ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2696/2548
ร้อยตำรวจตรีชัยธวัช ฤทธิ์เต็ม
โจทก์
นายมณี ลำภา กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 1649
จำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ตายมานานกว่า 10 ปี โดยผู้ตายเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจำเลยที่ 1 เป็นธุระจัดการทำศพโดยทำพิธีศพของผู้ตายตามแบบพิธีที่ผู้ตายนับถือซึ่งถูกต้องสมควรแก่จารีตประเพณีท้องถิ่น นับว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการทำศพของผู้ตายได้ หากเห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกมากที่สุด อันมีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพของผู้ตายไม่สมควรเป็นผู้จัดการทำศพได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อศพผู้ตายได้มีการจัดการฝังแล้วตามหลักศาสนาอิสลามที่ผู้ตายนับถือ จึงหมดความจำเป็นที่จะนำศพผู้ตายขึ้นมาจัดการทำศพ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกให้ส่งมอบศพผู้ตายให้แก่โจทก์เพื่อจัดการทำศพอีก
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบศพของนางถนอม ฤทธิ์เต็ม ให้แก่โจทก์และพนักงานสอบสวนเพื่อนำส่งโรงพยาบาลนิติเวชทำการตรวจชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุแห่งการตายและเพื่อโจทก์จะได้นำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ หากจำเลยทั้งสองไม่สามารถส่งมอบได้ ขอให้ศาลสั่งให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการแทน โดยให้จำเลยทั้งสองเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างพิจารณาจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบศพนางถนอม ฤทธิ์เต็ม ผู้ตายให้แก่โจทก์ คำขออื่นให้ยกเสีย
จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความมิได้อุทธรณ์ฎีกาว่า โจทก์เป็นบุตรของผู้ตาย ภายหลังจากผู้ตายแยกทางกับบิดาโจทก์แล้ว ต่อมาผู้ตายได้มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 10 กว่าปีจนถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2540 จำเลยที่ 1 นับถือศาสนาอิสลาม ได้ประกอบพิธีศพผู้ตายตามศาสนาอิสลามและนำไปฝังไว้ที่สุสานมัสยิดของจำเลยที่ 2 ซึ่งจะต้องจัดการศพและฝังภายในเวลาไม่เกิน 24 ชั่งโมงนับแต่เสียชีวิตตามบทบัญญัติของศาสนา และตามหลักศาสนาอิสลามผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามจะสมรสกับคนที่นับถือศาสนาอื่นไม่ได้ ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นอยู่จะต้องเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามก่อนจึงจะสมรสกับคนที่นับถือศาสนาอิสลามได้ ปัญหาว่าโจทก์มีอำนาจเรียกให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบศพผู้ตายให้แก่โจกท์หรือไม่ เห็นว่า ผู้ตายได้อยู่กินเป็นภริยาจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 10 กว่าปี ผู้ตายมีชื่อในทะเบียนสัปบรุษประจำมัสยิดจำเลยที่ 2 ประกอบการแต่งกายของผู้ตายที่โพกผ้าคลุมศีรษะอย่างประเพณีหญิงที่นับถือศาสนาอิสลามที่ปรากฏตามภาพถ่ายในหนังสือเดินทางเมื่อปลายปี 2539 แสดงว่า ผู้ตายได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามนับแต่มาอยู่กินเป็นภริยาจำเลยที่ 1 จนถึงแก่ความตายเมื่อกลางปี 2540 ขณะมีอายุ 65 ปี ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ทำพิธีศพของผู้ตายแบบประเพณีที่ผู้ตายนับถืออยู่ขณะถึงแก่ความตาย นับว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องสมควรแก่จารีตประเพณีท้องถิ่นที่ดีงาม ที่บุคคลที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้เสียกับผู้ตายจำเป็นต้องเป็นธุระจัดการศพหลังการตายให้และเพื่อสุขอนามัยของชุมชน คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 มิได้เป็นทายาทของผู้ตายและไม่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพผู้ตาย แต่จำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากับผู้ตายมานานกว่า 10 ปี นับได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอต่อศาลให้ตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้จัดการทำศพผู้ตายได้ หากเห็นว่าโจทก์ซึ่งเป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกมากที่สุดอันมีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพของผู้ตายไม่สมควรเป็นผู้จัดการทำศพได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1649 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำให้การต่อสู้คดีพอถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ยื่นคำร้องขอตามบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้น เมื่อศพผู้ตายได้มีการจัดการฝังแล้วตามหลักศาสนาอิสลามที่ผู้ตายนับถือ จึงหมดความจำเป็นที่จะนำศพผู้ตายขึ้นมาจัดการทำศพ โจทก์ไม่มีอำนาจเรียกให้ส่งมอบศพผู้ตายให้แก่โจทก์เพื่อจัดการทำศพอีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาข้ออื่นของโจทก์ไม่ทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(ชุติมา จงสงวน-ปัญญา ถนอมรอด-วรนาถ ภูมิถาวร)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
การที่จำเลยที่ 1 อ้างมาในคำให้การว่า ผู้ตายได้สั่งเสียมอบหมายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการทำศพผู้ตายให้ถูกต้องตามหลักการของศาสนาอิสลาม ย่อมไม่อาจถือว่าผู้ตายได้ตั้งจำเลยที่ 1 ให้เป็นผู้จัดการทำศพตาม ป.พ.พ. มาตรา 1649 วรรคหนึ่ง เพราะเป็นการแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายในการต่างๆ อย่างหนึ่ง ซึ่งมาตรา 1646 ให้ทำเป็นพินัยกรรม มิฉะนั้นไม่มีผลตามกฎหมาย การสั่งเสียของผู้ตายด้วยวาจาจึงไม่มีผลบังคับ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3020/2522) สำหรับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นนิติบุคคลประเภทมัสยิดตามศาสนาอิสลามนั้นมิใช่บุคคลที่ผู้ตายได้ตั้งให้เป็นผู้จัดการทำศพ และไม่มีกฎหมายให้อำนาจแก่มัสยิดที่จะมีอำนาจหน้าที่ทำศพของบุคคลหนึ่งบุคคลใดทำนองเดียวกับวัด ซึ่งไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจแก่วัดที่พระภิกษุจำพรรษาอยู่ในขณะที่มรณภาพมีอำนาจและหน้าที่จัดการทำศพได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 546/2523) อำนาจและหน้าที่ดังกล่าวจึงตกแก่บุคคลตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 1646 ซึ่งมีลำดับดังนี้ (1) บุคคลที่ผู้ตายตั้งไว้โดยเฉพาะ (2) ผู้จัดการมรดกที่ผู้ตายแต่งตั้ง ซึ่งไม่รวมไปถึงผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลที่ไม่มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพผู้ตาย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1017/2525) (3) บุคคลที่ทายาท (ทั้งหมด) มอบหมายตั้งให้เป็นผู้จัดการทำศพ (4) บุคคลที่ได้รับทรัพย์มรดกโดยพินัยกรรม หรือโดยสิทธิโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุด ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่ากรณีที่ผู้ตายมีทายาทโดยธรรม 3 คน แต่ละคนมีสิทธิรับมรดกของผู้ตายคนละหนี่งส่วนเท่าๆ กัน ถือว่าคนใดคนหนึ่งมีสิทธิรับมรดกในฐานะโดยธรรมเป็นจำนวนมากที่สุดเท่ากัน จึงมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1761/2545) (5) บุคคลที่ศาลมีคำสั่งแต่งตั้ง กรณีเช่นนี้จะต้องมีคำร้องขอของ "ผู้มีส่วนได้เสีย" การที่ผู้มีส่วนได้เสียจะร้องขอให้แต่งตั้งตนเอง หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้จัดการทำศพได้นั้น ผู้ร้องขอต้องมิใช่บุคคลที่มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการทำศพอยู่แล้ว เพราะไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิทางศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 76/2522) และผู้ร้องจะร้องขอตามมาตรา 1649 วรรคสองได้ เฉพาะกรณีที่เห็นว่าผู้ได้รับทรัพย์มรดกเป็นจำนวนมากที่สุดนั้นไม่สมควรเป็นผู้จัดการทำศพผู้ตาย ดังนั้น หากผู้ตายทำพินัยกรรมตั้งให้จำเลยเป็นผู้จัดการทำศพแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นภริยาผู้ตายจะมาขอให้ศาลตั้งตนเองเป็นผู้จัดการทำศพผู้ตายไม่ได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 886/2479) สำหรับคดีนี้มีข้อสังเกตบางประการ ดังนี้ (1) โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายคนหนึ่งของผู้ตาย ซึ่งถือว่าเป็นทายาทโดยธรรมผู้สิทธิได้รับมรดกของผู้ตายจำนวนมากที่สุดคนหนึ่งมาฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองส่งมอบศพ เพื่อทำการตรวจชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุแห่งการตายและเพื่อจะได้นำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาพุทธ เนื่องจากจำเลยทั้งสองไม่ยอมส่งมอบศพที่ฝังแล้วให้แก่โจทก์ จึงเป็นกรณีที่มีการโต้แย้งสิทธิ ชอบที่โจทก์จะฟ้องเป็นคดีมีข้อพิพาทได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 หาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งให้ตนเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่จัดการทำศพของผู้ตายไม่ (2) ศาลฎีกาตีความว่าสามีภริยาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะร้องขอให้ตั้งเป็นผู้จัดการทำศพได้ตามมาตรา 1649 วรรคสอง (3) การร้องขอมีความหมายรวมถึงการยื่นคำให้การต่อสู้คดีโดยคัดค้านว่า โจทก์ซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิรับมรดกมากที่สุด ไม่สมควรเป็นผู้จัดการทำศพผู้ตายด้วย (4) ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อได้มีการประกอบพิธีศพของผู้ตายตามแบบประเพณีที่ผู้ตายนับถือศาสนาอิสลามแล้ว จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องจัดการทำศพตามพิธีทางศาสนาพุทธอีก กรณีเช่นนี้ ทำให้เห็นได้ว่าบทบัญญัติในมาตรา 1649 นั้น เป็นเพียงการกำหนดตัวบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ในการจัดการทำศพเท่านั้น บุคคลอื่นก็อาจจัดการทำศพได้ เพียงแต่ไม่มีสิทธิเรียกเงินที่ออกเป็นค่าจัดการทำศพจากกองมรดกของผู้ตายตามมาตรา 1650 (เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 520/2506, ที่ 664/2521, ที่ 149/2522, และที่ 1017/2525 เป็นต้น) เว้นแต่ จะถือได้ว่าเป็นการจัดการงานนอกสั่งที่สมประโยชน์และตามความประสงค์อันแท้จริงของตัวการ ก็มีสิทธิเรียกค่าใช้จ่ายในการจัดการทำศพได้ตามมาตรา 395 และมาตรา 401 เว้นเสียแต่ผู้จัดการมิได้มีบุรพเจตนาจะเรียกให้ชดใช้คืนตามมาตรา 403 วรรคหนึ่ง ในส่วนที่โจทก์ขอให้ส่งมอบศพ เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตรวจชันสูตรพลิกศพนั้น มีเงื่อนไขและวิธีการที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการทำศพ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ศาลฎีกามิได้วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นนี้ ชาติชาย อัครวิบูลย์