คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4247/2548 ฉบับเต็ม

#271427
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4247/2548 นายณรงค์ สุขะวัชรินทร์ โจทก์ นายสำราญ จันทร์วิมล กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม, มาตรา 179 วรรคท้าย โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารหอพัก โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 อยู่ต่อไป ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ออกไปจากที่ดินและหอพัก พร้อมกับให้ชดใช้ค่าเสียหาย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟ้องแย้งว่าโจทก์ฟ้องโดยรู้อยู่ว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้เพราะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับความเสียหาย ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นการกล่าวอ้างในการใช้สิทธิทางศาลเนื่องมาจากโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยการฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่อศาลโดยไม่สุจริต ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุแห่งการฟ้องของโจทก์มาเป็นข้อกล่าวอ้างซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิม และเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารหอพัก 2 ชั้น 1 หลัง ซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดิน โดยโจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐม จำเลยทั้งแปดพักอาศัยอยู่ในอาคารหอพักดังกล่าวและขัดขวางไม่ยอมให้โจทก์เข้าดำเนินการ โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งแปดและบริวารอยู่ในที่ดินอีกต่อไป และได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งแปดและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งแปดเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียดอกเบี้ยในเงินที่โจทก์กู้ยืมมาซื้อที่ดินและอาคารหอพักขาดประโยชน์และผลกำไรจากการที่ไม่สามารถเข้าดำเนินการในอาคารหอพักและที่ดิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากหอพักและที่ดินและให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 305,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งแปดและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากหอพักและที่ดินของโจทก์และส่งมอบแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การและฟ้องแย้งทำนองเดียวกันว่า ที่ดินและอาคารหอพักตามฟ้องเป็นของนายชัยพร สัจจะปรเมษฐ โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายชัยพรได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดแล้วสิทธิของโจทก์ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ โจทก์ยังไม่ได้ครอบครองที่ดินและอาคารหอพักจึงไม่มีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับความเสียหาย ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดต่อและแต่งตั้งทนายความเพื่อให้การต่อสู้คดีเป็นเงินคนละ 20,000 บาท จึงขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับ จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวกับฟ้องเดิมชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์โดยอ้างเหตุว่า โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับความเสียหาย ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดต่อและแต่งตั้งทนายความเพื่อให้การต่อสู้คดี จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กล่าวอ้างในการใช้สิทธิทางศาลอันเนื่องมาจากโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่อศาลโดยไม่สุจริต ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุแห่งการฟ้องของโจทก์มาเป็นข้อกล่าวอ้างซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิม และเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป" พิพากษายืน (ประทีป ปิติสันต์-สมศักดิ์ เนตรมัย-สุภิญโญ ชยารักษ์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
271427
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082030466"
    }
}
date
2548
deka_no
4247/2548
deka_running_no
4247
deka_year
2548
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป ปิติสันต์",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "สุภิญโญ ชยารักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 177 วรรคสาม",
            "ม. 179 วรรคท้าย"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายณรงค์ สุขะวัชรินทร์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสำราญ จันทร์วิมล กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารหอพัก 2 ชั้น 1 หลัง ซึ่งปลูกสร้างอยู่ในที่ดิน โดยโจทก์ซื้อมาจากการขายทอดตลาดของสำนักงานบังคับคดีจังหวัดนครปฐม จำเลยทั้งแปดพักอาศัยอยู่ในอาคารหอพักดังกล่าวและขัดขวางไม่ยอมให้โจทก์เข้าดำเนินการ โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งแปดและบริวารอยู่ในที่ดินอีกต่อไป และได้บอกกล่าวให้จำเลยทั้งแปดและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินของโจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งแปดเพิกเฉย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องเสียดอกเบี้ยในเงินที่โจทก์กู้ยืมมาซื้อที่ดินและอาคารหอพักขาดประโยชน์และผลกำไรจากการที่ไม่สามารถเข้าดำเนินการในอาคารหอพักและที่ดิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งแปดและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากหอพักและที่ดินและให้จำเลยทั้งแปดร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 305,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งแปดและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากหอพักและที่ดินของโจทก์และส่งมอบแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้การและฟ้องแย้งทำนองเดียวกันว่า ที่ดินและอาคารหอพักตามฟ้องเป็นของนายชัยพร สัจจะปรเมษฐ โจทก์ซื้อจากการขายทอดตลาดโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายชัยพรได้ยื่นคำร้องต่อศาลขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดแล้วสิทธิของโจทก์ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ โจทก์ยังไม่ได้ครอบครองที่ดินและอาคารหอพักจึงไม่มีอำนาจฟ้อง การที่โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต และเป็นการโต้แย้งสิทธิของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นเหตุให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับความเสียหาย ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดต่อและแต่งตั้งทนายความเพื่อให้การต่อสู้คดีเป็นเงินคนละ 20,000 บาท จึงขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวแก่จำเลยที่ 3 และที่ 4

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ส่วนฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิม จึงไม่รับ

จำเลยที่ 3 และที่ 4 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการแรกว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 เกี่ยวกับฟ้องเดิมชอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ฟ้องแย้งเรียกค่าเสียหายจากโจทก์โดยอ้างเหตุว่า โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิที่จะกระทำได้โดยชอบ เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ทำให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ได้รับความเสียหาย ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการติดต่อและแต่งตั้งทนายความเพื่อให้การต่อสู้คดี จึงเป็นกรณีที่จำเลยที่ 3 และที่ 4 กล่าวอ้างในการใช้สิทธิทางศาลอันเนื่องมาจากโจทก์กระทำละเมิดต่อจำเลยที่ 3 และที่ 4 เพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 4 ต่อศาลโดยไม่สุจริต ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงเป็นฟ้องแย้งที่อาศัยเหตุแห่งการฟ้องของโจทก์มาเป็นข้อกล่าวอ้างซึ่งเป็นคนละเรื่องกับฟ้องเดิม และเป็นเรื่องอื่นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมพอที่จะรวมการพิจารณาและชี้ขาดตัดสินเข้าด้วยกันได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม ประกอบมาตรา 179 วรรคท้าย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 3 และที่ 4 นั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น โดยไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 3 และที่ 4 ประการต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000809.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2548