ็บ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ธก - 5678 กรุงเทพมหานคร ในขณะเกิดเหตุ จึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าว ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ด้วย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 41,410.96 บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา

จำเลยที่ 2 ให้การและแก้ไขคำให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้จำเลยที่ 2 เข้าใจว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์จากจำเลยที่ 1 ในลักษณะใด จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดต่อใคร เพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างไรหากจำเลยที่ 2 ต้องรับผิด จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดแทนและรับผิดในนามผู้ใดค่าเสียหายที่โจทก์เรียกร้องสูงเกินสมควร ค่าเสียหายที่แท้จริงไม่เกิน 10,000 บาท รถยนต์หมายเลขทะเบียน ธก - 5678 กรุงเทพมหานคร มีการทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 ไว้แก่บริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด โดยมีวงเงินคุ้มครองในกรณีผู้ประสบภัยได้รับความเสียหายต่อร่างกายหรืออนามัยไว้สูงสุดจำนวน 50,000 บาท ต่อเมื่อจำนวนเงินความคุ้มครองแก่ผู้ประสบภัยไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยค้ำจุนจึงจะรับผิดในส่วนที่เกิน โจทก์เรียกร้องค่าเสียหายมาจำนวน 39,219 บาท โจทก์จึงต้องใช้สิทธิเรียกร้องเอาจากบริษัทลิเบอร์ตี้ประกันภัย จำกัด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินจำนวน 41,410.96 บาท พร้อมดอกเบี้ย ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ให้รับผิดในฐานะเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุ ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้เอาประกันภัยไว้ แต่ตามคำฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวอ้างหรือแสดงว่า จำเลยที่ 2 รับประกันภัยจากจำเลยที่ 1 ในลักษณะประกันภัยค้ำจุน ซึ่งจำเลยที่ 2 ผู้รับประกันภัยตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนในนามของจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัย เพื่อความวินาศภัยอันเกิดขึ้นแก่บุคคลอีกคนหนึ่ง และมิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่านายวอง อันดริว จงยิน ผู้ขับรถยนต์มีนิติสัมพันธ์อย่างไรกับจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยซึ่งจำเลยที่ 1 ผู้เอาประกันภัยจะต้องรับผิดชอบในผลแห่งละเมิดของนายวองด้วย ฟ้องโจทก์จึงขาดสาระสำคัญอันเป็นมูลที่จะให้จำเลยที่ 2 ต้องรับผิด เท่ากับคำฟ้องโจทก์มิได้บรรยายข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาที่จะให้ผู้รับประกันภัยต้องรับผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชัดแจ้งไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง ฟ้องโจทก์จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม แม้ต่อมาจำเลยที่ 2 จะแก้ไขคำให้การว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนรถยนต์คันเกิดเหตุ ก็ไม่ทำให้คำฟ้องของโจกท์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายมาแต่แรก กลับเป็นคำฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้ และศาลจะพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยไม่อาศัยคำฟ้องไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 887 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดต่อโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้อนี้ฟังขึ้น กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ในข้ออื่นเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000697.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550