คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2692/2548 ฉบับเต็ม

#271247
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2692/2548 นางแหวว สร้อยดี กับพวก โจทก์ นายน้อย บุญรอด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ เป็นการฟ้องเรียกให้ได้ทรัพย์มรดกกลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสี่ จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาที่ดินพิพาท และโจทก์ทั้งสี่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 60,000 บาท จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินทรัพย์มรดกที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันราคา 201,000 บาท ที่ดินของโจทก์แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางคิ้มผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายไปประมาณ 40 ปี แล้ว ก่อนตายผู้ตายมีทรัพย์สินได้แก่ที่ดินโฉนดพิพาท จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 1 ที่ 4 และจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกด้วยการฉ้อฉลใช้อุบายหลอกโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ให้ถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินแล้วโอนใส่ชื่อจำเลยทั้งสี่ลงในโฉนดพิพาท ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ดินโฉนดพิพาท ให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกในที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 60,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ตามส่วนที่ได้รับตามกฎหมาย จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 1015 ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540 ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนและกำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกในที่ดินดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่นั้น เป็นการฟ้องเรียกให้ได้กลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสี่ คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาท และโจทก์ทั้งสี่ก็ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ด้วย จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินทรัพย์มรดกที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมามีราคา 201,000 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง..." พิพากษายกฎีกาโจทก์ทั้งสี่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสี่ (สดศรี สัตยธรรม-สุมิตร สุภาดุลย์-นันทชัย เพียรสนอง) แหล่งที่มา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271247
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082032260"
    }
}
date
2548
deka_no
2692/2548
deka_running_no
2692
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "สดศรี สัตยธรรม",
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "นันทชัย เพียรสนอง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 248 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางแหวว สร้อยดี กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายน้อย บุญรอด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่และจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางคิ้มผู้ตาย ผู้ตายถึงแก่ความตายไปประมาณ 40 ปี แล้ว ก่อนตายผู้ตายมีทรัพย์สินได้แก่ที่ดินโฉนดพิพาท จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของโจทก์ที่ 1 ที่ 4 และจำเลยที่ 1 ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยักย้ายปิดบังทรัพย์มรดกด้วยการฉ้อฉลใช้อุบายหลอกโจทก์ที่ 1 และที่ 4 ให้ถอนชื่อออกจากโฉนดที่ดินแล้วโอนใส่ชื่อจำเลยทั้งสี่ลงในโฉนดพิพาท ขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ดินโฉนดพิพาท ให้กำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้มรดกในที่ดินพิพาท และให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาท หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 60,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ตามส่วนที่ได้รับตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสี่ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมที่ดินโฉนดเลขที่ 1015 ตั้งแต่วันที่ 20 พฤศจิกายน 2539 ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540 ให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่ หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนและกำจัดจำเลยที่ 1 มิให้ได้รับมรดกในที่ดินดังกล่าว โดยให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสี่สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วย

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การที่โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาทและให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ทั้งสี่นั้น เป็นการฟ้องเรียกให้ได้กลับคืนมาเป็นทรัพย์มรดกเพื่อประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสี่ คดีของโจทก์ทั้งสี่จึงเป็นคดีที่มีคำขอปลดเปลื้องทุกข์อันอาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ เป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามจำนวนราคาที่ดินพิพาท และโจทก์ทั้งสี่ก็ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระค่าขาดประโยชน์จำนวน 60,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสี่ด้วย จึงเป็นหนี้อันอาจแบ่งแยกได้ แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินทรัพย์มรดกที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมามีราคา 201,000 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์แต่ละคนฟ้องกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ดังนั้น ราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาสำหรับโจทก์แต่ละคนจึงไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามคู่ความฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง..."

พิพากษายกฎีกาโจทก์ทั้งสี่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสี่
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
แหล่งที่มา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000825.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548